บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1023 การไตร่ตรองของฉินเฟิง
บทที่ 1023 การไตร่ตรองของฉินเฟิง
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธ ๆ ของฉินเฟิง ภายในใจหลี่เซียวหลานอบอุ่นนัก ใต้หล้านี้จะมีหญิงใดไม่ปรารถนาจะได้รับความห่วงใยอย่างเต็มที่จากคนรัก
แม้หลี่เซียวหลานจะเป็นองค์หญิงหมิ่งเยว่แห่งต้าเหลียง แต่เนื่องจากเติบโตมากับฉินเฉิงซื่อตั้งแต่เยาว์วัยเลยไร้นิสัยหยิ่งยโสของราชวงศ์
หากไม่ให้นางทำอะไรเลยกลับจะทำให้นางไม่สบายเสียอีก
เป็นเสิ่นชิงฉือออกมาไกล่เกลี่ย “เอาละ ๆ ฉินเฟิง ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเซียวหลาน แต่เจ้าก็ไม่อาจจับตามองนางได้ตลอดเวลา อีกอย่าง การทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อเซียวหลานมากกว่า”
เสี่ยวเซียงเซียงที่อยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณชาย ท่านอย่าทำแทนคุณหนูสามเกินไปเลย หาไม่ในนอนาคตนางพึ่งพาท่านทุกสิ่ง ตอนนั้นท่านก็อย่าได้นึกรำคาญเชียว”
ฉินเฟิงกวาดสายตาเคร่งขรึมทอง “เจ้าพูดอะไร! หากเสี่ยวหลานต้องการ ต่อให้เป้นดาวบนฟ้า ข้าก็จะไปเอามาให้นาง”
ประโยคตรงไปตรงมาของฉินเฟิงทำให้หลี่เซียวหลานมีความสุข
เสิ่นชิงฉือส่ายหน้า แม้ปากจะไม่ได้กล่าวอะไร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความริษยา
เสี่ยวเซียงเซียงก็เบะปากพร้อมกล่าวว่า “นายน้อยช่างลำเอียงนัก เอาแต่เอ็นดูคุณหนูสาม ไม่เคยสนใจข้ากับชูเฟิงเลยสักนิด”
พอเห็นเสี่ยวเซียงเซียงแง่งอน ฉินเฟิงนึกเอ็นดูนัก เขาลูบศีรษะนางเบา ๆ ยิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า “เสี่ยวหลานกำลังตั้งครรภ์อยู่ จะเหมือนยามปกติได้อย่างไร ย่อมต้องดูแลนางเป็นพิเศษ”
“ฮ่า ๆ เจ้าช่างน่าเอ็นดู แต่ก่อนเอาแต่เขินอาย ตอนนี้รู้จักหึวหวงเสียแล้วหรือ”
ฉินเฟิงจงใจมองไปที่ชูเฟิงแล้วแหย่ว่า “สารภาพมาตามตรงเถิด เป็นเจ้าทำให้เสี่ยวเซียงเซียงเสียคนใช่หรือไม่?”
ชูเฟิงเป็นคนขี้อาย ยิ่งตอนนี้ที่มีคุณหนูทั้งสองคนกำลังมองอยู่ก็ยิ่งอาย นางกล่าวเสียงเบาราวเสียงยุง “นายน้อยชอบใส่ร้ายข้าอยู่เรื่อย ข้าจะทำให้เสี่ยวเซียงเซียงเสียคนได้อย่างไร เป็นนายน้อยต่างหากที่ทอดทิ้งนาง”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงนึกขบขัน นับตั้งแต่มาถึงฉางสุ่ย เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวเซียงเซียงร่าเริงกว่าแต่ก่อน ส่วนชูเฟิงที่เคยเชื่อฟังก็เรียนรู้ที่จะโต้ตอบบ้างแล้ว
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงคนได้จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงที่เติบโตขึ้นไม่น้อย ไม่มีสาวใช้ตัวน้อยที่ขี้อายของจวนตระกูลฉินแล้ว ฉินเฟิงคลายความกังวลไปมาก
ฉินเฟิงตัดสินใจแน่วแน่ว่า เมื่อจัดการทุกอย่างในเป่ยตี๋เสร็จสิ้น และกลับไปยังแคว้นต้าเหลียงแล้ว เขาจะต้องให้คำอธิบายกับสตรีข้างกายของเขาทุกคนแน่นอน
พวกนางติดตามเขามานานแล้ว จะปล่อยให้ไม่ได้อะไรเลยไม่ได้
คิดถึงตรงนี้ ฉินเฟิงรู้สึกผิด เขานึกถึงพี่หญิงรองหลิ่วหงเหยียนกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ภายในเมืองหลวงต้าเหลียง
หลิ่วหงเหยียนคงยังพอทน เนื่องจากยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่มีเวลาคร่ำครวญเป็นทุกข์
ตรงกันข้ามกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ฉินเฟิงถอนหายใจอย่างเศร้าใจ
ตอนแรกเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ควรได้เป็นภรรยาเอกของฉินเฟิง แต่เพราะเหตุผลเรื่องลำดับความอาวุโส เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จึงต้องยกตำแหน่งให้หลี่เซียวหลาน หาไม่จะไม่เหมาะสมทั้งในแง่ส่วนตัวและสาธารณะ
ยิ่งกว่านั้น นับแต่ฉินเฟิงออกจากแคว้นต้าเหลียงมา เขาแทบไม่เคยติดต่อกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ทางจดหมาย ห่างหายมานานไม่รู้ว่าเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง
หากกลับไปเมืองหลวงต้าเหลียงแล้ว เขาต้องชดเชยให้นางดี ๆ
ตอนนี้เอง เสียงตะโกนของหนิงหู่ดังมาจากห้องโถงว่าการ ฉินเฟิงเลยต้องยุติช่วงเวลาแสนอบอุ่นของครอบครัวลงก่อน เขาหมุนตัวเดินออกจากลานหลังศาลาว่าการ เดินไปยังโถงว่าการ
พอก้าวเข้าประตูมาก็เห็นว่า หนิงหู่แล้ว สวีโม่ จางเจิ้นไห่ และหลิ่วหมิงต่างก็อยู่กันหร้อมหน้า
ฉินเฟิงประหลาดใจ “ไยพวกเจ้ามาพร้อมหน้าพร้อมตา หรือคิดจะมาช่วยกันกดดันข้า?”
สวีโม่พลันหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆๆ พี่ฉินท่านไม่เปลี่ยนไปเลย ยังมีอารมณ์ขันเหมือนเดิม พวกเราทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่ก็เพื่อสอบถามท่านว่า เมื่อไรจะออกเดินทางเข้าเมืองหลวง” ก่อนจะจงใจกล่าวว่า “คุณหนูสี่ที่รออยู่ในเมืองหลวงคงร้อนใจแย่แล้ว”
ฉินเฟิงเหลือบมองสวีโม่ สายตารำคาญ เขาหรือจะไม่รู้ความหมาย ชัดเจนว่าสวีโม่กำลังประชดเขา
ภายใต้สายตาจับจ้องของทั้งสี่คนฉินเฟิงนั่งตรงตำแหน่งทที่นั่งนายอำเภอ ก่อนจะกล่าวสบาย ๆ ว่า “รีบอะไรนัก?
“ทั้งฤดูหนาวก็รอมาแล้ว จะต่างอะไรนักกับอีกไม่กี่วันนี้?”
“ข้าออกเดินทางคราวนี้คงไม่มีโอกาสกลับมายังฉางสุ่ยอีกแล้ว ก่อนออกเดินทางจึงจำเป็นต้องจัดการงานที่ค้างคาให้เรียบร้อยเสียก่อน”
“อำเภอฉางสุ่ยสำคัญยิ่ง ในอนาคตจะไม่เพียงเป็นประตูหลักของเป่ยตี๋ แต่ยังจะเป็นศูนย์กลางเส้นทางการค้าด้วย”
“การมอบสถานที่สำคัญเช่นนี้ให้คนนอกจัดการ ข้าไม่อาจวางใจ”
“ข้าคิดว่าจะให้คนของเราสักสองสามคนอยู่ที่ฉางสุ่ย รอจนตำแหน่งของจิ่งเชียนอิ่งมั่นคงค่อยส่งคนจากอำเภอเป่ยซีมาเปลี่ยนทะเบียนครัวเรือนเป็นเป่ยตี๋แล้วค่อย ๆ เลื่อนตำแหน่งขึ้นไป แต่งตั้งให้เป็นนายอำเภออำเภอฉางสุ่ย”
ฉินเฟิงอธิบาย “อย่าเข้าใจผิดเชียว ข้าไม่ได้ต้องการรุกรานหรือทำให้ราชสำนักเป่ยตี๋เป็นหุ่นเชิดของข้าแต่อย่างใด”
“พวกเจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นพ่อค้า ถือผลประโยชน์เป็นสำคัญ อำเภอฉางสุ่ยจำเป็นต้องมีคนของเราดูแลข้าถึงจะวางใจ”
หนิงหู่กับสวีโม่มองหน้ากัน แล้วยิ้มออกมา
หนิงหู่เนั่งบนเก้าอี้ แล้วกล่าวแหย่ “อย่าอธิบายเลย เจ้ามีความคิดอย่างไร พวกข้าพี่น้องจะไม่รู้ได้อย่างไร”
หลิ่วหมิงซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็กล่าวว่า “นอกจากผลประโยชน์ทางการค้า ฉางสุ่ยมีความสำคัญทางทหารและการเมืองมากที่สุด เพียงแค่ยึดฉางสุ่ยไว้ในมือเรา เป่ยตี๋ก็จะพลิกแผ่นดินไม่ได้”
“หากมีผู้ใดกล้าคุกคามตำแหน่งของคุณหนูสี่ พวกเราสามารถใช้เมืองฉางสุ่ยเป็นทีมั่น ยกทัพบุกตรงเข้าไปยังเมืองหลวงของเป่ยตี๋ได้โดยตรง”
“พูดให้ชัดเจนคือ ฉางสุ่ยก็คือดาบที่ท่านโหวฉินห้อยไว้เหนือศัรษะของเป่ยตี๋ เมื่อใดจะปลดขึ้นอยู่กับว่าเหล่าขุนนางเป่ยตี๋จะเชื่อฟังหรือไม่”
ได้ฟังคำอธิบายของหลิ่วหมิง ฉินเฟิงหัวเราะออกมา “ไม่เสียทีที่เป็นหัวหน้าหน่วยสอดแนม เข้าใจความคิดของข้าได้ลึกซึ้งนัก”
หลิ่วหมิงค่อย ๆ เรียนรู้วิธีการของฉินเฟิง และเมื่อเผชิญกับคำพูดเชิงประชดของฉินเฟิงก็ไม่หวาดกลัว เขายิ้มพลางอธิบายว่า “เพียงแค่เข้าใจความคิดของท่าน ข้าจึงจะสามารถช่วยเหลือท่านได้”
เห็นฉินเฟิงยิ้มแต่ไม่กล่าวอะไรหลิ่วหมิงก็เงียบลง เขาส่งสายตาไม่แสดงความรู้สึกใดไปยังคนสี่คนที่นั่งอยู่ ก่อนจะครุ่นคิด
คนสี่คนนี้กับศซื่อจื่ออีกคนเป็นอำนาจหลักของอำเภอเป่ยซีโดยแท้
แม้ความสัมพันธ์จะใกล้ชิดราวพี่น้อง แต่บนพื้นฐานของความผูกพัน ฉินเฟิงยัวางกลไกป้องกันไว้ นั่นคือคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่สามารถร่วมมือกันได้ แต่ยังคอยถ่วงดุลซึ่งกันและกันด้วย
เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา แม้วันหนึ่งพี่น้องจะทะเลาะกัน ก็ไม่มีใครปิดฟ้าด้วยมือเดียวได้