บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1297 การข่มขวัญของชายแดนเหนือ
บทที่ 1297 การข่มขวัญของชายแดนเหนือ
แม้แต่ฉินเฟิงเอง หากต้องการอาศัยการโจมตีแบบฉับพลัน เพื่อพิชิตอำเภอติ้งเถาให้ราบคาบในคราวเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับความฝันของคนเพ้อเจ้อ
เมื่อการโจมตีแบบฉับพลันมีเป้าหมายเพียงเพื่อลดกำลังทหารของอำเภอติ้งเถา และสร้างความปั่นป่วนให้กับขวัญกำลังใจของทหาร ก็ไม่จำเป็นต้องส่งกองทัพใหญ่มา เพียงทหารม้าเร็วหนึ่งหรือสองพันนายก็เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายทางยุทธวิธีแล้ว
แต่ฉินเฟิงส่งกำลังทหารมาถึงห้าพันนายในคราวเดียว และยังเป็นการประสานงานกันระหว่างกองทหารม้าและทหารราบ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ ฉินเฟิงตั้งใจจะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อำเภอติ้งเถาในการโจมตีครั้งเดียว
หากประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ผลที่ตามมาจะร้ายแรงอย่างมหันต์
เมื่อบรรดาแม่ทัพตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ทั้งอำเภอติ้งเถาก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที แต่เนื่องจากพวกเขาถูกส่งมาจากที่ต่าง ๆ และยังอยู่ในช่วงปรับตัว คำสั่งจึงถูกส่งต่อไม่ราบรื่น
นอกจากนี้…
แม้ว่าสายลับจะนำข่าวกลับมาทันเวลา แต่ในกองทัพที่ฉินเฟิงส่งมา มีถึงสามพันนายที่เป็นกองทหารม้า
ทั้งยังเป็นทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีที่เชี่ยวชาญการเคลื่อนทัพระยะไกล และแบ่งกำลังออกเป็นสองทาง ฝ่ายหนึ่งมีเพียงหนึ่งพันห้าร้อยนาย ด้วยความเข้าใจและการประสานงานของทหารม้าเบาแห่งเป่ยซี พวกเขาสามารถเคลื่อนทัพได้หลายร้อยลี้ในเวลาเพียงคืนเดียว
อำเภอติ้งเถาห่างจากอำเภออันหยวนเพียงร้อยลี้ ด้วยความเร็วของทหารม้าเบาแห่งเป่ยซี พวกเขาจึงมาถึงในพริบตา
แม้ว่าจ้าวอวี้หลงจะตอบสนองได้รวดเร็วเพียงพอแล้ว แต่น่าเสียดายที่กองทัพยังไม่ได้เข้าประจำตำแหน่งที่กำหนดไว้ ทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีก็บุกเข้ามาแล้ว
ปีกซ้ายที่มาถึงอำเภอติ้งเถาเป็นกลุ่มแรก ไม่ลังเลแม้แต่น้อย พวกเขาโจมตีศัตรูที่กำลังจัดทัพอยู่นอกเมืองอย่างฉับพลัน
เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน กองทหารม้าหนึ่งพันห้าร้อยนายสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญกับเสียงกีบม้าที่ดังกึกก้องและสะเทือนเลื่อนลั่น ทหารต้าเหลียงที่ไม่เต็มใจที่จะรบกับฉินเฟิงก็ สับสนอลหม่านในทันที
ทหารม้าเบาฝั่งซ้ายถูกแบ่งออกเป็นหกกอง แต่ละกองมีสองร้อยห้าสิบนาย โฉบเฉี่ยวไปมานอกวงล้อมของศัตรูอย่างต่อเนื่อง ลูกธนูพุ่งลงมาเหมือนห่าฝน ซัดเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่หยุดหย่อน
เนื่องจากการเตรียมพร้อมที่ไม่เพียงพอ ทหารต้าเหลียงที่ถูกโจมตีด้วยห่าฝนธนูจึง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ในช่วงเวลาสำคัญ กองกำลังเสริมที่ประกอบด้วยกองทหารม้าแปดร้อมนายได้มาถึงสนามรบ และเริ่มการโจมตีจากสองด้านต่อทหารม้าเบาแห่งเป่ยซี
น่าเสียดายที่กองกำลังเสริมนี้มีจำนวนน้อยเกินไป และความกล้าหาญก็ยังห่างชั้นกว่าทหารม้าเบาแห่งเป่ยซี
การโจมตีจากสองด้านจึงถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว กองทหารม้าแปดร้อยนายถูกทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีล้อมโจมตี ทำให้พวกเขาจึงต้องหนีเอาชีวิตรอดอย่างอลหม่าน
แม้ว่ากองกำลังเสริมจะถูกขับไล่ไปได้ แต่ก็ช่วยซื้อเวลาอันมีค่าให้กับทหารราบ พวกเขาได้จัดรูปขบวนการวางกำลังเรียบร้อยแล้ว โดยมีทหารโล่ขนาดใหญ่และทหารเกราะหนักอยู่ด้านหน้า ปกป้องทหารราบเบาที่อยู่ด้านหลัง เพื่อไม่ให้ถูกธนูยิงสังหาร
เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามได้จัดรูปขบวนการวางกำลังเรียบร้อยแล้ว ทหารม้าเบาปีกซ้ายของเป่ยซีไม่ลังเลแม้แต่น้อย พวกเขาหันหัวม้าตรงไปทางทิศตะวันออกทันที เพื่อรวมกำลังกับกองทหารม้าปีกขวาที่กำลังตามมา
กองทหารม้าสามพันนาย โจมตีทหารประจำการทางตะวันออกของอำเภอติ้งเถาอย่างดุเดือดอีกครั้ง
ทหารราบจะต้านทานทหารม้าได้นั้น นอกจากการสวมเกราะและการจัดทัพแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ จำนวนทหาร
โดยปกติแล้ว เนื่องจากม้าศึกมีราคาแพงมาก เมื่อสองกองทัพเผชิญหน้ากัน จำนวนทหารราบมักจะมากกว่ากองทหารม้าอย่างมาก แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ทหารต้าเหลียงที่คุ้มกันทางตะวันออกของอำเภอติ้งเถามีเพียงสองพันกว่านายเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าจำนวนทหารม้าเบาของเป่ยซีเสียอีก
เมื่อเผชิญกับการล้อมโจมตีจากทหารม้าเบาที่มีจำนวนมากกว่า แม้จะจัดรูปแบบขบวนแล้ว ก็ยังยากที่จะต้านทาน ภายใต้ห่าฝนธนู แนวรบทางทิศตะวันออกก็เริ่มสั่นคลอน
เมื่อแนวรบเริ่มหย่อนยาน ทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีก็ไม่ปรานีอีกต่อไป พวกเขาแทรกซึมเข้าไปและแบ่งแยกกองกำลัง ตัดกองทหารต้าเหลียงทางตะวันออกออกจากกัน ด้วยวิธีนี้ ทำให้แนวรบพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อสูญเสียการป้องกันจากแนวรบ เมื่อเผชิญหน้ากับทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีที่กล้าหาญและเชี่ยวชาญการรบ ผลลัพธ์ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ กลายเป็นการสังหารฝ่ายเดียวอย่างสิ้นเชิง
ไม่นานข่าวร้ายจากแนวรบตะวันออกก็ถูกส่งมาถึงในเมือง
นับตั้งแต่ทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีมาถึงอำเภอติ้งเถาจนถึงตอนนี้ ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม แต่แนวรบตะวันออกก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เหล่าแม่ทัพทั้งหลาย ต่างอ้าปากค้าง ตกตะลึงไม่หาย
“นี่… นี่คือพลังการต่อสู้ของกองทัพชายแดนเหนือหรือ? นี่คือความสามารถของฉินเฟิง!”
“เพียงหนึ่งชั่วยาม ทหารประจำการสองพันนายที่แนวรบตะวันออกก็ถูกกำจัดหมดแล้ว?”
“ฝ่ายตรงข้ามที่มาก็เป็นเพียงกองทหารม้าล้วน ๆ หากรอให้ทหารราบอีกสองพันนายมาถึงสนามรบ จะไม่ถูกฉินเฟิงเจาะทะลุในการโจมตีครั้งเดียวหรือ?”
เหล่าแม่ทัพไม่เคยปะทะกับคนอย่างฉินเฟิงมาก่อน เมื่อได้ประจักษ์ถึงความน่าสะพรึงกลัวของฉินเฟิง สายตาของทุกคนจึงรวมกันมองไปที่จ้าวอวี้หลง
จ้าวอวี้หลงรู้ดีถึงพลังของกองทัพชายแดนเหนือ และได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องที่สุดแล้ว
น่าเสียดายที่เขาเพิ่งมาถึงอำเภอติ้งเถา ไม่มีเวลาวางแผนอย่างรอบคอบ อีกทั้งทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีก็มาเร็วเกินไป
แม้จะมีการเตรียมการป้องกันไว้บ้าง แต่ก็ยังถูกเจาะทะลุในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
สายตาของจ้าวอวี้หลงเคร่งขรึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาโบกมือตรง ๆ เป็นสัญญาณให้เหล่าแม่ทัพสงบลง อย่าทำให้แนวรบสับสนกันเอง
“ตอนนี้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างมาก การคิดจะโต้กลับเพื่อพลิกสถานการณ์นั้นเป็นไปไม่ได้เลย”
“ตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดในตอนนี้คือ ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ศัตรูกำลังทำการรบที่แนวตะวันออก เรียกกำลังทหารประจำการทั้งหมดมารวมกันที่จุดที่กำหนดเพื่อป้องกันร่วมกัน”
“ตราบใดที่กองทัพของพวกเราอาศัยกำแพงเมืองและจัดรูปขบวนให้ดี แม้แต่ทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีก็ไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างผลีผลาม”
เหล่าแม่ทัพตอนนี้เชื่อใจจ้าวอวี้หลงอย่างสนิทใจแล้ว พวกเขาไม่อยากเพิ่งมาถึงสนามรบแล้วยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกฉินเฟิงทำลายพ่ายแพ้ไป
หากเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อข่าวส่งกลับไปถึงเมืองหลวง เกรงว่าฝ่าบาทจะพิโรธ และจะต้องลงโทษพวกเขาอย่างหนักเป็นแน่
ทุกคนไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย และปฏิบัติตามคำสั่งของจ้าวอี้หลงอย่างเคร่งครัด
นอกเหนือกองกำลังสามพันนายที่อยู่ในเมืองที่ยังคงประจำการอยู่ กองทัพที่เหลือทั้งหมดได้ถูกเรียกกลับมารวมกันที่ใต้กำแพงเมือง และเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
ในขณะเดียวกัน กองทัพที่แนวตะวันออกเกือบจะถูกทำลายทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงทหารจำนวนน้อยที่ยังคงต่อสู้อย่างยากลำบาก รอคอยกองกำลังเสริมที่ไม่มีวันมาถึง
เสียงร่ำร้องและเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเป็นระลอกบนสนามรบฝั่งตะวันออก ราวกับเป็นภาพของนรกภูมิ
“ทำไมต้องมาโจมตีชายแดนเหนือด้วย?!”
“อ๋องแห่งชายแดนเหนือก็คือฉินเฟิงนะ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าฉินเฟิงเอาชนะเป่ยตี๋ และปราบปรามชายแดนใต้ได้อย่างไร?”
“พวกเราเพิ่งมาถึงสนามรบ ก็ถูกโจมตีจนแตกพ่าย จะไปสู้กับฉินเฟิงได้อย่างไร?”
“บัดซบจริง ข้าจะกลับไป ไม่มีอะไรให้สู้อีกแล้ว”
“หากสามารถหนีออกไปได้ก็คงดี แต่รอบ ๆ เต็มไปด้วยกองทหารม้าของฉินเฟิง พวกเราไม่มีทางฝ่าออกไปได้เลย พวกเราตายแน่แล้ว”
กองทหารสองพันนาย เมื่อเผชิญหน้ากับการสังหารอย่างไร้ปรานีจากทหารม้าเบาแห่งเป่ยซี เหลือรอดเพียงไม่ถึงห้าร้อยนาย และเป็นห้าร้อยนายที่หมดสิ้นกำลังใจในการรบ โดยสิ้นเชิง
กองทัพฝั่งตะวันออกถือว่าพ่ายแพ้ยับเยินแล้ว
ในเวลานั้นเอง จ้าวเจิ้นไห่ก็มาถึงสนามรบ เขาออกคำสั่งให้หยุดการสังหารทันที และจับศัตรูที่เหลืออีกห้าร้อยนายที่ขวัญเสียแล้วเป็นเชลยทั้งหมด
ถึงอย่างไร ทหารเหล่านี้ล้วนเป็นประชาชนของต้าเหลียง แม้แต่ฉินเฟิงเองก็ไม่ต้องการให้พวกเขาต้องตายในสงครามกลางเมืองทั้งหมด
ถ้าสามารถสังหารให้น้อยลงได้สักคน ก็ควรสังหารให้น้อยลง
ทหารห้าร้อยนายแห่งต้าเหลียงถูกทหารม้าเบาแห่งเป่ยซีคุมตัวมุ่งหน้าไปทางเหนือ พวกเขาก้มหน้าด้วยความหดหู่
ในเวลาเดียวกัน กองทหารราบสองพันนายจากชายแดนเหนือก็มาถึงที่เกิดเหตุ แต่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อโจมตี แต่มาเพื่อปกป้องกองทหารม้าโดยเฉพาะ และคอยเป็นกองทัพเสริมให้กองทหารม้า