บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 105 เดิมพันแพ้แล้วหรือ?
บทที่ 105 เดิมพันแพ้แล้วหรือ?
เมื่อครู่นี้เกือบถูกท่านบรรพชนของตัวเองสังหาร ทำให้เชี่ยงฉางจิ้งถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง จนเกิดความบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์ ส่วนชายผู้สง่างามก็โกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว
ทว่าเพราะเกรงใจเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว เขาไม่อาจทำอะไรตามใจชอบเลย
“ทุกท่าน ชายชราสัตว์เดรัจฉานนั้นมีชื่อว่าเชี่ยงอวิ่นเทียน เป็นท่านอาคนที่เก้าของเสด็จพ่อข้า ในปีนั้นเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ไม่นาน ก็ประสบหายนะใหญ่ ทำให้ร่างเนื้อเน่าเปื่อย เหลือเพียงจิตเทวะเท่านั้นที่ยังดิ้นรนเอาชีวิตรอด!”
เชี่ยงฉางจิ้งตะโกนเสียงแหบแห้ง เปิดเผยความลับเก่าของชายผู้สง่างามทั้งหมด “เขาวางแผนหวังช่วงชิงโอกาสในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูในครั้งนี้ และก็มีความเกี่ยวข้องกับพานหลานอวินด้วย!”
“ถูกต้อง พานหลานอวินก็คือน้องสาวของประมุขตระกูลพานนาง และเป็นสนมของเสด็จพ่อของข้า คราวนี้ที่ตระกูลพานลงมือกับตระกูลฉินก็เพราะพานหลานอวินออกแรงสนับสนุน!”
“เจ้าสัตว์เดรัจฉานน้อย! เจ้ามัน…” ชายผู้สง่างามผู้ถูกเรียกว่าเชี่ยงอวิ่นเทียนโกรธจนอยากสังหารคน แต่ก็ไม่อาจทำได้ ได้แต่ด่าทอออกมา
“มาเลยสิ ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปเลย!” ดวงตาของเชี่ยงฉางจิ้งเป็นสีแดงก่ำ “ข้าตายไป ชายชราเดรัจฉานอย่างท่านก็อย่าหวังว่าจะมิชีวิตรอด!”
ท้องฟ้าเบื้องบน เมฆดำม้วนตัวเป็นวังวนปั่นป่วน สายฟาสีม่วงเคลื่อนไหวรุนแรงอยู่ภายใน มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ร่างกายที่มีพลังลมปราณน่าสะพรึงกลัวราวกับเทพมารหลายร่างกำลังต้านทานแรงกดดันจากเมฆดำที่หมุนวน พวกเขากำลังมุ่งมาทางที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู
ในไม่ช้าพวกเขาก็จะบุกเข้ามา! เชี่ยงอวิ่นเทียนรับรู้ได้ถึงภาพเหตุการณ์นี้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเขาก็พลันคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง
“ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง ข้าเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนไร้ค่า ไม่คู่ควรให้ท่านทั้งสองต้องเสียแรงมาสังหารเลย หากเป็นไปได้ ผู้น้อยขอสวามิภักดิ์! หากมีสิ่งใดที่ผู้น้อยพอจะช่วยได้ ผู้น้อยยอมตายหมื่นครั้งก็มิกล้าปฏิเสธ!”
เชี่ยงฉางจิ้งชะงักงัน เขาถึงกับเรียกตัวเองว่าผู้น้อย? บัดซบ! เมื่อเทียบกันแล้วในเรื่องความไร้ยางอาย ท่านบรรพชนของเขาดูเหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด!
“คุณชายลู ท่านคิดเห็นอย่างไร?” เฒ่าจ้าวถาม
ราวกับรู้สึกว่าการตัดสินครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึง เชี่ยงฉางจิ้งจึงตะโกนขึ้นว่า “สิ่งที่ชายชราเดรัจฉานนั้นทำได้ ข้าก็ทำได้เช่นกัน! และข้ายันทำได้ดีกว่าเขาอีกด้วย!”
“ทำร้ายพี่ชายของข้า ยังคิดจะมาเป็นสุนัขรับใช้ข้าอีกหรือ? เจ้ามีคุณสมบัติพอหรือ?” ลูเยี่ยถือดาบเดินเข้ามา ใช้ดาบฟันศีรษะของเชี่ยงฉางจิ้งขาดในคราวเดียว
หลังจากนั้น ลูเยี่ยจ้องมองศพของเชี่ยงฉางจิ้งแล้วกล่าวว่า “วันนี้เจ้าเอาชีวิตของคนทั้งตระกูลลูมาเป็นเครื่องต่อรอง วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมเยียนราชวงศ์เชี่ยงของพวกเจ้าบ้าง”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ลูเยี่ยก็เอ่ยเสริมว่า “ข้ารับรองว่าจะปฏิบัติอย่างมีมารยาท!”
บาดแผลบนร่างของพี่ใหญ่ลูเชียว ก็คือสิ่งที่เชี่ยงฉางจิ้งเรียกว่า ‘การปฏิบัติตามมารยาท’ ในภายหน้า ลูเยี่ยก็จะต้องตอบแทนกลับไป!
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ สีหน้าของเชี่ยงอวิ่นเทียนก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง กล่าวว่า “ลูเยี่ย ข้ารู้ว่าไฟโทสะของเจ้ายังไม่ดับสิ้น ขาสัญญาว่าจะร่วมมือกับเจ้าต่อกรราชวงศ์เชี่ยง!”
ทุกคนรู้สึกตกตะลึง ชายชราคนนี้ถึงกับต้องการเป็นกบฏต่อราชวงศ์เชี่ยงเลยหรือ? ราวกับเกรงว่าคนทั้งหลายจะไม่เชื่อ เชี่ยงอวิ่นเทียนก็กัดฟันสาบานว่า “นับจากวันนี้ ข้าเชี่ยงอวิ่นเทียนจะเปลี่ยนแซ่ และตัดขาดจากราชวงศ์เชี่ยงโดยสิ้นเชิง! หากข้าผิดคำพูด ขอให้ฟ้าผ่าห้าสายฟาดร่าง! ไม่ได้ตายดี”
เฒ่าจ้าวกล่าว “ลูเยี่ย หากเจ้ามีความจำเป็นต้องใช้ในภายหลัง ชายชราคนนี้นับเป็นกบฏที่ไม่เลวทีเดียว!” เขายกมือขึ้นเพื่อคว้า ร่างของเชี่ยงอวิ่นเทียนถูกตราประทับ หดตัวลงจนกลายเป็นจิตเทวะขนาดเท่าฝ่ามือ เฒ่าจ้าวหยิบยันตลับสีดำออกมา แล้วนำจิตเทวะของเชี่ยงอวิ่นเทียนกักขังเอาไว้ภายใน จากนั้นก็โยนผ่านอากาศไปให้ลูเยี่ย
“เจ้าตัดสินใจเองแล้วกัน หากใช้ได้ก็เก็บไว้ หากใช้ไม่ได้ก็ทำลายทิ้งไปเสีย”
ลูเยี่ยเก็บยันตลับสีดำลง แล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านผูอาวุโสทั้งสองที่ช่วยชีวิตพี่ชายของข้าไว้!”
“พูดเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร” เหล่าเกาสูบปล้องยา หรี่ตามองไปไกล ๆ “พวกเจ้าตระกูลลูเปิดที่ดินบรรพบุรุษแล้ว พวกตาเฒ่าเหล่านั้นก็ถูกดึงมาหมดแล้ว ต่อจากนี้… บัดซบ! ต้องมีการต่อสู้ที่เดือดอย่างแน่นอน ได้แต่หวังว่าเรื่องราวยังพอจะมีทางพลิกผัน”
ลูเยี่ยชี้มือไปที่ประตูแห่งดวงดาวทางทิศศาลบรรพชนของตระกูลลู “การที่เชิญท่านผู้อาวุโสทั้งสองมาในครั้งนี้ก็เพื่อมอบโอกาสให้ท่านทั้งสองได้เข้าไปก่อน พวกท่านสามารถเข้าไปได้เลยตอนนี้”
เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวต่างรู้สึกแปลกใจ “เจ้ายอมแบ่งโชคลาภในที่ดินบรรพบุรุษให้พวกเราหรือ?”
ลูเยี่ยกล่าว “กล่าวตามตรงแล้ว ข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า ในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลข้านั้นซ่อนโชคลาภอะไรไว้บ้าง และไม่รู้ว่าข้างในจะมีอันตรายหรือไม่”
ขณะที่พูด ลูเยี่ยเดินมาถึงข้างกายเซียหลิงชิว แบกพี่ชายคนโตลูเชียวไว้บนหลัง แล้วเดินมาที่หน้าประตูแห่งดวงดาวนั้น ทางช้างเผือกหมุนเวียน พลังแห่งมิติกาลเวลาโหมซัดดังคลื่น ทำให้ประตูมิติบานนี้ดูมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติยิ่งนัก
ลูเยี่ยกล่าว “ไปกันเถอะ พวกเราไปด้วยกัน ถ้าช้ากว่านี้คงไม่ทันแล้ว”
เฒ่าจาวยกมือโบกไปมา ซากศพทั่วพื้นกลายเป็นเถ้าธุลี ส่วนสิ่งของที่หลงเหลืออยู่เฒ่าจ้าวเก็บกวาดไปจนหมด แล้วใส่เข้าไปในถุงเก็บของ วิธีการของเขารวดเร็วและสะอาด ทำทุกอย่างเสร็จในคราวเดียว เห็นได้ชัดว่าเคยทำมาแล้วหลายครั้งนัก
สุดท้ายเฒ่าจ้าวยื่นถุงเก็บของให้ลูเยี่ย “ข้าและเหล่าเกาใช้ไม่ได้แล้ว อย่าปฏิเสธไปเลย”
ลูเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ แต่เมื่อเขาใช้เคล็ดวิชาลับเฉพาะตัว หวังจะเปิดประตูแห่งดวงดาวนั้น กลับพบด้วยความตกตะลึงว่า ใช้ไม่ได้! เมื่อลองหลายครั้งติดต่อกัน ประตูแห่งดวงดาวนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
“แปลกนัก บรรพบุรุษของข้าตระกูลลูเคยกล่าวไว้ว่า หากใช้แผ่นป้ายหยกทองทมิฬรวมกับตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษจะสามารถเปิดทางเข้าสู่ดินแดนลับของบรรพบุรุษได้อย่างแท้จริง เหตุใดถึง…” ลูเยี่ยขมวดคิ้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ ทำให้เขาไม่ทันได้คาดคิดมาก่อน
ต่อจากนั้น เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวต่างก็ลองดูเช่นกัน แต่ผลลัพธ์คือไม่ว่าพวกเขาจะใช้เคล็ดวิชาลับอะไร ทุกอย่างต่างก็หายไปอย่างไรร่องรอยในประตูแห่งดวงดาวนั้น เซียหลิงชิวก็ลองเช่นกัน แต่ก็ไม่สำเร็จเหมือนกัน!
“สวรรค์ส่งสัญญาณแห่งการสังหาร ดวงดาวเคลื่อนย้ายเปลี่ยนตำแหน่ง แผ่นดินส่งสัญญาณแห่งการสังหาร มังกรและงูปรากฏกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจริงตามคำทำนายแล้ว” เหล่าเกามีสีหน้าแปรปรวนไม่แน่นอน “มีเพียงเมื่อมนุษย์ส่งสัญญาณแห่งการสังหาร ฟ้าดินพลิกผัน กลายเป็นจริงเท่านั้น ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูที่เป็นดินแดนลับจึงจะเปิดออก”
“แต่สิ่งที่แปลกคือ ประตูดินแดนลับนี้ปรากฏแล้ว แต่เหตุใดจึงเข้าไปไม่ได้?”
เฒ่าจ้าวได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองลูเยี่ย “หรือว่าเจ้าไม่ใช่ ‘บุคคล’ ที่สามารถทำให้ฟ้าดินพลิกผันได้?”
ลูเยี่ยไม่ได้ปิดบัง ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่”
เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวต่างสบตากัน หัวใจหล่นวูบ หรือว่าครั้งนี้พวกเขาเดิมพันผิดพลาดอีกแล้ว?
“ท่านอารองของเจ้าไมได้พูดอะไรบ้างหรือ?” เหล่าเกาถามด้วยความไม่ยอมแพ้ หลายปีก่อน เขาเคยเดิมพันกับลูซิงอิผลปรากฏว่าแพ้ และทำให้ขัดเคืองกับ ‘พวกคนเฒ่า’ มากมาย และครั้งนี้ เขาเข้าใจว่าลูเยี่ยคือ ‘บุคคล’ นั้น จึงทุ่มเทเดิมพันไปทั้งหมด ใครจะคิดว่า… เกิดเหตุไม่คาดฝันอีกแล้ว!
เหล่าเกามีสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หากแพ้การเดิมพันครั้งนี้เขาและเหล่าเกาจะต้องจ่ายราคาอย่างสาหัสแน่นอน
ลูเยี่ยตั้งใจทบทวนเนื้อหาในจดหมายที่ท่านอารองทิ้งไว้ให้อีกครั้ง เขาพิจารณาป้ายไร้อักษรและแหวนป้านจือหยกเขียวอย่างละเอียดทุกแงมุม แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้อะไรเลย
ทันใดนั้น เงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวที่แผพลังลมปราณอันน่าเกรงขามในที่สุดก็ฝ่าแรงกดดันของวังวนพายุเมฆดำเข้ามาในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูได้สำเร็จ
“ฮ่า ๆ ๆ ทางเข้าดินแดนลับของบรรพบุรุษตระกูลลูในที่สุดก็ปรากฏแล้ว!” ร่างนั้นเป็นชายชลาสวมเสื้อคลุมฟาง ทั้งเครารุงรังและผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่ทั่วร่างกายกลับแผพลังลมปราณน่าสะพรึงราวกับเทพมาร ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาววับดังโคมไฟทอง เมื่อได้เห็นประตูแห่งดวงดาวในห้วงอวกาศนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะด้วยความปลาบปลื้มยินดี
แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง สายตาจึงมองไปยังเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว “สุนัขเฝ้าประตู ช่างตีเหล็ก เหตุใดพวกเจ้าทั้งสองจึงไม่เข้าไปข้างใน?”