บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 577 นี่มันใหญ่จริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็สู้พี่ใหญ่ผมไม่ได้” หลิวเป่ยจวินพูด
ฟางเจิ้งยิ้มๆ “ประสกคิดจริงๆ หรือว่าพวกเขาถูกจ้างให้มาทำขนส่ง”
“ไม่ทำขนส่งแล้วจะทำอะไร?” หลิวเป่ยจวินถามด้วยความไม่เข้าใจ
ฟางเจิ้งไม่พูดแล้ว ลงเขามาก็ไปหาหวังโอ้วกุ้ย ยืมรถจักรยานยนต์มา จากนั้นพาหลิวเป่ยจวินตรงไปยังภูเขาเหมือง
ตอนที่หลิวเป่ยจวินเห็นภูเขาเหมืองก็มีแต่ความสงสัย มาทำอะไร?
“มาหาพี่ใหญ่ของประสกคนนั้น ถามดูว่าตอนนี้นักศึกษาพวกนั้นกำลังทำอะไร” ฟางเจิ้งว่า
หลิวเป่ยจวินไม่เข้าใจว่าฟางเจิ้งหมายความว่าอย่างไร เมื่อเข้าภูเขาเหมืองมาก็เจอผู้ชายหน้าดำคนหนึ่ง พอผู้ชายรู้ถึงเจตนาที่หลิวเป่ยจวินมา ใบหน้าสีดำแดงก็มีเลือดฝาดขึ้นมา ยิ้มแห้งๆ บอกว่า “ไอ้เด็กนี่ไม่ตั้งใจเรียน แต่มาหัวเราะเยาะพี่รึไง?”
“เปล่า ผมแค่มาถาม” หลิวเป่ยจวินพูด
“วันนี้วันไม่ใช่วันเสาร์นี่ ทำไมไม่ไปเรียน?” ผู้ชายคนนั้นถาม
“ผมไม่เรียนแล้ว เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำไมต้องเรียนด้วย พี่ใหญ่เคยบอกไม่ใช่เหรอว่าพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่มีประโยชน์…” หลิวเป่ยจวินตอบอย่างมีเหตุผล
“เจ้าโง่!” เขาอ้าปากด่าทันที “ตอนนั้นฉันมันโง่ถึงพูดกับแกแบบนั้น ถ้าให้โอกาสฉัน ฉันอยากไปเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ จะตั้งใจเรียนให้ดีเลย”
“พี่ใหญ่หมายความว่าไง?” หลิวเป่ยจวินมึนงงเล็กน้อย
ผู้ชายคนนั้นยิ้มขมขื่น “ปีก่อนฉันบอกกับแกว่านักศึกษาพวกนั้นใช้ไม่ได้ รู้จักแต่ถือปากกาคำนวณอะไรมั่วไปเรื่อย แต่ปีนี้พวกเขาได้เป็นหัวหน้าฉันแล้ว…พวกนั้นไม่ได้มาทำงานลำบากอย่างฉัน พวกเขามาแค่เพื่อเข้าใจว่าพวกเราต้องทำอะไร เพื่อให้คุ้นเคยกับงานในเขตเหมือง และเข้าใจข้อมูลต่างหาก จะได้ขึ้นไปจัดการพวกเราได้ง่ายขึ้น ไอ้น้อง พูดจริงๆ นะ ถ้าวัดตามทักษะแล้ว พวกเขาสู้ฉันไม่ได้ แต่ถ้าวัดตามการจัดการ ฉันสู้พวกเขาไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาเลยถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะเป็นหัวหน้า ส่วนฉันถูกลิขิตว่าต้องลำบากใช้แรงงานไปทั้งชีวิต!”
เอ่ยถึงตรงนี้ ผู้ชายเงยหน้ามองดวงตะวันบนฟ้า “แกดูฟ้านี่ ร้อนจนเหมือนเตาอบ ฉันอยู่ที่นี่ถูกย่างเหมือนมันเทศ ส่วนพวกเขาดื่มชาในสำนักงาน พิมพ์คีย์บอร์ด เงินเดือนที่ได้ก็มากกว่าฉัน…ปีก่อนพี่ชายคุยโม้ไปเอง โง่ไปเอง ปีนี้ในเมื่อเราสองพี่น้องเจอกันอีก พี่ขอแนะนำแกว่าให้กลับไปเรียนเถอะ ไม่เรียนจะลำบากมาก…”
ระหว่างทางออกจากภูเขาเหมืองมา ในหัวหลิวเป่ยจวินมีแต่คำพูดชายหน้าดำวนเวียนอยู่ ตั้งใจเรียน ไม่เรียนจะลำบากมาก…
“ประสก ตอนนี้ยังคิดว่าการเรียนไม่มีประโยชน์อีกไหม” ฟางเจิ้งถาม
หลิวเป่ยจวินหน้าแดง แต่ก็ยังกัดฟันเอ่ย “ถึงยังไงผมก็ไม่เรียน! ไม่เรียนอะไรทั้งนั้น!”
ฟางเจิ้งพยักหน้า คืนรถจักรยานยนต์ให้หวังโอ้วกุ้ย แล้วจึงพาหลิวเป่ยจวินนั่งรถบัสคันใหญ่เข้าเมือง
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง เราจะไปไหนกัน?” หลิวเป่ยจวินมองบ้านเกิดที่ห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ พลางถามด้วยความตึงเครียดเล็กน้อย
ฟางเจิ้งตอบว่า “อาตมาไม่เคยไปเมืองใหญ่ อยากไปดูเมืองหลวงหน่อย”
“ท่านจะพาผมไปเมืองหลวง เซิ่งจิง?” หลิวเป่ยจวินตื่นเต้นแล้ว!
ฟางเจิ้งพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่ จะไปเซิ่งจิง”
หลิวเป่ยจวินตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม เซิ่งจิง! ไม่ต้องพูดถึงความเจริญของมัน แค่คิดว่าเป็นเมืองหลวงของทั้งประเทศเขาก็ดีใจแล้ว ริมฝีปากหุบไม่มิด เดี๋ยวพูดว่าจะไปปีนกำแพงเมืองจีน อีกเดี๋ยวบอกว่าจะไปดูอนุสาวรีย์วีรชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน…
ส่วนฟางเจิ้งฟังอย่างอดทน
มาถึงเมืองเฮยซาน ต่อด้วยรถไฟความเร็วสูง วันที่สองตอนฟ้าสางก็มาถึงเซิ่งจิงแล้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลิวเป่ยจวินมองสถานีรถไฟเซิ่งจิงอันยิ่งใหญ่ด้วยความตะลึง สถานีรถไฟนี่ใหญ่เกินไปแล้ว! สวยมาก ทุกที่มีแต่หน้าจอ ทุกที่มีแต่คน ผู้คนมากมาย ศีรษะคนขยับไปมา วูบไหวจนเขามึนหัวเล็กน้อย แยกเหนือใต้ออกตกไม่ชัดเจนเลย ขณะเดียวกันก็มีความหวาดกลัวต่อสภาพแวดล้อมที่แปลกตา จึงตามติดฟางเจิ้งไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียว
เขากลับไม่รู้ว่าหลวงจีนที่เขามองว่าเป็นเสาหลักก็เพิ่งมาเมืองใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ความตกตะลึงในใจไม่น้อยไปกว่าหลิวเป่ยจวิน…เพียงแต่ว่าไม่ได้แสดงออกมาก็เท่านั้น
สิบนาทีต่อมา
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง เราจะไปไหนกัน?” หลิวเป่ยจวินถาม
ฟางเจิ้งเงยหน้ามองทิวทัศน์ที่คุ้นตารอบๆ เม็ดเหงื่อซึมออกมาตรงหน้าผาก
ยี่สิบนาทีต่อมา
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ที่นี่ใหญ่จริงๆ เดินอยู่ตั้งนานแล้วยังไม่ได้ออกไปเลย” หลิวเป่ยจวินพูดอย่างปลงอนิจจัง
ฟางเจิ้งมองป้ายโฆษณาข้างหน้า ทำไมคุ้นตาแบบนี้? เม็ดเหงื่อไหลซึมมากกว่าเดิม…
สามสิบนาทีต่อมา ยังไม่ทันที่หลิวเป่ยจวินจะพูด ผู้หญิงสวมเครื่องแบบคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามา ถามอย่างมีมารยาทและอบอุ่นว่า “หลวงพี่คะ ท่านจะไปไหนกัน ให้ช่วยไหมคะ?”
ฟางเจิ้งหน้าแดง เขาเดินหมุนไปมาอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายครึ่งชั่วโมง จนพนักงานบริการทนมองต่อไปไม่ได้แล้ว น่าขายหน้า! หลิวเป่ยจวินเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เพราะที่นี่ใหญ่ แต่ไอ้สารเลวหัวโล้นนี่พาหลงทางต่างหาก!
ฟางเจิ้งกระแอมไอทีหนึ่ง “อาตมาอยากออกไป”
ผู้หญิงเม้มปากเกือบหัวเราะ เธอเห็นหลวงจีนรูปนี้พาเด็กคนหนึ่งเดินวนไปวนมาในหลายเขต ตอนแรกคิดว่าพวกเขารอคนเลยเดินเล่น ต่อมาเห็นว่าเหมือนสถานการณ์จะผิดปกติถึงเข้ามาถาม ตอนนี้ดูแล้ว…คงหลงทางจริงๆ! เธอเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไม่มาก แต่ก็ไม่ได้ดูถูกอะไร เพียงแค่รู้สึกว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ หลวงจีนรูปหล่อที่ดูสุภาพมากรูปนี้ยิ้มสว่างไสวมาก แถมยังน่ารักเป็นพิเศษ
“ท่านขึ้นลิฟต์ด้านนั้นแล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไป จากนั้น…อืม ช่างเถอะ ฉันจะพาไปเอง” หญิงสาวพูดอยู่สองประโยคก็เห็นแววตามึนงงเล็กน้อยของสองคนนี้ จึงไม่พูดต่อแล้ว เดี๋ยวสองคนนี้จะเดินวนอีกนาน
หลิวเป่ยจวินตามอยู่ข้างหลังสาวสวยพลางถามเสียงเบา “หลวงพี่ ท่านก็หลงทางเป็นเหรอ?”
ฟางเจิ้งไม่ปริปาก
ภายใต้การนำทางของพนักงานบริการ ในที่สุดฟางเจิ้งกับหลิวเป่ยจวินก็ออกจากสถานีตะวันตกเซิ่งจิงได้ หลังจากขอบคุณแล้ว ฟางเจิ้งกับหลิวเป่ยจวินยืนอยู่บนลาน พลางมองสถานีตะวันตกเซิ่งจิงที่ใหญ่ยักษ์ ฟางเจิ้งถอนหายใจ “ใหญ่จริงๆ!”
หลิวเป่ยจวินถอนหายใจตาม “มองในทีวีไม่ออกเลย หลังใหญ่ขนาดนี้ คนทั้งหมู่บ้านเราเข้าไปอยู่ด้วยกันยังพอเลย”
ฟางเจิ้งพยักหน้าตาม บางสิ่งบางอย่างในทีวีก็ยังเป็นในทีวี ไม่อาจส่งผลกระทบถึงประสาทสัมผัสเหมือนอย่างของจริง
ออกจากสถานีรถไฟมาแล้ว ฟางเจิ้งยังคงมึนงงเล็กน้อย เขาเข้าเมืองใหญ่คนเดียวเป็นครั้งแรก กินอะไร พักที่ไหนมีแต่เครื่องหมายคำถามเป็นกอง ดีที่ก่อนมาเขาทำการบ้านมาแล้ว ดูสารคดีท่องเที่ยวมาไม่น้อย วางแผนล่วงหน้าไว้ทั้งหมดแล้ว ถึงแม้พอมาจริงๆ จะเกิดปัญหาเล็กน้อยก็ตาม แต่เขาก็ยังเรียนรู้เข้าใจได้ ถึงเขาไม่เข้าใจ ก็ต้องมีคนเข้าใจอยู่แล้ว?
ฟางเจิ้งพลันนึกได้ว่าเขาเคยถามหลวงตาหนึ่งนิ้วว่า
‘อาจารย์ ท่านมาจากภาคใต้ที่อยู่ตั้งไกล เดินทางมายังไงครับ?’ ฟางเจิ้งถามด้วยความอยากรู้
หลวงตาหนึ่งนิ้วขยี้ศีรษะฟางเจิ้ง จากนั้นกดที่จมูกเขา ‘ต่อให้คนโง่เขลา ใต้จมูกก็ยังมีปากไม่ใช่หรือ? ไม่รู้ว่าไปอย่างไร เจอปัญหาก็แค่ถามไม่ใช่หรือไง?’
ตอนนี้ฟางเจิ้งก็ดึงคนมาถามตลอดทาง ที่น่างงคือหารถไฟใต้ดินพบ นั่งรถไฟใต้ดินไปหาที่พักสำเร็จจนได้
…………………………..