บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 104 ผูู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง
บทที่ 104 ผูู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง
ความหมายในคำพูดขององค์ชายสามนั้น ทุกคนล้วนเข้าใจได้
“ลูเยี่ย เจ้าอาจไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่เจ้าไม่คิดถึงความปลอดภัยของสมาชิกทุกคนในตระกูลลูบ้างหรือ? นี่คือแผ่นดินของต้าเฉียน หากสังหารองค์ชายของต้าเฉียน ตระกูลใดเล่าจะยังมีที่ยืนอยู่ได้?”
นี่แหละคือพันธนาการของโลกมนุษย์
ลูเยี่ยไม่แยแสในเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย นอกเหนือจากโลกมนุษย์แล้ว ยังมีเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน ซึ่งไม่มีใครในราชวงศ์ต้าเฉียนกล้าล่วงเกินพวกเขาได้โดยง่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าใต้หล้านี้กว้างใหญ่มากเพียงใด มีอาณาจักรและแคว้นมากมายนับไม่ถ้วน ต้าเฉียนก็เป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้ ลูเยี่ยมองเห็นได้ไกลและกว้างกว่านั้น เพราะนอกเหนือจากโลกมนุษย์แล้ว ยังมีดินแดนหลิงซาง! นั่นต่างหากคือดินแดนแห่งการฝึกฝนที่แท้จริง!
หากไม่ได้ไปสนามรบนอกอาณาเขต สายตาของลูเยี่ยย่อมถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในต้าเฉียน และย่อมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลลัพธ์ของการล่วงเกินราชวงศ์แห่งต้าเฉียน แต่ตอนนี้ เขารู้สึกเพียงว่าภัยคุกคามจากเชี่ยงฉางจิ้งช่างน่าขบขันเหลือเกิน
ลูเยี่ยค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเชี่ยงฉางจิ้ง เขาตบเข้าที่ใบหน้าของเชี่ยงฉางจิ้งอย่างแรง ทำให้แก้มของอีกฝ่ายมีเลือดไหล ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ทว่าเชี่ยงฉางจิ้งกลับหัวเราะ “ข้าก็ไม่ว่าหากเจ้าต้องการตบข้าเพื่อระบายอารมณ์ ที่จริงแล้วสิ่งที่ข้าทำลงไปวันนี้ก็เกินไปจริงๆ สมควรที่จะโดนเจ้าตบเป็นการลงโทษ”
“โฮ่ เด็กคนนี้ยังสามารถหัวเราะออกมาได้ นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ” เฒ่าจ้าวรู้สึกประหลาดใจ
เหล่าเกาแค่นเสียงเย็นชา “ถ้าพูดถึงการเอาชีวิตรอด ย่อมสามารถทิ้งความละอายไว้ข้างหลังได้!”
ลูเยี่ยกล่าว “เจ้าคิดมากไป ข้าไม่เพียงแค่จะทำร้ายเจ้า แต่ข้าต้องการให้เจ้าตาย”
เชี่ยงฉางจิ้งผู้นี้มีความโหดร้ายไร้ความปรานีอยู่ในกระดูก หากพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ถ้าปล่อยให้เขามีชีวิตรอด ในอนาคตย่อมจะต้องแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งอย่างแน่นอน
เชี่ยงฉางจิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวเสียงเคร่งขรึม “เจ้าบอกมาเถิด ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด จึงจะแลกกับชีวิตของข้าได้ ตราบใดที่ข้าทำได้ ข้าจะไม่ขมวดคิ้วเลยแม้แต่น้อย!”
ลูเยี่ยยกดาบซิงหลิวขึ้น ปลายดาบชี้ตรงไปที่เชี่ยงฉางจิ้ง “พูดความจริง ข้าไม่รู้สึกว่าเจ้าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เกรงว่าเจ้าคงมีไพ่ตายอะไรบางอย่างใช่หรือไม่?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าเกาก็หรี่ตามองอย่างระแวดระวัง เฒ่าจ้าวค่อย ๆ ดึงมือที่เดิมซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาอย่างเงียบ ๆ เซียหลิงชิวประคองลูเชียวไว้ในมือ และเริ่มระมัดระวัง
เชี่ยงฉางจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วอดไม่ได้ที่จะถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ตอนที่การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิในเขาไป่เยี่ยน เว่ยเทียนหลานกับพานโซวหูตายได้อย่างไร เจ้าไม่มีทางไม่สงสัย” ลูเยี่ยกล่าวว่า “ก่อนที่ตระกูลเว่ยจะยอมรับความผิด เจ้าก็คงไมอาจไม่รู้ว่าเว่ยชางเจีย โม่ซิงโจว และหลัวอวินเจิง ตายได้อย่างไร”
“ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้ายังกล้าพาองครักษ์มังกรดำแปดร้อยนาย และปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์หกคนมาที่นี่ เพื่อความลับของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูโดยไม่เกรงกลัวที่จะทำสงครามกับข้า นี่มีแต่จะพิสูจน์ว่า เจ้าเป็นสุกรโง่ หรือไมก็มีไพ่ตายอะไรบางอย่าง”
ลูเยี่ยเงยหน้าขึ้นจ้องเชี่ยงฉางจิ้งด้วยสายตาเย็นชา “ข้าเดาว่าเจ้าคงไม่คิดว่าตัวเองเป็นสุกรโง่แน่ ๆ”
เชี่ยงฉางจิ้งฟังจบแล้วอดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่า “ไม่คิดเลยว่า คนที่เข้าใจข้าที่สุดจะเป็นเจ้าลูเยี่ย”
ทันใดนั้น เขาก็กล่าวอย่างสงบว่า “เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป ข้ามีไพ่ตายอยู่จริง หากเจ้ายอมถอยไปก้าวหนึ่ง ข้าก็จะไม่นำมันออกมาใช้”
เหล่าเกาตบเข้าที่ใบหน้าของเชี่ยงฉางจิ้งหนึ่งที “เจ้าแสร้งทำเป็นเก่งนัก! มาสิ! เผยไพ่ตายของเจ้าออกมาให้ข้าดูหน่อย!”
ใบหน้าของเชี่ยงฉางจิ้งเต็มไปด้วยเลือด สายตาของเขาจ้องมองไปที่ลูเยี่ยเท่านั้น “เจ้าแน่ใจหรือ?”
ลูเยี่ยยกดาบซิงหลิวขึ้น แล้วฟันลงไปทันที นั่นคือคำตอบของลูเยี่ย
ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของเชี่ยงฉางจิ้งเปลี่ยนไปทันที เขาร้องเสียงดัง “ขอเชิญบรรพชนสำแดงอานุภาพด้วย”
พลังลมปราณหลอลันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของเชี่ยงฉางจิ้ง เฒ่าจ้าวรีบคว้าตัวลูเยี่ยกลับมาจากระยะไกลในทันที
เหล่าเกาไม่ได้ถอยหนี อีกทั้งยังคงกำลำคอของเชี่ยงฉางจิ้งไว้แน่น เพียงแค่เปิดดวงตาที่ขุ่นมัวขึ้นมาพิจารณาพลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
ห้วงอากาศสั่นสะเทือน เปลวเพลิงแสงสว่างพลุ่งพล่าน พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นรวมตัวกันเป็นร่างชายผู้สง่างามที่อาบไปด้วยแสงสลัว
ชายผู้นั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อคลุมลายมังกร พลังของเขานั้นเหนือกว่าปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เป็นอย่างมาก!
“พวกเจ้าเป็นใครกัน กล้าทำร้ายทายาทของราชวงศ์เชี่ยงของข้า?”
เสียงของชายผู้สง่างามดังกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ไกล ๆ
เมื่อเห็นเหล่าเกาที่จับลำคอของเชี่ยงฉางจิ้งไม่ปล่อย ดวงตาของชายผู้สง่างามก็เปลี่ยนเป็นน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
“ท่านบรรพชน ลูกหลานที่ไร้ความสามารถทำให้ท่านขายหน้าแล้ว!” เชี่ยงฉางจิ้งรู้สึกโล่งอก กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ข้าไม่กลัวตาย ขอเชิญท่านลงมือเถิด ขอจงกำจัดพวกชั่วช้าที่ไม่เห็นราชวงศ์เชี่ยงของพวกเราอยู่ในสายตาเหล่านี้”
“ดี! ไม่ต้องกลัว มีท่านบรรพชนอยู่ตรงนี้ หากเขากล้าทำอะไรเจ้า ข้าจะทำลายตระกูลเขาให้สิ้นซาก!”
ชายผู้สง่างามเอ่ยถ้อยคำอย่างหนักแน่นกังวานก้อง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าเกาพลันแสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “วิญญาณควบแน่นเป็นตราประทับแปรเทพ เฒ่าจ้าว ข้าขอพนันว่าเขารับหมัดเจ้าไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว!”
เฒ่าจ้าวใบหน้าไร้อารมณ์สบถออกมาประโยคหนึ่ง “บัดซบ เมื่อครู่ข้าถึงกับตกใจไปชั่วขณะ ที่แท้ก็เป็นแค่ตราประทับจิตเทวะเท่านั้น…”
คำพูดแสดงออกถึงความอับอายเล็กน้อย ดูเหมือนทั้งสองเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของชายผู้สง่างามได้ถูกเหล่าเกาและเฒ่าจ้าวเปิดโปงแล้ว
เห็นเฒ่าจ้าวก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยแววสังหาร “การสังหารเขาไยต้องใช้ถึงหนึ่งหมัด เพียงปลายนิ้วเดียวก็เพียงพอ!”
“ช้าก่อน! ข้ามีอะไรจะพูด!” ทันใดนั้น ชายผู้สง่างามก็ถอยออกไปไกลมาก เขามองดูเฒ่าจ้าวแล้วมองดูเหล่าเกา สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ลูเยี่ย จะให้รอจนกว่าเขาจะพูดจบแล้วค่อยตีให้ตาย หรือว่าจะตีให้ตายเดี๋ยวนี้เลย?” เฒ่าจ้าวถามอย่างไร้อารมณ์
ก่อนที่ลูเยี่ยจะทันได้เปิดปาก ชายผู้สง่างามก็ตะโกนออกมาทันที “ข้าผิดไปแล้ว! ข้าขออภัย! ขอให้ท่านผู้อาวุโสทั้งสองโปรดคำนึงถึงว่าข้าไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ขอละเว้นให้ข้าสักครั้ง ให้โอกาสข้าได้ไถ่บาปด้วย!”
กล่าวจบ เขาค้อมกายคำนับให้เฒ่าจ้าวและเหล่าเกาขออภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ลูเยี่ยและเซียหลิงชิวก็ได้รับการค้อมกายคำนับและคำขอโทษจากเขา
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เชี่ยงฉางจิ้งยิ่งตกตะลึงจนนิ่งงัน ท่านบรรพชนเขาทำไมถึงได้นอบน้อมถ่อมตนเช่นนั้น?
“อีกเรื่อง ข้ามีลูกหลานในราชวงศ์เชี่ยงมากมาย นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่มีลูกหลานที่ไม่เอาไหนผู้นี้อีกแล้ว” ชายผู้สง่างามจ้องมองเชี่ยงฉางจิ้งด้วยสายตาที่โกรธเกรี้ยว กัดฟันกรอด “เจ้าสัตว์เดรัจฉานน้อยตัวนี้จะสังหารหรือจะไว้ชีวิต ขึ้นอยู่กับการตัดสินของทุกท่าน!”
“ท่านบรรพชน! ท่านเป็นอะไรไป?”
เชี่ยงฉางจิ้งแทบจะพังทลายในทันที เกือบจะสงสัยว่าตัวเองเห็นภาพหลอนไปแล้ว
“ข้าเป็นอะไรงั้นหรือ? เจ้าไม่เห็นหรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะถูกสัตว์เดรัจฉานน้อยเช่นเจ้าทำให้เดือดร้อน?” ชายผู้สง่างามตบเชี่ยงฉางจิ้งไปหนึ่งฝ่ามือ “ข้าจะสังหารเจ้าก่อนเลย!”
เหล่าเกาสะบัดแขนเสื้อ ชายผู้สง่างามถูกกระแทกจนถอยร่นไปทันที สีหน้าของเชี่ยงฉางจิ้งซีดขาว เขาตระหนักได้ว่าหากไม่ใช่เพราะเหล่าเกา ตัวเขาคงถูกท่านบรรพชนสังหารไปแล้วจริงๆ!
เขามีสีหน้าคลุ้มคลั่งเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ตะโกนว่า “ท่านบรรพชน! ท่านไร้ความเมตตา อย่าโทษข้าที่ไร้คุณธรรม!”
“ทุกท่าน ไม่ขอปิดบังความจริง การมาที่เมืองเทียนเหอครั้งนี้ของข้า ล้วนเป็นการสั่งการของชายชราเดรัจฉานนั้น” เชี่ยงฉางจิ้งกล่าวเสียงแหบแห้ง “รวมถึงเรื่องการจับตัวลูเชียววันนี้ และการบีบบังคับให้ลูเยี่ยมาที่นี่ ล้วนเป็นความคิดของชายชราเดรัจฉานนั้นทั้งสิ้น!”
“ชายชราเดรัจฉานนั้นบอกข้าว่า ไมอาจปล่อยให้เสียเวลา เมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไป มังกรวารีในเมืองนี้จะต้องสร้างความเสียหายให้พวกเราอย่างแน่นอน! ด้วยเหตุนี ข้าจึงรีบลงมือในวันนี้”
ก่อนหน้านี้ ชายผู้สง่างามด่าเชี่ยงฉางจิ้งว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานน้อยอยู่ตลอด ตอนนี้ เชี่ยงฉางจิ้งก็ด่าชายผู้สง่างามว่าเป็นชายชราเดรัจฉานทุกครั้งที่อ้าปากเช่นกัน ทำให้ไม่มีใครสามารถจินตนากการได้เลยว่า ทั้งสองคนนี้คือบรรพชนและลูกหลานจากราชวงศ์เชี่ยง!
ช่างเป็นความ ‘กตัญญู’ จริง ๆ ลูเยี่ยและคนอื่น ๆ ได้เปิดหูเปิดตากับสิ่งที่เห็นตรงหน้าเลยทีเดียว