บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1022 สงครามสิ้นสุด
บทที่ 1022 สงครามสิ้นสุด
หลี่จางสั่งทหารสองพันคนขึ้นไปบนกำแพงเมือง ค้นตรวจทั่วทั้งด้านในและด้านนอกกำแพงอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่าไม่มีศัตรูซ่อนตัวอยู่ จากนั้นจึงค่อย ๆ ยึดครองกำแพงเมือง และเก็บสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ป้องกันที่สำคัญไว้
เมื่อมีกำแพงเมืองเป็นที่พึ่งหลี่จางอุ่นใจราวกับได้กินยาหอม ขั้นตอนต่อไปเพียงทำตามแผนที่วางไว้ก็พอแล้ว
เหล่าแม่ทัพต่างปฏิบัติหน้าที่ของตน นำกองทัพควบคุมสถานที่ทางทหารและสถานที่ของหลวงทั้งหมดในเมือง
ทหารเหลืออีกห้าพันคนซึ่งเมื่อหลี่จางสั่งการ ทหารห้าพันคนก็บุกตรงเข้าไปยังใจกลางเมืองหลวง ล้อมพระราชวังแน่นหนา
ไม่นาน ทหารส่งสารก็วิ่งมาถึงหน้าหลี่จาง
“รายงานซื่อจื่อ กิจการทหารทั้งหมดในเมืองได้ถูกควบคุมแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและแม่ทัพส่วนใหญ่ยอมจำนน ผู้ที่ดื้อดึงถูกประหารชีวิตโดยไม่มีการละเว้น”
“กองทัพเราล้อมพระราชวังไว้แล้ว สามารถโจมตีได้ทุกเมื่อ”
สีหน้าอันเคร่งเครียดของหลี่จางคลายลง
ตั้งแต่เข้าสู่ดินแดนเป่ยตี๋จิตใจของหลี่จางก็ตึงเครียดมาตลอด ฉินเฟิงติดอยู่ที่เมืองหลงสุ่ย ภาระทั้งหมดเลยตกอยู่บนบ่าหลี่จาง เขาย่อมไม่อาจปล่อยให้มีความผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นได้
บัดนี้สามารถยึดเมืองหลวงฮ่องเต้เป่ยตี๋ได้แล้ว หมายความว่า สงครามฤดูหนาวใกล้สิ้นสุด เหลือเพียงการจัดการภายหลัง
หลี่จางราวกับได้วางภาระหนักลง ในที่สุดสีหน้าก็ผ่อนคลาย เขากล่าวว่า “บอกแม่ทัพข้างหน้า เพียงแค่ล้อมพระราชวังก็พอ ห้ามเริ่มโจมตีโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืน ลงโทษตามกฎทหาร”
“หากทหารรักษาพระราชวังเริ่มยั่วยุก่อน เพียงถอยหลังออกห่างระยะหนึ่งก็พอ ระวังอย่าหลงอุบายของข้าศึกเป็นอันขาด”
ทหารส่งสารโค้งคำนับรับคำ แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า ควบม้าจากไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เอง เสียงฝีเท้าดังแจ่มชัดใกล้เข้ามา
ตึง ตึง ตึง
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังของหลี่จาง เมื่อเขาหันกลับไปก็เห็นจิ่งเชียนอิ่งในชุดเกราะเบาสง่างามกำลังเดินตรงมา
นับแต่กองพลพญาอินทรีโจมตีกองทัพรบไกล จิ่งเชียนอิ่งก็ถูกเรียกกลับมายังกองทัพหลัก คอยติดตามอยู่ภายใต้การดูแลของหลี่จาง
กล่าวได้ว่า ความสำคัญของจิ่งเชียนอิ่งแทบไม่ต่างจากฉินเฟิง ต้องไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เด็ดขาด
แม้ว่าขณะนี้จะควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ไม่กลัวหนึ่งหมื่น กลัวหนึ่งในหมื่น องครักษ์ค่ายเทียนจีราวสิบคนเลยคอยติดตามจิ่งเชียนอิ่งอย่างใกล้ชิด ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น
จิ่งเชียนอิ่งมองไปยังพระราชวังที่อยู่ไกลออกไป ในใจพลุ่งพล่านไปอารมณ์มากมาย
ตอนออกจากเป่ยตี๋ครั้งนั้นจิ่งเชียนอิ่งยังเป็นเด็กน้อย หลังจากผ่านมานานขนาดนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับพระราชวังในอดีตลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว
บัดนี้กลับมายังที่เก่าก่อร มองเห็นกำแพงพระราชวังสูงตระหง่าน จิ่งเชียนอิ่งรู้สึกแปลกแยกอย่างยิ่ง
ภายในพระราชวังแห่งนี้บรรจุความทรงจำนานัปการ หากมีเวลา บางทีนางอาจจะระลึกถึงช่วงเวลาที่อยู่กับมารดาได้ ส่วนบิดา… เช่นเดียวกับองค์ชายและองค์หญิงส่วนใหญ่ ความทรงจำของจิ่งเชียนอิ่งต่อบิดาแทบเป็นศูนย์ ส่วนความผูกพันก็ไม่ต้องพูดถึง แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มี
บางทีอาจเป็นความจำเป็นของราชวงศ์ ตั้งแต่โบราณกาลฮ่องเต้มักขาดความรักใคร่ กระทั่งระหว่างบิดาบุตรก็ราวกับถูกขวางกั้นด้วยภูเขานับหมื่นลูก
จิ่งเชียนอิ่งไม่ได้ยึดติด นางมองหลี่จางตรงหน้า แล้วถามเสียงเบา “ซื่อจื่อ ตอนนี้เมืองหลวงทั้งหมดตกอยู่ในมือของพวกเรา พระราชวังก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม เหตุใดจึงไม่โจมตี”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของจิ่งเชียนอิ่งหลี่จางไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาอธิบายอย่างใจเย็น
“คุณหนูสี่ ก็อย่างที่ท่านบอก ตอนนี้เมืองหลวงอยู่ในมือของพวกเราแล้ว แล้วเรายังจะต้องรีบไปทำไมเล่?”
“พระราชวังเป็นปราการขนาดใหญ่ กำแพงสูงและแข็งแกร่ง มีเพียงประตูหลักเพียงบานเดียวที่สามารถเข้าไปได้ ประตูอื่น ๆ ถูกปิดตายไปนานแล้ว หากบุกโจมตีหนักก็เท่ากับการทำสงครามตีป้อมปราการ ย่อมต้องสูญเสียพ่อน้องทหารจำนวนมาก”
การบุกโจมตีพระราชวังไม่ใช่วิธีที่ชาญฉลาด จิ่งเชียนอิ่งย่อมรู้และไม่ได้ยึดติด แต่ในใจก้ยังมีข้อสงสัย
“เมื่อพระราชวังยากแก่การบุกรุก หากฮ่องเต้เป่ยตี๋ซ่อนตัวอยู่ภายในทนอยู่ได้นับปี พวกข้าก็จะต้องรออยู่นอกพระราชวังเช่นนี้ไปนับปีหรือ?”
หลี่จางยิ้มเบา ๆ กล่าวอย่างสบายใจ “คุณหนูสี่ไม่ต้องเป็นห่วง”
“พระราชวังแม้จะแข็งแกร่งและมีเสบียงอาหารมากมาย การตั้งรับและทนอยู่ให้ได้นับปีไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นพระราชวังโดดเดียว ถึงตอนนั้นจะยังมีความหมายใด?”
เราแค่ทำให้พระราชวังเป็นเมืองโดดเดี่ยว ฮ่องเต้เป่ยตี๋ประสงค์จะป้องกันจนตายก็ปล่อยให้ป้องกันไป ช่วงเวลานี้เราก็จะควบคุมราชสำนักให้มากที่สุด แค่ให้เหล่าขุนนางยอมรับสถานะของคุณหนูสี่ ต่อไปที่ใดที่คุณหนูสี่อยู่ ที่นั่นก็คือพระราชวัง”
เมื่อหลี่จางชี้แนะเช่นนี้จิ่งเชียนอิ่งก็คลายความกังวล เข้าใจว่าไม่อาจบังคับสิ่งใดได้ หากเร่งรีบบุกเข้าพระราชวังก้มีแต่จะทำให้เหล่าทหารล้มตายมาก และคงไม่รู้จะอธิบายกับฉินเฟิงอย่างไร
จิ่งเชียนอิ่งละสายตาจากพระราชวัง แล้วถามว่า “เฟิงเอ๋อร์จะกลับมาเมื่อใด”
ความคาดหวังปรากฏบนใบหน้าของหลี่จาง “ข้าส่งคนไปส่งข่าวที่ฉางสุ่ยแล้ว คาดว่าเร็วที่สุดสามวัน ช้าที่สุดห้าวัน พี่ฉินจะมาถึงเมืองหลวง”
จิ่งเชียนอิ่งขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “ทำไมต้องใช้เวลานานเพียงนั้น ฉางสุ่ยไม่ได้อยู่ไกลเมืองหลวงเลยไม่ใช่หรือ?”
หลี่จางย่อมรู้ดีว่าตอนนี้จิ่งเชียนอิ่งกระสับกระส่ายอยากพบฉินเฟิง เขายิ้มพลางปลอบใจ “ใกล้ แต่พี่ฉินบริหารฉางสุ่ยมานาน คราวนี้เดินทางออกมาคาดว่าจะไม่ได้กลับไปอีก เขาย่อมต้องจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเสียก่อน”
“คุณหนูสี่ ท่านรอมาสามเดือนได้ โปรดอดทนรออีกสามวันเถิด”
จิ่งเชียนอิ่งถอนใจ แม้นางจะไม่อยากรอ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ตั้งแต่ฉินเฟิงออกจากซางโจว จิ่งเชียนอิ่งก็คิดถึงอยู่ทุกวัน เพียงปิดตาลงฉินเฟิงก็ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงแล้ว
ครั้งอยู่จวนตระกูลฉินแคว้นต้าเหลัยงนางอยู่กับฉินเฟิงตลอดเวลา ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกพิเศษใด
แต่หลังจากการผูกสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่ซางโจว จิ่งเชียนอิ่งผู้เคยแข็งแกร่งและเย็นชาก็กลายเป็นสตรีอ่อนแอที่กลายเป็นโรคเฝ้าคิดถึง คร่ำครวญอยู่กับฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
บางที…นี่อาจเป็นเรื่องของสตรี ต้่อให้มีตำแหน่งสูงส่งหรือมีวรยุทธ์เพียงใดก็ยากที่จะหลีกหนีชะตากรรม
เมื่อรักแล้วก็ยากที่จะตัดใจ
ช่วงเวลานี้ฉางสุ่ยกำลังวุ่นวาย ตั้งแต่ฉินเฟิงไปจนถึงชาวบ้าน พวกเขาต่างเคลื่อนไหว เก็บสัมภาระ เตรียมย้ายครอบครัว
แม้ฉินเฟิงจะรู้ว่าหลี่เซียวหลานยังมีเวลาอีกเจ็ดเดือนกว่าจะคลอด และร่างกายก็แทบไม่มีอาการผิดปกติใด แต่เขาก็ยังไม่วางใจ คอยกำกับดูแลใกล้ชิด ไม่ยอมให้หลี่เซียวหลานทำกิจการใด งานเก็บข้าวของตกเป็นหน้าที่ของเสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิง
หลี่เซียวหลานกวาดตามอง แววตาหงุดหงิด นางกล่าวเสียงเบา “ข้ามิได้เป็นโรคร้ายใกล้ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องจับตาข้าเช่นนี้”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงรีบปิดปากหลี่เซียวหลาน แล้วกล่าวน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “อัปมงคล ๆ อย่ากล่าววาจาไร้สาระแบบนี้อีก!”