บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 79 สังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เพียงคนเดียววยังไม่พอ
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 79 สังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เพียงคนเดียววยังไม่พอ
บทที่ 79 สังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เพียงคนเดียวยังไม่พอ
เยี่ยยังคงสงบนิ่ง
ในช่วงสามปีที่เขาอยู่ในสนามรบนอกอาณาเขตนั้นเขาได้พบเห็นการสู้รบอันโหดร้ายนองเลือดที่สามารถเรียกได้ว่าน่าตกใจมามากมาย
วิธีการที่พี่โม่เฉินแสดงออกมาในตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของช่วงที่เขารุ่งเรืองเลยด้วยซ้ำ!
“ท่านผู้นี้เป็นเซียนหรือ?”
เวยเทียนหลานเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ เขานอนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่กล้าขยับเขยื้อน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้เคยยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์ปุถุชน ผู้ที่เคยเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจแต่บัดนี้เวยเทียนหลานกลับตกต่ำและหวาดหวั่นราวกับสุนัขแก่ที่คลานอยู่กับพื้น
เหลือเพียงการส่ายหางขอความปรานีเท่านั้น!
“จะทรมานจนตายหรือว่าจะสังหารโดยตรง?”
โม่เฉินถามลูเยี่ย “แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนคือต้องให้เจ้าได้ระบายความโกรธออกมา!”
สำหรับโม่เฉินแล้วความเป็นความตายของเวยเทียนหลานไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งที่สำคัญคือต้องทำให้น้องชายลูคนนี้หายโกรธให้ได้!
หัวใจของเวยเทียนหลานตกลงไปถึงก้นบึ้ง เขากล่าวว่า “ลูเยี่ย ข้าขอสาบานจะไม่เป็นศัตรูกับเจ้าและตระกูลอีกเลย…”
“หุบปาก”
โม่เฉินเอ่ยสองคำออกมาจากริมฝีปาก
เสมือนดั่งคำพูดที่กลายเป็นคำสั่ง
ปากของเวยเทียนหลานถูกผนึกทำให้ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้อีก ได้แต่มองโม่เฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
“นี่มันผู้มีชีวิตอยู่ตนใดกันแน่? หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวที่มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกกระนั้นหรือ?”
ลูเยี่ยเดินเข้ามาข้างหน้าแล้วนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเวยเทียนหลาน จากนั้นก็กล่าวว่า “กล่าวตามตรงการเชิญพี่โม่เฉินมาสังหารคนอย่างเจ้าช่างเป็นการสิ้นเปลืองโดยแท้”
“แต่ใครจะรู้ว่าข้าอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลยเล่า?”
เด็กหนุ่มนั่งยองอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง “เพียงแค่การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น แต่กลับมีการสมคบคิดกันสร้างกองกำลังและพุ่งเป้าทั้งหมดมาที่ข้าเพียงคนเดียว!”
“พวกเจ้าช่างให้ความสำคัญกับข้าซึ่งเป็นเพียงตัวประกอบเล็ก ๆ ในขอบเขตชักนำวิญญาณคนนี้จริงๆ!”
ในส่วนลึกของดวงตาเด็กหนุ่มเปลวไฟแห่งความเดือดดาลกำลังพลุ่งพล่าน
ตระกูลพาน สำนักศึกษาเทียนเหอ จวนเจ้าเมือง ตระกูลหลี ตระกูลฟาง…
กองกำลังเหล่านี้ไม่สนใจที่จะเหยียบย่ำกฎเกณฑ์เพื่อสังหารตัวเขาให้ได้ในเขาไป๋เยี่ยน
เวยซุนก็นำไพ่ตายมากมายมาด้วย อีกทั้งยังเชิญปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์อย่างเวยเทียนหลานมาอีกด้วย!
เป็นเพราะตนเองแข็งแกร่งถึงขั้นที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องรับมือเช่นนี้หรือไม่?
พวกศัตรูไม่ได้หวาดกลัวตนเองเลยแม้แต่น้อยแต่กังวลฉินอูซางและเซี่ยหลิงชิวจะเตรียมไม้ตายและอาวุธสังหารให้ตนเองต่างหาก
ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นค่าตัวตนที่เป็นเพียงขอบเขตชักนำวิญญาณอย่างตนเองในสายตาเลยสักนิด
เวยซุนก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
สิ่งที่น่าขบขันและไร้สาระที่สุดก็คือไม่ว่าจะเป็นหลิวจิ่นหรือราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ตาม ต่างไม่ได้มาเพื่อตัวเขาเองเลย
หลิวจิ่นมาเพราะได้รับการขอร้องจากผู้อื่น
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณมาเพราะเห็นแก่อาจู
แน่นอนว่าพวกนางช่วยเหลือจริงแต่กลับคอยหยิบยกบุญคุณขึ้นมาอ้างและเห็นแก่ตัวทั้งยังหลงคิดว่าตนเองถูกต้องเสียอีก!
ลูเยี่ยไม่ได้เกลียดหลิวจิ่นกับราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเขาเพียงแต่รู้สึกไม่สบอารมณ์
รู้สึกขุ่นเคืองมาก
“มนุษย์เป็นเขียง ข้าเป็นปลา ดูเหมือนพวกเจ้าจะมองตระกูลลูของข้าเป็นเหมือนเนื้อปลาบนโต๊ะอาหารที่สามารถหั่นเฉือนได้ตามใจชอบ จะเอาหรือจะทิ้งตามอำเภอใจงั้นหรือ?”
ลูเยี่ยเอ่ยพลางหันไปมองโม่เฉินอย่างฉับพลัน “พี่ชาย ข้าพูดมากไปหรือไม่?”
“อย่าสนใจ! เรื่องพวกนั้นทำไม ตราบใดที่เจ้าพูดแล้วสบายใจก็พูดไปเถิด!”
เขาถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจเห็นได้ชัดว่าน้องชายคนนี้ต้องทนความอยุติธรรมมามากมายในช่วงที่ผ่านมา!
ฉะนั้นหากเป็นความยากลำบากที่สามารถรับมือได้ด้วยตนเองเขาจะไม่เชิญเขาออกมาอย่างแน่นอน
“พูดออกมาแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาก”
ลูเยี่ยค่อย ๆ ลุกขึ้น “มีเพียงพี่ชายอยู่ข้าถึงกล้าพูดความในใจออกมาโดยไม่ต้องกังวลอะไรเช่นนี้”
ในตระกูลลูเขาคือประมุขตระกูล จำเป็นต้องแสดงความมั่นใจและความสงบเยือกเย็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้สมาชิกในตระกูลมั่นใจและยอมรับในตัวเขา
เมื่อยามเผชิญหน้ากับศัตรูเขาต้องรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินใด ๆ อย่างใจเย็น แม้ภายในจะแค้นจนเกือบคลุ้มคลั่งแต่ก็จำต้องอดกลั้น ยิ่งไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น
แต่เวลาสนทนากับพี่ใหญ่ลูเชียวและพ่อตาฉินอูซาง เขาก็ต้องแสดงบทบาทของน้องชายและบุตรเขยให้ดี
เขาก็เพิ่งอายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น
ในใจก็มีความคับข้องใจ ความผิดหวัง และความอัดอั้น!
เช่นเดียวกับคืนนี้
แต่การตัดสินใจที่จะปลดปล่อยความรู้สึกออกมาครั้งหนึ่งก็ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลายครั้ง สิ่งที่เขาคิดคือ อาศัยการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้เพื่อปั่นป่วนสถานการณ์ทั้งหมดที่พุ่งเป้ามาที่ตระกูลลูให้ยุ่งเหยิง!
สิ่งที่เขาคิดคือการให้คำเตือนแก่พวกมังกรวารีเหล่านั้นที่จองจะเอาที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู!
ไม่ใช่การตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นโดยไม่ยั้งคิด
“เจ้านี่นะช่างคิดมากเกินไปจนทำให้ตัวเองลำบากใจเสียเปล่า!”
โม่เฉินถอนหายใจอีกครั้ง “ก็โทษพวกคนแก่ที่ตายในสงครามที่สนามรบนอกอาณาเขตของพวกเราด้วย พวกเขาโยนภาระทั้งหมดลงบนบ่าของเจ้าเพียงคนเดียว จนทำให้เจ้าต้องแบกรับภาระหนักที่ไม่ควรต้องแบกรับตั้งแต่อายุยังน้อย!”
แม้ว่าสงครามที่สนามรบนอกอาณาเขตจะจบลงแล้ว แต่โม่เฉินรู้ดีว่าในดินแดนหลิงชางยังมีไส้ศึกอีกมากมาย!
ในอดีตไส้ศึกพวกนี้นี่เองที่ปิดกั้นเส้นทางถอยทัพในสนามรบนอกอาณาเขต ทำให้ผู้ที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญในสนามรบนอกอาณาเขตต้องเสียชีวิตแทนที่จะได้กลับมา
โม่เฉินพอจะเดาได้ว่าเหตุใดลูเยี่ยจึงไม่อยากใช้รอยประทับบรรพจารย์เหล่านั้นโดยง่าย
ไม่ใช่อื่นใดก็เพราะกังวลว่าหากถูกไส้ศึกพวกนั้นจับตามอง อาจก่อให้เกิดปัญหาที่คาดเดาไม่ได้ในภายหลัง
ทำให้เขาไม่อาจสานต่อความปรารถนาสุดท้ายของบรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้นได้อีก!
“ภาระเหล่านี้นับเป็นอะไรกัน”
ลูเยี่ยยิ้มพลางส่ายหน้า “พี่ชายอย่าลืมสิ ข้าเป็นเพียงผู้เดียวที่รอดชีวิตกลับมาจากสนามรบนอกอาณาเขต!”
ขณะที่เสียงยังคงก้องกังวานลูเยี่ยก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวใช้ดาบฟันศีรษะของเวยเทียนหลานขาดทันที
เขาใช้ดาบขุนเขาธาราที่เวยซุนทิ้งไว้
ร่างของเวยเทียนหลานล้มลงเลือดย้อมผืนดิน
ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้าและเป็นถึงแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมโหรหลวงแต่กลับต้องมาตายภายใต้คมดาบของลูเยี่ยเช่นนี้
โม่เฉินแสดงความเห็นว่า “การที่เขาได้ตายด้วยน้ำมือของน้องลูก็ถือเป็นเกียรติสำหรับเขาแล้ว”
โม่เฉินมิได้กล่าวติดตลกแต่กลับคิดเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อก่อนในสนามรบนอกอาณาเขตเทพมารที่ถูกลูเยี่ยฆ่าไม่รู้ว่ามีมากเท่าใดแล้ว
เพียงปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์คนหนึ่ง หากมีวาสนาได้ตายภายใต้น้ำมือของน้องชายลู นับว่าบรรพบุรุษต้องสร้างบุญไว้มากแท้
“หายโกรธแล้วหรือ?”
“ยังขาดอีกคน”
โม่เฉินรู้สึกตื่นตัวขึ้นในทันที “พลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตใด?”
“ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์”
โม่เฉิน: “…”
ทำไมถึงเป็นพวกอ่อนแอแบบนี้อีกแล้ว?
หลังจากเงียบไปนานโม่เฉินจึงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “น้องชาย ในเส้นทางการฝึกฝนนั้นเจ้าต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้นะ!”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “การให้พี่ชายลงมือช่วยจริงๆ แล้วนับว่าเป็นการสิ้นเปลืองความสามารถจริง ๆ แต่ช่วยไม่ได้ ด้วยพลังจิตเทวะที่ข้ามีในตอนนี้ สิ่งที่ข้าสามารถปลุกได้ก็มีเพียงพลังรอยประทับของพี่ชายเท่านั้น”
โม่เฉินหัวเราะพลางด่าว่า “ดีมาก! เป็นเพราะพลังรอยประทับของข้าอ่อนแอที่สุดในบรรดาผู้เฒ่าสิบเก้าคนนั้น เจ้าถึงได้เลือกข้าใช่หรือไม่?”
ลูเยี่ยยิ้มและกล่าว “สิ่งที่ข้านับถือพี่ชายที่สุดก็คือแม้แต่ตอนที่ท่านด่าตัวเอง ท่านก็ยังด่าได้เจ็บแสบเหลือเกิน”
“เจ้าหนูนี่ ยังคงปากหวานไม่เปลี่ยนเลยนะ!”
โม่เฉินตบไหล่ลูเยี่ยทีหนึ่ง “สมกับเป็นลูเหลาลิ่วผู้ใจบุญสุนทานที่ทุกคนยอมรับจริง ๆ!”
ลูเยี่ยแยกเขี้ยว
การตบไหล่นี้เกือบจะทำให้กระดูกของเขาแตก
แต่ในใจเขารู้สึกดีเป็นพิเศษ
ด้านนอกเขาไป๋เยี่ยน
“คนหนึ่งคือราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ อีกคนกลับดูแปลกหน้าไม่เหมือนเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์จากต้าเฉียน”
เปลือกตาของพานโชวหูกระตุก ตกใจและสงสัย
ในคืนนี้ที่เขาไป๋เยี่ยน มีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์สามคนปรากฏตัวขึ้น สถานการณ์ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้
น่าเสียดายที่พลังลมปราณของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ทั้งสามปรากฏเพียงชั่วครู่แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์สองท่านนั้นมาเพื่อช่วยลูเยี่ยกระนั้นหรือ?”
เทียนปอฉงเอ่ยด้วยความตกตะลึง
ไม่เพียงแค่เขา แม้แต่เหล่าใต้เท้าทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ก็ล้วนตกตะลึงเช่นกัน
“ไม่ใช่ ข้าสงสัยว่าราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณและอีกปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ท่านหนึ่งมาเพื่อต้องการที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู”
พานโชวหูสีหน้าหม่นหมอง “และบนตัวของลูเยี่ยมีกุญแจที่ใช้เปิดที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู!”
ทุกคนตกตะลึง
ที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู ในนั้นซ่อนความลับไว้มากมายเพียงใดกัน ถึงกับดึงดูดปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์มามากมายถึงเพียงนี้?
“อย่างไรก็ตาม พวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูไม่สามารถหนีไปไหนได้ ผู้ใดต้องการเปิดที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู ผู้นั้นก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา”
พานโชวหูกล่าวอย่างเย็นชาว่า “การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ เพียงแค่รับประกันว่าลูเยี่ยเด็กคนนั้นตายก็เพียงพอแล้ว”
ทันทีที่กล่าวจบ ที่ไกลออกไปบนเขาไป๋เยี่ยนก็เกิดความผิดปกติขึ้นอีกครั้ง
ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงมากมาย พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจจินตนาการได้พุ่งทะยานจากเขาไป๋เยี่ยนขึ้นสู่ท้องฟ้า สั่นสะเทือนลมและเมฆาจากทุกทิศทาง
ราวกับดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขับไล่ค่ำคืนอันยาวนานให้หายไป!