บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 94 มังกรวารีตัวที่สอง
บทที่ 94 มังกรวารีตัวที่สอง
มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเทียนเหอ
ที่นี้เป็นย่านที่ผูคนชนชั้นล่างใช้ชีวิตอยู่ ถนนและตรอกซอกซอยสกปรกและวุ่นวาย อาคารบ้านเรือนทั้งหมดทรุดโทรม
“เจ้าดูสิ นั่นคือเฒ่าจาวที่ข้าพูดถึง” เหลาเกาชี้ไปยังที่ไกล ๆ
ที่นั่นมีร้านตีเหล็กที่ทรุดโทรมอยู่หลังหนึ่ง ภายในร้านมีอาวุธวางอยู่ มีทั้งดาบ หอก กระบี่ และง้าว รวมทั้งเครื่องมือสำหรับการเกษตรอีกบางส่วน ไม่ว่าจะมองอย่างไร ที่นี่ก็คือร้านตีเหล็กที่ซอมซ่อมากแห่งหนึ่ง
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งผมยาวรุงรัง กำลังตีมีดทำครัวอยู่หนาเตาหลอม ค้อนเหล็กถูกยกขึ้นฟาดลง เปลวไฟกระเด็นกระจายไปทั่ว
ข้าง ๆ ยังมีสตรีร่างท้วมคนหนึ่งบ่นพึมพำว่า “เจ้าคนแซ่จาว เจ้าจะเร็วหน่อยได้หรือไม่ แค่ตีมีดทำครัวเท่านั้นเอง ข้ายังรอกลับไปทำอาหารอยู่นะ!”
ชายวัยกลางคนผอมแห้งกล่าว ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “ตอนข้าอยู่บนเตียงก็ช้ามาก ตีเหล็กก็ย่อมเร็วไมได้!”
สตรีร่างท้วมถ่มน้ำลายหนึ่งที แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “เสแสร้งอะไรกัน เฒ่าอย่างข้าก็ผ่านโลกมามาก ด้วยรูปร่างของเจ้า คงเสร็จตั้งแต่ยังไมทันได้เริ่มด้วยซ้ำ”
ชายวัยกลางคนผอมแห้งก็ไม่โกรธเคือง เขายังคงตีเหล็กต่อไป
ลูเยี่ยมองดูฉากนี้จากระยะไกล อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด “ไม่ว่าเจ้าจะมีความคิดอะไรในใจ ข้าก็พาเจ้ามาด้วยความจริงใจแล้ว” เหลาเกากล่าวเสียงเบา “เดี๋ยวอย่าได้ทำอะไรที่เกินงามเป็นอันขาด”
ลูเยี่ยถาม “อะไรเรียกว่าเกินงาม?” เหลาเกาตอบ “เสแสร้งทำเป็นไม่รู้ได้หรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว!” ลูเยี่ยเข้าใจทันที
ในทันใดนั้น เหลาเกาก็พาลูเยี่ยเดินไปยังร้านตีเหล็กแห่งนั้นอย่างเปิดเผยตรง สตรีร่างอ้วนคนนั้นได้ถือมีดทำครังออกไปแล้ว ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งที่ถูกเรียกว่า ‘เฒ่าจาว’ กำลังใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดเหงื่อ
เหลาเกายิ้มแย้มเดินเข้าไป “เฒ่าจาว ช่วยหน่อยสิ ช่วยหลอมอาวุธสักสองชิ้นที่ถนัดมือให้น้องชายคนนี้ของข้าที”
เฒ่าจาวเหลือบมองเหลาเกาด้วยหางตา แล้วหันไปมองลูเยี่ย ก่อนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา “ไม่ว่าง!”
เหลาเกาทำเหมือนไมได้ยิน สั่งลูเยียวา “เอาวัสดุออกมาแล้วบอกความต้องการของเจ้า”
เฒ่าจาวโกรธจัด กล่าวว่า “เจ้าบังคับให้ข้าต้องไล่คนออกไปหรือ?”
พรึบ! ลูเยี่ยหยิบกองของวัตถุล้ำค่าออกมาวางบนพื้น ในนั้นมีวัตถุล้ำค่าระดับตำหนักวิญญาณสิบกว่าชิ้น แสงวิญญาณเปล่งประกาย และมีกลิ่นอายของวัตถุล้ำค่าพวยพุ่ง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดในนั้น คือวัตถุล้ำค่าระดับหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์สามชิ้น!
ทั้งหมดเป็นสิ่งของที่มาจากเวยชางเจียและโมซิงโจว แต่เฒ่าจาวกลับไม่แม้แต่จะมอง แล้วจ้องมองลูเยี่ย “เจ้าหนุ่มนี้ช่างไม่มีมารยาทเลยนะ ไม่เห็นหรือว่าข้าปฏิเสธไปแล้ว?”
เหลาเกาพลันเงียบไป ลูเยี่ยเห็นเช่นนั้น จึงเสนอความต้องการของตนอย่างไม่เกรงใจ “ดาบหนึ่งเล่ม กระบี่หนึ่งเล่ม ลูกธนูสิบสามดอก ตัวดาบยาวสามฉื่อเก้าชุน กว้างสามชุน…”
พูดความต้องการทั้งหมดออกมาในคราวเดียว ลูเยี่ยก็มองไปที่เหลาเกาอีกครั้ง เหลาเกาโบกมือด้วยท่าทางองอาจ “เจ้าไปก่อน สามวันหลังจากนี้มารับ!”
“ช่างมีน้ำใจจริงๆ!” ลูเยี่ยยิ้มพลางประสานมือกล่าวลาจากไป
เมื่อเดินมาถึงที่ไกล ๆ แล้วหันกลับไปมอง ท่ามกลางแสงยามโพล้เพล้ ในร้านตีเหล็กที่ผุพังนั้น เหลาเกากับเฒ่าจาวกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง น่าเสียดายที่ไมได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน
“ค้นพบมังกรวารีอีกตัวแล้ว หวังเพียงว่าจะเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรูเหมือนกับเหลาเกา…” ลูเยี่ยเก็บสายตากลับ แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับเขา ภัยคุกคามจากตระกูลเวยและตระกูลพานไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้วในตอนนี้ ขณะนี้ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อตระกูลลูกลับเป็น ‘มังกรวารี’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองเทียนเหอ
ตามที่ท่านยายของอาจูกล่าวไว้ ‘มังกรและงูขึ้นสู่พื้นดินเป็นภัยมิใช่โชค’ ซึ่งชัดเจนว่ากำลังบอกว่ามังกรวารีในเมืองได้จับตาดูที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูมานานแล้ว วันนี้การที่เหลาเกาเสี่ยงพาตนมาพบ ‘เฒ่าจาว’ ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าเหลาเกาไมได้มองตนเองเป็น ‘เหยื่อ!’ มิเช่นนั้นเขาย่อมไม่จำเป็นต้องพาตนเองมาพบ ‘เฒ่าจาว’ เพื่อแสดง ‘ความจริงใจ’ เช่นนี้
“ต่อจากนี้ ต้องหาโอกาสพูดคุยกับเหลาเกาให้มากขึ้น ข้าไม่เชื่อว่าจะลวงข่าวเกี่ยวกับ ‘มังกรวารี’ ออกมาไม่ได้อีก” ลูเยี่ยก้าวเดินจากไป ร่างสูงตระหงานค่อย ๆ หายลับไปในยามพลบค่ำ
ค่ำคืนวันนั้น ชายชราสวมเสื้อคลุมฟางก็มาถึงหน้าร้านตีเหล็ก เขาชี้นิ้วไปที่เหลาเกาพลางหัวเราะเยาะหยันว่า “ปีนั้นเจ้าเดิมพันกับลู่ซิงอียังแพ้ไม่พอสาแก่ใจอีกหรือ? บัดนี้ยังจะเดิมพันกับลูเยี่ยที่ยังเด็กไม่รู้ประสิประสาอีก ช่างเหมือนมีมันหมูบดบังหัวใจเสียจริง!”
หลังจากนั้น ชายชราสวมเสื้อคลุมฟางก็ชี้ไปที่เฒ่าจาวอีกครั้ง “ส่วนเจ้า หากเลือกจะสมคบคิดกับเฒ่าผู้นี้ ระวังจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า!” กล่าวจบ ชายชราสวมเสื้อคลุมฟางก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
ในเวลาต่อมา ผู้คนทยอยปรากฏตัวขึ้นเรื่อย ๆ มีหมอที่ดูอ่อนเพลียอิดโรย มีสตรีในชุดผ้าหยาบสวมปิ่นไม้หนาม มีทหารเฒ่าที่คอยเฝ้าประตูเมือง มีคนตีระฆังที่คอยตีบอกเวลายามในเมืองตลอดปี… เมื่อทุกคนมาถึง สีหน้าของพวกเขาก็ดูไม่ดีนัก บ้างก็ด่าทอ บ้างก็เยาะเย้ย บ้างก็โกรธแค้น จนกระทั่งดึกดื่น จึงค่อยสงบลงในที่สุด
“การกระทำของเจ้าในครั้งนี้ไปแหย่รังแตนเข้าแล้ว พวกเขาล้วนจะมองเจ้าเป็นศัตรู” เฒ่าจาวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เมื่อถึงเวลา พวกเขาจะจัดการกับเจ้าเป็นคนแรกอย่างแน่นอน!”
เหลาเกานั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้น สูบกล้องยาสูบ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ลู่ซิงอี้เพียงแค่หายตัวไป ไมได้ตาย ดูพวกเขาสิ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟราวกับพ่อแม่ตาย”
“เจ้าจะทำเช่นนี้จริงๆ หรือ?” เฒ่าจาวขมวดคิ้ว “ดวงดาวเปลี่ยนตำแหน่ง มังกรและงูขึ้นสู่พื้นดิน ฟ้าดินกลับตาลปัตร… สิ่งเหล่านี้ตรงกับ ฟ้า ดิน และ มนุษย์!”
“ใครเลาจะกล้าจินตนาการได้ว่า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นกับตระกูลเล็ก ๆ ในโลกมนุษย์ได้?” เหลาเกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พึมพำออกมา
“พวกเฒ่าเหล่านั้นคิดว่าตัวเองเป็น ‘มังกรวารี’ ที่มาจากทั่วทุกมุมโลก อยู่เหนือความเป็นไปของโลกิยะ ไม่เห็นผู้คนในโลกนี้อยู่ในสายตา แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่าน้ำของตระกูลลูนั้นลึกเพียงใด!”
“และข้า ตั้งแต่ที่ได้พบกับลู่ซิงอี้ก็สังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างแล้ว…”
“เจ้ารู้หรือไม่ เมื่อข้าได้พบกับลูเยี่ยที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล ข้าก็ยิ่งมั่นใจว่า จังหวะเวลาที่ยังไม่ปรากฏนั้น ยังคงอยู่ในตระกูลลู”
ดวงตาขุ่นมัวของเหลาเกามองไปยังท้องฟ้ายามราตรี “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าครั้งนี้เดิมพันแล้วแพ้”
เขตหวงห้ามลึกลับที่หก ณ เชิงเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาเฉียนเฟิง ขางต้นหมอนเก่าแก่
“ท่านยาย ข้าอยากออกไปเดินเที่ยวข้างนอก” อีกาหัวขาวบินโฉบผ่านมา
“ไปหาลูเยี่ยหรือ” หญิงชราคนนั้นยังคงประชุนเสื้อผ้าเก่า ๆ อยู่
อีกาหัวขาวหัวเราะออกมา “ท่านยายเข้าใจข้าที่สุดเลย”
หญิงชราเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “อาจู ช่วงนี้ไม่ควรออกไปข้างนอกจะดีกว่า”
“เหตุใดหรือ?” อีกาหัวขาวไม่เข้าใจ ทั้งยังไม่ยอมรับ
ไมไกลนัก ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณที่ดูราวกับสาวน้อยค่อย ๆ เดินเข้ามา ยิ้มพลางกล่าวว่า “อาจู ฟังท่านยายเถิด รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าอยากไปที่ใด ข้าจะไปกับเจ้าเอง”
อีกาหัวขาวหันหน้าหนีไปทันที ไม่สนใจราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ ครั้งก่อนที่เขาไปเยียน ท่าทีของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณที่มีต่อลูเยี่ยทำใหอีกาหัวข้าวยังคงคิดไมตกจนถึงตอนนี้
หญิงชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น เชิญลูเยี่ยมาเป็นแขกที่นี่เป็นอย่างไร?”
“ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ครั้งก่อนเมื่อข้าพูดกับท่านใต้เท้าเกี่ยวกับเรื่องพวกมังกรวารีนั้น ท่านใต้เท้าก็สนใจมาก” อีกาหัวขาวดีใจมาก “ยังบอกอีกว่ามีโอกาสจะมาเยี่ยมท่านยาย เพื่อขอคำชี้แนะโดยตรง คราวนี้ข้าสามารถทำให้ท่านใต้เท้าได้สมหวังเสียที”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณขมวดคิวเรียวงาม การที่อาจูใช้คำว่าท่านใต้เท้าเรียกลูเยี่ยทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
หญิงชราไมได้สนใจเรื่องนั้นเลย ยิ้มอย่างเมตตา “ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเขามาเป็นแขกเถิด ขาก็อยากจะพบทายาทตระกูลลูผู้นี้ว่ามีความสามารถเช่นไร”
“แล้วข้าไปเชิญได้หรือไม่?” อีกาหัวขาวกล่าวอย่างกระตือรือร้น
หญิงชราส่ายหน้า สายตามองไปที่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ “เจ้าไป”
“ข้าหรือ?” ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณตกตะลึง ถอนหายใจแล้วกล่าว “ท่านยาย เจ้าหนูลูเยี่ยนั้นคงจะมีความขุ่นเคืองต่อข้าอยู่ในใจ หากข้าไป เกรงว่า…”