บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 647 ชีพจรการค้าธัญพืช
บทที่ 647 ชีพจรการค้าธัญพืช
จ้าวหลี่ไม่ได้ปฏิเสธว่าร้านธัญพืชตระกูลฉินเป็นเหมือนพรของแคว้นต้าเหลียง
ตราบใดที่ตระกูลฉินสามารถรวบรวมอุตสาหกรรมธัญพืชของแคว้นต้าเหลียงไว้ได้ ปัญหาเรื่องปากท้องของราษฎรย่อมคลี่คลายไปในไม่ช้า
แท้จริงแล้ว ในใจของจ้าวหลี่นับถือฉินเฟิงไม่น้อย
ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นต้าเหลียง แม้แต่ทั่วทั้งใต้หล้า เกรงว่าจะไม่มีพ่อค้าคนไหนที่ยอมสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองเช่นฉินเฟิงอีกแล้ว
แต่นับถือก็ส่วนนับถือ การค้าก็ส่วนการค้า
แม้จะต้องแลกด้วยความอบอุ่นและอาหารของราษฎรทั้งใต้หล้า
จ้าวลี่ก็ต้องทุ่มเททุกสิ่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลจ้าว
ฉินเฟิงคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าจ้าวลี่จะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แม้จะใช้ชีวิตของจ้าวจ่านเป็นตัวประกัน
ฉินเฟิงจึงไม่ได้อะไรจ้าวจ่าน เพียงถือว่าจ้าวลี่เป็นคู่แข่งทางการค้า
“คุณชายใหญ่จ้าว ไม่จำเป็นต้องเดือดดาลถึงเพียงนั้น”
“วังหลวงก็มีอาหารอยู่เพียงเท่านี้ เจ้ากินมากไปอีกคำ ข้าย่อมต้องกินน้อยลงอีกคำ”
“หากไม่กล่าวถึงเรื่องบ้านเมือง ในฐานะพ่อค้า พวกเรามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเป็นพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุดของแดนเหนือ”
“เสือสองตัวแย่งชิงกัน ย่อมต้องมีตัวใดตัวหนึ่งบาดเจ็บ”
“สงครามการค้าระหว่างตระกูลฉินกับตระกูลจ้าวถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น”
กล่าวจบ ฉินเสี่ยวฝูก็เดินมาข้างกายฉินเฟิง หยิบรายงานออกมายื่นให้
ฉินเฟิงรับรายงานมาแล้วเริ่มอ่าน
“ราคาข้าวในเมืองเหยียนโซ่วตลอดสิบปี ราคาซื้อขายอยู่ที่สามสิบตำลึงต่อต้าน ราคาขายสี่สิบตำลึงต่อต้าน”
“ช่วงครึ่งปีแรก ราคายังคงนิ่ง”
“ทว่าไม่กี่เดือนมานี้ ราคาซื้อลดลงเหลือเพียงยี่สิบเอ็ดตำลึงต่อต้าน ราคาขายลดลงเหลือเพียงยี่สิบสามตำลึงต่อต้าน”
“พวกพ่อค้าธัญพืชคนกลางทำงานได้มาก ส่วนพวกพ่อค้าข้าวต้นทางต่างก็ขาดทุนย่อยยับ”
ฉินเฟิงวางรายงานลงแล้วหันไปมองจ้าวลี่ที่สีหน้าเคร่งเครียด
“นี่ไม่ต่างจากการปล่อยน้ำในบ่อจนแห้งเพื่อจับปลา สร้างความเสียหายอย่างมากต่อชาวบ้านที่ค้าขายธัญพืชต้นทาง ทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจ”
พอฉินเฟิงพูดถึงเรื่องการค้าอย่างเดียว จ้าวลี่ก็ไม่หลบเลี่ยง ตอบโต้ตรงไปตรงมา
“ราคาธัญพืชเปลี่ยนแปลงขึ้นลง เป็นเรื่องปกติ”
“หากเผชิญกับภัยพิบัติ ราคาธัญพิชย่อมพุ่งสูง หากเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์ ราคาตกต่ำ ทั้งหมดก็เป็นไปตามเกณฑ์”
“ตระกูลจ้าวของข้าใจดีนัก”
“ไม่เพียงแต่กดราคาซื้อ เรากดราคาขายด้วย”
“พ่อค้าที่มาจากแดนไกล แม้จะขาดทุน แต่พ่อค้าใกล้ ๆ กำไร ถือว่าสมดุลแล้ว”
“เพราะเมื่อถึงต้นปีหน้า ธัญพืชจากแดนใต้ขนส่งเข้ามา ตระกูลจ้าวก็จะปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ซื้อขายในราคาต่ำ ถึงตอนนั้น พ่อค้าทางเหนือก็ย่อมได้ประโยชน์”
ได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ฉินเฟิงก็หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆ ช่างเป็นความคิดที่แยบยลนัก!”
“พ่อค้าวาณิชทางแดนเหนือต้องพบกับหายนะ พ่อค้ารายย่อยต้องลดจำนวนลงกว่าครึ่ง เหลือแต่พ่อค้ารายใหญ่เงินหนาที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้”
“พอพ่อค้ารายย่อยล้มหาย ความมั่งคั่งก็จะตกไปอยู่ในมือพ่อค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่คน และพวกเจ้าก็จะควบคุมได้ง่ายขึ้น ช่างเป็นแผนการที่ล้ำลึกจริง ๆ”
“ยังไม่หมดแค่นี้”
“ตระกูลจ้าวของเจ้าไม่เพียงจัดการการค้าในอำเภอเหยียนโซ่วศูนย์เท่านั้น”
“แต่มีการจัดกองคาราวานไปกับพ่อค้าธัญพืชทางแดนใต้ กว้านซื้อธัญพืชในราคาถูก แล้วเอาไปขายที่อื่นในราคาแพง”
“ตระกูลจ้าวไม่ต้องเสียค่าผ่านทางด้วยซ้ำ ทั้งยังได้กำไรเป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ?”
สีหน้าของจ้าวลี่พลันเปลี่ยนไป ในใจตื่นตระหนก
ถ้าไม่ได้เผชิญหน้าและได้ยินเรื่องพวกนี้จากฉินเฟิงเอล จ้าวลี่คงไม่เชื่อว่าฉินเฟิงจะมีข้อมูลเชิงลึกแบบนี้
ต้องไม่ลืมว่า ฉินเฟิงประจำอยู่ชายแดนเหนือเนิ่นนาน ห่างไกลเมืองหลวง และแทบไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าธัญพืชด้วยตนเอง แต่ทำไมถึงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกระจ่างเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการของตระกูลจ้าวล้วนเงียบเชียบเป็นความลับ นอกจากคนสำคัญในตระกูลจ้าวแล้ว คนอื่น ๆ ไม่มีใครล่วงรู้
หรือฉินเฟิงผู้นี้จะมีตาทิพย์ มองเห็นจากบนฟ้าหรือไร
จ้าวลี่ยังแสร้งทำทีเป็นสงบนิ่ง ทว่าในใจร้อนรนสับสนนัก
“พ่อค้าแสวงหากำไร ไยไม่สมควร”
เฉินเฟิงได้แต่ยักไหล่ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากค้าขายสุจริต หาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรง ใคนจะทำอะไรเจ้าได้”
“แต่นี่เจ้าอาศัยอำนาจในมือ กดราคาสินค้า ผูกขาดข้าวปลาอาหาร หากินบนความทุกข์ยากของผู้อื่น”
“ขนแพะย่อมงอกจากตัวแพะ เงินที่ตระกูลเจ้าหาได้ หาได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของการเป็นพ่อค้าวาณิช แต่เป็นการสูบเลือดเนื้อราษฎร!”
“เงินหนึ่งตำลึงที่พวกเจ้าหาได้ หมายถึงราษฎรหนึ่งครอบครัวต้องตกระกำลำบาก ทำงานหนัก แต่ไร้ผลตอบแทน”
“อย่ามาอ้างเรื่องกฎเกณฑ์การค้ากับข้า”
“พ่อค้าโลภในผลกำไร ย่อมหาผลกำไรจากไหวพริบและชั้นเชิง หาใช่ไร้มโนธรรม”
จ้าวลี่รู้สึกเหมือนถูกฉินเฟิงจับแก้ผ้า ไม่อาจปิดบังสิ่งใดได้เลย
เขากำหมัดแน่น พยายามดิ้นรนขัดขืน แม้ในใจจะสิ้นหวังเต็มที
“แล้วอย่างไร?!”
“หากเจ้าห่วงใยราษฎร เหตุใดไม่ควักเงินตัวเองซื้อข้าวปลาอาหาร แล้วขายให้ราษฎรในราคาถูกเล่า?”
“หากไร้ซึ่งความสามารถเช่นนั้น ก็อย่าได้เอ่ยถึงคำว่ามโนธรรมอีกเลย!”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนในเหตุการณ์ล้วนมีสายตาดูแคลน
ลิ่นจื่ออี๋เพิ่งเคยเห็นจ้าวลี่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวขนาดนี้
ฉินเฟิงค่อย ๆ กระชากหน้ากากแห่งความเสแสร้งของจ้าวลี่ทีละชั้น จนเผยให้เห็นถึงธาตุแท้เจ้าเล่ห์แสนกล
ลิ่นจื่ออี๋หดหู่นัก
นางคิดหาวิธีทุกอย่าง ทว่าก็คิดหาทางจัดการกับจ้าวลี่ไม่ได้เลย
สุดท้ายก็เป็นอย่างที่จ้าวลี่พูดไว้
ตระกูลจ้าวเป็นผู้นำและครอบครองเส้นทางการค้ามากกว่าครึ่งของอำเภอเหยียนโซ่ว สิทธิ์ในการตั้งราคาอยู่ในมือของพวกเขา
เว้นแต่พวกจะยอมกว้านซื้อธัญพืชทั้งหมดมาขายราคาถูกโดยไม่สนกำไรขาดทุน
แต่วิธีนี้ก็ไม่อาจสั่นคลอนรากฐานของตระกูลจ้าวได้ ไม่ช้าก็เร็ว ตระกูลฉินย่อมแบกรับภาระไม่ไหว
ตระกูลจ้าวอาจไม่ได้กำไร แต่ก็ไม่ขาดทุนแน่นอน
ทว่าฉินเฟิงย่อมขาดทุน
นี่คือสงครามทางการค้าที่ตระกูลฉินถูกกำหนดให้ไม่อาจชนะได้เลย
แต่พอลิ่นจื่ออี๋มองฉินเฟิง กลับพบฉินเฟิงยังคงนิ่งเฉย
อีกทั้งบนใบหน้ายังแย้มยิ้มเล็กน้อย
ราวกับตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เขาไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีแข็งกร้าวของจ้าวลี่
“ตระกูลจ้าวลดราคาธัญพืชลง ข้าก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้”
“สุดท้าย พ่อค้าข้าวต้นน้ำยอมขายขาดทุนให้เจ้า เช่นนี้ก็สมัครใจทั้งสองฝ่าย”
“ข้าคนเดียว ไม่อาจฉุดราคาข้าวกลับมาได้ในเวลาสั้น ๆ แบบนี้”
ได้ยินแบบนี้ จ้าวลี่เหยียดยิ้มเย้ยหยัน พูดเสียงดังว่า
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ง่ายมากไม่ใช่หรือ?”
“ถ้าเจ้าปล่อยจ้าวจ่านน้องชายของข้า ข้าก็ยินดีจะขึ้นราคาธัญพืชให้สักเล็กน้อย เป็นการตอบแทน”
ลิ่นจื่ออี๋เอามือปิดปาก แววตาบ่งบอกว่าตึงเครียดนัก
หรือว่า แม้แต่นายน้อยฉินก็ไม่มีหนทางทำอะไรได้แล้ว?
อำเภอเหยียนโซ่วนี้…
ไม่สิ อุตสาหกรรมการค้าธัญพืชของแดนเหนือ กำลังจะตกเป็นของตระกูลจ้าวทั้งหมดกระมัง?
ลิ่นจื่ออี๋โทษตัวเองอยู่ในใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะการบริหารจัดการของนางไม่ดี ทำให้ตระกูลจ้าวเห็นช่องทาง เรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้
นางทำให้ความเชื่อมั่นของฉินเฟิงสูญเปล่า ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดของต้าเหลียงต้องผิดหวัง
ทว่าขณะที่ลิ่นจื่ออี๋สิ้นหวัง
ฉินเฟิงกลับหัวเราะออกมา…