บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 214 ยินยอมเป็นดาบ
บทที่ 214 ยินยอมเป็นดาบ
ความไม่พอใจของบรรพชนซิงหลิน ทำให้ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่รู้สึกนั่งไม่ติดเก้าอี้
ผู้อาวุโสใหญ่ว่านกุยหยวนรีบอธิบายทันที “ท่านอาจารย์อา ลู่เยี่ยไม่ใช่ไม่ยินดีช่วยเหลือ ทว่าเขามีเหตุผลส่วนตัว…”
บรรพชนซิงหลินเอ่ยตัดบท “เจ้ากำลังสั่งสอนข้าอยู่หรือ?”
ว่านกุยหยวนถึงกับพูดไม่ออก
ดวงตาของบรรพชนซิงหลินจ้องลู่เยี่ย “เรื่องสำคัญของสำนัก ย่อมต้องคำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่เป็นหลัก เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือพอจะบอกแก่ข้า!”
ลู่เยี่ยไม่ต้องการให้สำนักกระบี่เก้าสวรรค์เข้าไปพัวพันกับความแค้นของราชวงศ์เซี่ยง จึงย่อมไม่อาจบอกความจริงเรื่องนี้ได้
ในที่สุด เขาประสานมือคารวะ “ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”
ท่าทีของจ้าวซิงหลินแข็งกร้าวมาก แต่ก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของบรรพชนเหวินอวิ๋น
นอกจากนี้ จ้าวซิงหลินเคยเป็นผู้คุ้มกันให้ฉินชิงหลี เพียงแค่คุณงามความดีข้อนี้ ลู่เยี่ยก็ไม่ถือสาหาความสิ่งใดแล้ว
สีหน้าของบรรพชนซิงหลินผ่อนคลายลงไม่น้อย “เจ้าจงกลับไปเตรียมตัวเถอะ อีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง พวกเราจะออกเดินทาง!”
“ขอรับ”
ลู่เยี่ยหมุนตัวเดินจากไป
เจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ยเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์อา สำนักของเราสามารถชนะในศึกประลองเดิมพันชีวิตนี้มาได้ ลู่เยี่ยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง แต่ท่าทีของท่านเมื่อครู่นี้ ช่างเผด็จการเกินไปแล้ว!”
ในใจนางรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
“หยกหากไม่เจียระไน ย่อมไม่อาจเป็นล้ำค่า”
บรรพชนซิงหลินกล่าวเสียงทุ้มลึกว่า “เขาสร้างชื่อเสียงโด่งดังต่อหน้าคนทั้งใต้หล้า ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเชิดหางตัวเอง หากไม่ขัดเกลาความหยิ่งผยองของเขาลงบ้าง มีแต่จะส่งผลเสียต่อเขาในภายหน้า!”
เหล่าผู้อาวุโสหลายท่านต่างชะงักไป ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
“ขัดเกลา?”
เวินซิ่วเจวี๋ยขมวดคิ้ว “นับแต่ลู่เยี่ยเข้าสู่สำนัก เขาไม่เคยแสดงท่าทีโอหังจองหองแม้แต่คราเดียว นิสัยใจคอของเขานั้นสุขุมรอบคอบยิ่งนัก…”
บรรพชนซิงหลินโบกมือ “ผู้เยาว์ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ มักจะหลงระเริงได้ง่ายที่สุด ยามนี้ไม่เป็น ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าจะไม่เป็น พวกเจ้าอยากเห็นต้นกล้าชั้นเลิศต้นนี้เติบโตไปในทางที่ผิดเพี้ยนหรืออย่างไร?”
เวินซิ่วเจวี๋ยรู้สึกอึดอัดในอก ลู่เยี่ยเติบโตผิดเพี้ยนไปที่ใดกัน?
“ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเขาเอง หวังว่าวันหน้าเขาจะสร้างชื่อเสียงให้สำนักและรับหน้าที่สำคัญในอนาคต”
บรรพชนซิงหลินกล่าวเรียบ ๆ “ด้วยสถานะของข้า ไม่มีความจำเป็นต้องไปกลั่นแกล้งเด็กรุ่นหลังอย่างเขาโดยเจตนา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ครานี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของศิษย์พี่เหวินอวิ๋น ลู่เยี่ยในฐานะศิษย์ของสำนัก ในเมื่อมีหนทางช่วยเหลือ ย่อมต้องก้าวออกมารับผิดชอบ!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เวินซิ่วเจวี๋ยก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจและเลือกที่จะนิ่งเงียบ
เพียงครึ่งชั่วยามให้หลัง
ลู่เยี่ยกลับมายังตำหนักใหญ่ของสำนัก และออกเดินทางไปพร้อมกับบรรพชนซิงหลิน
ก่อนออกเดินทาง เวินซิ่วเจวี๋ยส่งเสียงกระแสจิตเอ่ยกำชับว่า “บรรพชนซิงหลินมีนิสัยดุดัน พูดจาตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด อีกทั้งยังห่วงความปลอดภัยของบรรพชนเหวินอวิ๋นมากเกินไป ถึงได้เร่งให้ไปในวันนี้ เจ้า…อย่าได้ถือสาเลย”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางพยักหน้า ส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับว่า “ท่านเจ้าสำนักวางใจเถิด ข้ารู้ดี”
……
“ในความเห็นของข้า ความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์หาใช่เรื่องดีเสมอไป”
บนเรือสมบัติลำหนึ่งที่ลอยอยู่ใต้ท้องฟ้า บรรพชนซิงหลินนั่งอย่างสง่าผ่าเผย กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“บางทีเจ้าอาจจะคิดอยู่ในใจว่า ข้ามีท่าทีไม่ดีต่อเจ้า หรือให้เกียรติเจ้าไม่พอ แต่นั่นล้วนไม่สำคัญ”
ลู่เยี่ยยืนอยู่ด้านข้าง นิ่งเงียบไม่ปริปาก แสดงท่าทีประหนึ่งกำลังรับฟังคำสั่งสอนอย่างตั้งใจ
แม้จะเป็นเช่นนั้น บรรพชนซิงหลินก็หาได้เกรงใจไม่ วาจาของเขายังคงทิ่มแทงคมกริบ “เจ้าเพียงแต่ต้องเข้าใจว่า ยามนี้สิ่งที่เจ้าต้องการคือการตกผลึกและเคี่ยวกรำขัดเกลาจิตใจ เพื่อไม่ให้ตัวเจ้าหลงระเริงจนเกินไป!”
ลู่เยี่ยถอนหายใจเบา ๆ อยากจะเอ่ยถามเหลือเกินว่าท่านผู้เฒ่ามองเห็นตรงที่ใดว่าข้ากำลังหลงระเริง?
แต่สุดท้าย เขาก็อดกลั้นเอาไว้
คนสูงวัยนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคนรุ่นหลังมักจะชอบวางโตเอาประสบการณ์ข่มเป็นธรรมดา ขอเพียงใจเขาไม่ได้คิดร้ายก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ลู่เยี่ยได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้
“จดจำใส่ใจไว้หรือไม่?”
บรรพชนซิงหลินถาม
ลู่เยี่ยพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ศิษย์ไม่บังอาจลืมเลือน”
“ครานี้ข้าจะไม่ให้เจ้าช่วยเปล่า ๆ”
บรรพชนซิงหลินชี้ไปที่ตัวเอง “วันหน้า ข้าจะคอยเฝ้าจับตามองเจ้าอยู่ตลอดเวลา ยินยอมเป็นหินลับมีดเพื่อขัดเกลาจิตใจของเจ้าให้คมกล้า ป้องกันไม่ให้เจ้าหลงเข้าสู่หนทางที่ผิด”
ลู่เยี่ย “……”
เขาพลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
การได้พบกับผู้อาวุโสที่มักจะพูดว่า ‘ข้าทำเพื่อประโยชน์ของเจ้า’ แต่กลับไม่สนใจความคิดความรู้สึกของเจ้าเลย มันช่างเป็นการทรมานคนเหลือเกิน
แต่ทว่าลู่เยี่ยไม่ได้โต้แย้ง
เขารู้ดีว่า เมื่อเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสประเภทนี้ ไม่ว่าตนเองจะพูดอะไรออกไป ก็ล้วนสูญเปล่าทั้งสิ้น
ณ ภายนอกเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
เมื่อลู่เยี่ยและบรรพชนซิงหลินมาถึง อีกาหัวขาวอาจู่และราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณได้รอคอยอยู่นานแล้ว
“ท่านใต้เท้า!”
อีกาหัวขาวรีบเข้ามาต้อนรับเป็นคนแรก
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ยิ้มแย้มก้าวเข้ามาคำนับทักทาย
ประสบการณ์ครั้งก่อนในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้ทำให้นางเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อลู่เยี่ยไปโดยสิ้นเชิง
“ท่านบรรพชน ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก พวกเขา…”
“ไม่จำเป็น”
บรรพชนซิงหลินโบกมือพลางกล่าวว่า “เรื่องของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณผู้เลื่องชื่อไปทั่วใต้หล้า มีหรือที่ข้าจะไม่รู้จัก?”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้ว”
บรรพชนซิงหลินแค่นเสียงเย็น “เจ้าควรจะรู้สึกโชคดีที่ได้พบข้าไม่ใช่พวกสำนักดาบพันราตรีที่ถือว่าการสังหารปีศาจเป็นหน้าที่ของพวกเขา”
สีหน้าของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณชะงักไป ตาเฒ่านี่เหตุใดปากคอถึงได้เราะร้ายเช่นนี้?
แต่ด้วยเห็นแก่ลู่เยี่ย ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจึงอดทนเอาไว้
สายตาของบรรพชนซิงหลินหันไปมองอีกาหัวขาว สีหน้าของเขากลับอ่อนโยนลงมากทีเดียว
“เจ้าก็คืออาจู่สินะ ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของเจ้ามาก่อน”
บรรพชนซิงหลินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีเส้นสายมากมายในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ ในการดำเนินการครานี้ ขอความกรุณาช่วยเหลือด้วย”
อาจู่รีบตบอกรับรองทันที “ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจได้ เรื่องของท่านใต้เท้าของบ้านข้า ก็คือเรื่องของข้าเอง!”
มันหันมองไปที่ลู่เยี่ย “ท่านใต้เท้า ข้าติดต่อกับสหายเติงเทียนได้แล้ว พวกเราจะไปกันเลยหรือไม่?”
“ก็ดี”
ลู่เยี่ยพยักหน้า
ทันใดนั้น คณะเดินทางก็ออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ทันที
“ท่านใต้เท้า ตาแก่นี่อารมณ์ร้ายชะมัดเลยนะขอรับ ข้ารู้สึกว่าเขาแสดงท่าทีไม่สุภาพต่อท่านเลย”
ระหว่างทาง อีกาหัวขาวส่งเสียงกระแสจิตอย่างรวดเร็ว
ลู่เยี่ยตอบกลับอย่างไม่แสดงอารมณ์ “อย่าไปใส่ใจเลย บรรพชนซิงหลินเพียงแค่ไม่รู้จักพูดเท่านั้น ทว่าเนื้อแท้ของเขายังนับว่าดีอยู่ เจ้าจงใจกว้างหน่อยและอดทนกับเขาบ้าง”
อีกาหัวขาวหัวเราะ “ข้าเห็นแก่หน้าท่านใต้เท้าเท่านั้นแหละขอรับ ถึงไม่ถือสาหาความอะไร”
ทันใดนั้น บรรพชนซิงหลินส่งเสียงกระแสจิตมาหาลู่เยี่ย “ลู่เยี่ย คราวนี้เพื่อช่วยชีวิตบรรพชนเหวินอวิ๋น ข้าถึงได้ไม่พูดอะไร”
“แต่ต่อไปนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะพยายามไม่คลุกคลีกับพวกปีศาจมารเหล่านี้!”
“ประชาชนในใต้หล้าถูกปีศาจรังแกจนทุกข์ยากลำบากมานานปี มีวิญญาณพลีชีพเป็นจำนวนมาก พวกเราเป็นผู้ฝึกดาบจะไปร่วมมือกับปีศาจมารได้อย่างไร?”
“ที่สำคัญที่สุดคือ ข้ากังวลมาก กลัวว่าเจ้าจะถูกปีศาจหลอกล่อแล้วหลงผิดไป!”
ถ้อยคำเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและคำสั่งสอนที่เข้มงวด
ลู่เยี่ยพยักหน้ากล่าวว่า “ท่านบรรพชนวางใจเถิด ศิษย์เข้าใจดีขอรับ”
บรรพชนซิงหลินพยักหน้า “ไม่ว่าเจ้าจะจำไว้ในใจหรือไม่ ต่อไปข้าจะคอยเตือนเจ้าอยู่เสมอ”
ลู่เยี่ย “……”
เขาตัดสินใจว่าต่อไปจะต้องอยู่ห่างจากบรรพชนซินหลินให้มากที่สุด ยิ่งไกลเท่าใดได้ยิ่งดี!
เพิ่งเข้าสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้ไม่นาน ร่างเงาหลายร่างก็พุ่งมาจากความมืดในที่ไกล
พวกเขาเคลื่อนขบวนมาอย่างเกรียงไกร พลังลมปราณแข็งแกร่ง ทุกคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งจากเผ่าปีศาจทั้งสิ้น
ผู้นำของพวกเขาก็คือเติงเทียน
เปลือกตาของบรรพชนซินหลินกระตุกอย่างรุนแรง โดยสัญชาตญาณ เขารีบก้าวออกมาขวางเบื้องหน้าลู่เยี่ยเพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างระแวดระวัง
ขณะที่ได้เห็นภาพนี้ ลู่เยี่ยชะงักไปชั่วครู่ ความรู้สึกรำคาญที่มีต่อบรรพชนซินหลินพลันจางหายไปมาก
“ฮ่า ๆ ๆ ท่านใต้เท้าลู่อะพี่อาจู่มาเยือนถึงที่นี่ พวกเราเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับแต่ไกล หวังว่าท่านจะให้อภัยด้วย!”
เติงเทียนหัวเราะเสียงดังพลางเดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพและความยินดี
ด้านหลังเขา กองทัพเผ่าปีศาจนับร้อยต่างพากันคารวะอย่างพร้อมเพรียง
“ขอต้อนรับท่านใต้เท้าลู่และท่านใต้เท้าอาจู่!”
เสียงก้องกังวานไปทั่วผืนฟ้าดิน
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเห็นจนชินตาเสียแล้ว
ทว่าบรรพชนซิงหลินกลับตกตะลึง ท่านใต้เท้าลู่? ท่านใต้เท้าอาจู่?
ที่แท้เหล่าผู้แข็งแกร่งจากเผ่าปีศาจเหล่านี้ล้วนมาต้อนรับพวกเขานั่นเอง
บรรพชนซิงหลินแอบถอนหายใจโล่งอก ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกตกใจมาก
เขามองออกในปราดเดียวว่า นี่คือกองทัพเผ่าปีศาจราตรีพิศวงที่มีรากฐานล้ำลึกและน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
พลังลมปราณของปีศาจหลายตนนั้นแข็งแกร่งมากพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเขาผู้เป็นบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้เลยทีเดียว!
ทว่ายามนี้ ปีศาจที่เก่งกาจเหล่านั้นกลับนอบน้อมประดุจบ่าวรับใช้ ทั้งยังพร้อมใจกันคารวะลู่เยี่ยอย่างนอบน้อม!
การต้อนรับช่างยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว
บรรพชนซิงหลินพลันเริ่มกังวลขึ้นมาอีกครา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เผ่าปีศาจราตรีพิศวงถึงได้ให้ความสำคัญกับลู่เยี่ยมากถึงเพียงนี้?
พวกปีศาจเหล่านี้จะมีเป้าหมายแอบแฝงหรือไม่?
จำเป็นต้องหาโอกาสเตือนลู่เยี่ยสักหน่อยแล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว!