บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 106 บุคคลที่ทำให้ฟ้าดินพลิกผัน
บทที่ 106 บุคคลที่ทำให้ฟ้าดินพลิกผัน
สุนัขเฝ้าประตู ช่างตีเหล็ก!
แน่นอนว่าคำด่านี้หมายถึงเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว
“แน่นอนว่าต้องรอเจ้าพร้อมกันไง”
เหล่าเกายิ้มทักทาย “เจ้าคนที่ใส่เสื้อคลุมฟางที่มีความสามารถมากที่สุด จะให้เจ้าเข้าไปก่อนดีหรือไม่?”
ในขณะเดียวกัน เหล่าเกาส่งเสียงกระแสจิตไปถึงลูเยี่ย
“ไม่ว่าเรื่องครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เจ้าก็อย่าได้เก็บมาคิดมาก ถึงแม้ข้าและเฒ่าจ้าวจะตายที่นี่ ก็จะไม่ถือโทษเจ้า!”
เฒ่าจ้าวส่งเสียงกระแสจิตว่า “สิ่งที่พวกเราเลือกเอง ก็ต้องรับผลเอง ขากับเหล่าเกาต่างเข้าใจเรื่องนี้ดี!”
ลูเยี่ยรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูในวันนี้ แต่เพราะเหตุจากองค์ชายสามจึงถูกบังคับให้ต้องทำเช่นนี้
บัดนี้ เพิ่งจะจัดการกับองค์ชายสามและคนอื่น ๆ เสร็จ พวก ‘มังกรวารี’ ก็พากันกรูเข้ามาเป็นฝูง! ทำให้พวกเขาทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ทั้งหมดนี้ทำให้ลูเยี่ยอัดอั้นตันใจด้วยความโกรธ ตระกูลลูไปรังแกใครที่ไหนกัน ทำไมถึงได้ถูกเล่นงานเช่นนี้?
ตั้งแต่ฟื้นจากการหลับใหลมาจนถึงตอนนี้ ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เผชิญแทบทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นรอบ ๆ ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู
ลูเยี่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้ากำลังเผชิญกับอุปสรรคสินะ”
ชายชราในเสื้อคลุมฟางหลังจากที่มาถึงก็ไม่ได้รีบลงมือ ดวงตาของเขาเป็นประกาย “อย่างไร ทางเข้าดินแดนลับปรากฏแล้ว แต่พวกเจ้ากลับเข้าไปไม่ได้?”
เหล่าเกาตอบอย่างตรงไปตรงมา “เป็นเช่นนั้นจริง เจ้าจะลองดูหรือไม?”
ชายชราในเสื้อคลุมฟางหัวเราะ “รอให้ทุกคนมาครบกันก่อน แล้วค่อยลองก็ไม่สาย!”
เหล่าเกากับเฒ่าจ้าวสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพลันลงมือพร้อมกัน
เหล่าเกาสะบัดปล้องยาสูบ ร่างเตี้ยเล็กของเขาพลันระเบิดพลังอำนาจน่าสะพรึงทัดเทียมเทพมารพุ่งเข้าโจมตีชายชราในเสื้อคลุมฟางทันที
ในเวลาเดียวกัน เฒ่าจ้าวถือหอกเหล็กกระโดดทะยานขึ้นกลางอากาศ พลิกหอกแทงออกไป
“พวกเจ้าเดิมพันแพ้อีกแล้ว ยังคิดจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดอีกหรือ?”
ชายชราในเสื้อคลุมฟางหัวเราะเยาะ สะบัดแขนเสื้อกว้าง แสงสีทองสายหนึ่งปรากฏขึ้น ส่องสว่างไปทั่วฟ้าดิน ต้านทานการโจมตีของเหล่าเกาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
แต่ทว่าหอกของเฒ่าจ้าวกลับมีอานุภาพรุนแรงดุจสายลมที่พัดฉีกต้นไผ่ ทำลายลำแสงสีทองให้แตกกระจาย ส่งแรงสั่นสะเทือนจนทำให้ชายชราในเสื้อคลุมฟางต้องเซถอยหลังไปหลายก้าว
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
เซียหลิงชิวมีสีหน้าเคร่งขรึม พลังอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่ปลดปล่อยออกมาจากการปะทะกันของทั้งสามนั้น ได้เกินขอบเขตของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ไปไกลแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูกลับไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังที่แผ่ออกมาเลย!
ลูเยี่ยไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ เขากำลังพยายามเปิดประตูแห่งดวงดาว เขาครุ่นคิดหาวิธีการใหม่ไม่หยุดหย่อน
ใต้ท้องฟ้า เมฆดำหมุนวนปั่นป่วน สายฟ้าสีม่วงแปลบปลาบอยู่ภายใน ทุกสิ่งช่างดูลึกลับและต้องห้าม
แต่หากมองจากตำแหน่งของเขาในเมืองเทียนเหอ กลับไม่แตกต่างจากวันวานแต่อย่างใด ท้องฟ้าไม่มีเมฆดำหนาทึบ และเหนือที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูก็ไม่มีเมฆดำที่หมุนวนอยู่ ยิ่งมองไม่เห็นร่างอันน่าสะพรึงกลัวของเทพมารแต่อย่างใด
องครักษ์มังกรดำแปดร้อยนายที่เฝ้ารักษาอยู่รอบที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
ราวกับว่ามิติเวลาที่แตกต่างกันสองมิติกำลังทับซ้อนกันอยู่ในเมืองเทียนเหอ แต่ก็อยู่ในโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โลกหนึ่งคือโลกของมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่ อีกโลกหนึ่งคือโลกที่แปลกประหลาด
การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังดำเนินไป เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวต่างแสดงพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ทำให้ชายชราในเสื้อคลุมฟางต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ
แต่ไม่นาน พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง ก็มีคนบุกเข้ามาอีก นั่นคือชายวัยกลางคนในชุดหมอ ดูป่วยกระเสาะกระแสะ ทันทีที่ปรากฏตัว ก็พุ่งเข้าสังหารเหล่าเกายเป็นคนแรก
“ข้าจะสังหารสุนัขเฝ้าประตูอย่างเจ้าก่อน!”
หมอผู้นั้นเต็มไปด้วยไอสังหาร ลงมืออย่างโหดเหี้ยม ร่วมมือกับชายชราในเสื้อคลุมฟางต่อกรกับเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว
“มังกรวารีพวกนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน…”
เซียหลิงชิวรู้สึกตกตะลึง “หรือว่าพวกเขาเหล่านั้นมาจากที่อื่นในโลกมนุษย์เหมือนกับครอบครัวของนัวนัว?”
เซียหลิงชิวสังเกตเห็นว่า ทุกทิศทางของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูยังมีเงาร่างที่เหมือน ‘มังกรวารี’ อีกมากมายกำลังเข้าใกล้เข้ามา เตรียมจะบุกเข้ามา!
นางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ความกังวลปรากฏชัดบนสีหน้า นางไม่ทราบชัดว่า เฒ่าจ้าวและเหล่าเกามีเหตุผลอะไรกันแน่ถึงได้ปะทะกับพวกมังกรวารีเหล่านั้น
แต่ที่รู้แน่ชัดก็คือ สถานการณ์ได้มาถึงจุดวิกฤติอย่างมากแล้ว! หากว่าเหล่าเกาและเฒ่าจ้าวพ่ายแพ้…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซียหลิงชิวอดไม่ได้ที่จะมองไปยังลูเยี่ย
แต่กลับเห็นลูเยี่ยหันหน้าไปยังประตูแห่งดวงดาวนั้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ลูเชียวที่อยู่บนหลังของลูเยี่ยไม่รู้ว่าตื่นจากการหมดสติตั้งแต่เมื่อใด แต่เขาก็กำลังมองดูประตูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รบกวนลูเยี่ยแต่อย่างใด
ภาพนี้ ทำให้สายตาของเซียหลิงชิวเปลี่ยนไป
ลูเชียวเป็นคนไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกฝนได้ สถานการณ์ของเขาในตระกูลลูค่อนข้างลำบาก
ช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้เซียหลิงชิวจะประจำการอยู่ที่ตระกูลลู แต่แทบไม่เคยสนใจลูเชียวเลย แต่ในวันนี้ ท่าทีของลูเชียวกลับทำให้เซียหลิงชิวต้องมองด้วยสายตาใหม่
แม้ต้องเผชิญกับการทรมานอันโหดร้ายเช่นนั้น ลูเชียวกลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ ทั้งยังไม่ยอมก้มหัวให้! ความแน่วแน่และจิตใจของเขานั้นแข็งแกร่งจนน่าหวาดหวั่น
เช่นเดียวกับตอนนี้ แม้ลูเชียวจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัส และได้เห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้านั้นอันตรายเพียงใด แม้แต่นางเองยังรู้สึกหวาดกลัวจนหัวใจเต้นรัว แต่ลูเชียวกลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ!
แตกต่างจากปฏิกิริยาของคนปกติโดยสิ้นเชิง ในความคิดของเซียหลิงชิวพลันปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
คนที่สามารถทำให้ฟ้าดินพลิกผันได้ คงไม่ใช่ลูเชียวกระมัง?
ในเวลานั้นเอง ลูเชียวที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นทันที
“อาเยี่ย ให้ข้าลองดูได้หรือไม่?”
พี่ใหญ่ตื่นแล้วหรือ?
ลูเยี่ยชะงัก เดิมทีกำลังจะปฏิเสธ แต่ในชั่วขณะนั้น เขานึกถึงคำพูดบางตอนในจดหมายของท่านอาลูซิงอี้ขึ้นมาในความคิดอย่างรวดเร็ว
‘ฟังคำแนะนำของข้าสักหน่อย อย่าโง่เขลาเอาชีวิตไปแลกกับที่ดินบรรพบุรุษ! สมควรปล่อยวางก็ปล่อยวางเสีย!’
‘ตราบใดที่ลูเชียวและลูเยี่ยทั้งสองคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลลูแม้จะต้องเสียค่าตอบแทนที่หนักหนาสาหัสเพียงใด ในอนาคตก็ยังคงมีโอกาสลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง!’
หัวใจของลูเยี่ยสั่นไหว ทำไมท่านอาลูซิงอี้ถึงกล่าวว่า เพียงแค่ตนเองกับพี่ชายยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลลูก็มีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาใหม่?
พี่ใหญ่ไม่มีความสามารถในการฝึกฝนเลย แต่กลับเป็นท่านอาที่พูดเช่นนั้น มันไม่ใช่การรักษาหน้าลูเชียว แต่มิความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่!
และตอนนี้ ลูเยี่ยเข้าใจแล้ว! ในเมื่อตนเองได้รับการยืนยันจากท่านยายของอาจูแล้วว่าไม่ใช่คนคนนั้น นั่นหมายความว่า พี่ใหญ่ต่างหากที่เป็นบุคคลผู้นั้นใช่หรือไม่?
ท่านอาลูซิงอี้ในตอนนั้น เคยสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อนแล้วหรือไม่?
“พี่ใหญ่ พวกเราค่อยลองกันทีหลัง!”
ลูเยี่ยไม่ได้ให้ลูเชียวทดสอบในทันที แม้ว่าในใจเขาจะมั่นใจแล้วว่า คนที่จะสามารถทำให้ฟ้าดินพลิกผันได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องเป็นพี่ใหญ่อย่างแน่นอน
แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่อยากให้พี่ใหญ่เสี่ยงอันตราย เพราะจะทำให้มังกรวารีทั้งหมดสนใจ และจะมองพี่ใหญ่เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง!
“ได้”
ลูเชียวไม่ได้ถามถึงเหตุผล เขาเป็นเช่นนี้มาตลอด เพียงแค่เป็นการตัดสินใจของลูเยี่ยก็จะไม่ปฏิเสธ
“ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง โปรดฟังคำพูดของผู้น้อยสักคำ รีบกลับมาเถิด พวกเฒ่าเลื้อยคลานเหล่านั้นไม่คู่ควรให้พวกท่านต้องสู้จนตัวตาย!”
ลูเยี่ยหันกลับไปมองเฒ่าจ้าวและเหล่าเกาที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน
“เฒ่าเลื้อยคลาน?”
ชายชราในเสื้อคลุมฟางหัวเราะเยาะ “เด็กน้อย ข้ารู้จักเจ้า เจ้าคือหลานชายของลู่ซิงอี้ กุญแจสำคัญในการเปิดดินแดนลับอยู่กับตัวเจ้าใช่หรือไม่? คราวนี้เจ้าตายแน่!”
ลูเยี่ยไม่สนใจ เฒ่าจ้าวและเหล่าเกาที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดสบตากันวูบหนึ่ง ชัดเจนว่าพวกเขาประหลาดใจมาก ไม่เข้าใจว่าลูเยี่ยกำลังจะทำอะไร
“ไป! ฟังที่เจ้าหนูนั้นบอก!”
เหล่าเกาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และถอนตัวจากการต่อสู้พร้อมกับเฒ่าจ้าว กลับมายืนอยู่ข้างลูเยี่ย
ชายชราในเสื้อคลุมฟางและหมอชราไม่ได้ขัดขวางพวกเขา ด้วยความสามารถของพวกเขาทั้งสอง พวกเขาไมอาจเอาชนะเฒ่าจ้าวและเหล่าเกาได้จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคนอื่น ๆ มาถึง ก็จะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป!
ในเวลาเดียวกัน ลูเยี่ยก็กล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง เมื่อพวกเฒ่าเลื้อยคลานมาถึงแล้ว ข้าจะจัดการพวกเขาเอง!”
เจ้า?
เหล่าเกาและเฒ่าจ้าวแสดงความตกใจและความสงสัย ไม่เข้าใจว่าลูเยี่ยมีความมั่นใจเช่นนั้นมาจากไหน
ดวงตาของเซียหลิงชิวเป็นประกายด้วยความประหลาดใจ นึกถึงบางสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ทว่า พวกมังกรวารีเหล่านั้นล้วนน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ลูเยี่ยในครั้งนี้ จะมีความมั่นใจที่จะจัดการพวกเขาได้จริงๆ หรือ?