บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 648 ขุดหลุมพรางรอ
บทที่ 648 ขุดหลุมพรางรอ
“พี่จ้าว เจ้าคิดว่าตัวเองไร้สาระหรือเปล่า?”
“ฮ่า ๆๆ เจ้าสนใจแค่เรื่องกำไรเช่นนี้ เจ้าไม่ใช่นักพ่อค้าที่ดีเลย”
“พ่อค้าที่แท้จริงต้องมีความคิดเปิดกว้าง สายตากว้างไกล”
จ้าวลี่รู้สึกว่าชนะแล้ว เขาเลิกคิ้วขึ้น
“สายตากว้างไกล? เช่นนั้นเจ้าก็บอกมาหน่อย สายตากว้างไกลเป็นอย่างไร?”
ฉินเฟิงไม่ได้รีบตอบ
เขาแค่สั่งให้ฉินเสี่ยวฝูเก็บของที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมดตรงหน้า
เงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง
จากนั้นชี้ไปทางจ้าวจ่าน นายน้อยฉินยกยยิ้ม แล้วเหลือบมองจ้าวลี่ “สิ่งนี้เป็นของเจ้าแล้ว”
จ้าวลี่ชะงัก ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะยอมง่ายขนาดนี้
ทำไมฉินเฟิงถึงทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้?
แต่
ไม่มีอะไรต้องกลัว
อำนาจในเมืองเหยียนโซ่ว อยู่ในมือเขา จ้าวลี่
ฉินเฟิงย่อมรู้ดีว่าไม่มีทางชนะ จึงได้ยื่นไมตรีให้
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!
จ้าวจ่านคล้ายได้รับการอภัยโทษ เขาลุกขึ้น แล้วรับไปหลบอยู่ด้านหลังจ้าวลี่
“พี่ใหญ่ โชคดีที่ท่านมาทัน”
“มีเพียงท่านเท่านั้น ที่สามารถต่อกรกับฉินเฟิงได้!”
นี่นับเป็นครั้งแรกที่จ้าวจ่านเลื่อมใสในตัวพี่ชาย
จ้าวลี่เย้ยหยันเสียงหนึ่ง ไม่สนใจไยดีน้องชายไร้ค่า จ้องฉินเฟิงอย่างไม่วางตา
“นายน้อยฉินผู้เลื่องชื่อลือชา กลับพ่ายแพ้ง่ายดาย ฮ่า ๆๆ ได้เห็นกับตา ดีกว่าได้ยินกับหูร้อยครั้งจริง ๆ”
“แต่พูดก็พูดเถอะ ข้าชื่นชมในตัวนายน้อยฉินจริง ๆ”
“บุรุษรู้จักกาลเทศะ ย่อมเป็นวีรบุรุษ”
“ตัดสินใจเด็ดขาด หยุดความเสียหาย ไม่ทุ่มเงินทิ้ง ความเด็ดเดี่ยว นับเป็นคุณสมบัติที่พ่อค้าพึงมี”
ฉินเฟิงไม่ได้โกรธเคือง แม้จ้าวลี่จะแสดงท่าทีดีใจหรือพูดจาอะไร
เพราะในสายตาของเขา จ้าวลี่ก็เป็นแค่ศพ
ตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงอำเภอเหยียนโซ่ว จ้าวลี่ก็กว้านซื้อธัญพืชจำนวนมาก เขาจึงพ่ายแพ้แล้ว
“ยอมแพ้หรือ? น่าเสียดาย ข้าไม่เคยรู้จักคำนี้”
“ส่วนเรื่องหัวใจพ่อค้า ข้าเองก็ไม่อาจสั่งสอนเจ้าได้ ว่าควรค้าขายอย่างไร”
ฉินเฟิงมองหีบเงินตรงหน้า
“ภายในหีบนี้มีเงินอยู่หนึ่งแสนตำลึง พวกของอื่น ๆ มูลค่าราวสองหมื่นตำลึง รวมเป็นแสนสองหมื่นตำลึง”
“จ้าวลี่ เจ้ารู้หรือไม่ เงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงสามารถซื้ออาหารได้มากเพียงใด?”
หมายความว่าอย่างไร?
แม้แต่พ่อค้าตัวเล็ก ๆ ก็คำนวณได้ไม่ใช่หรือ
ในสายตาของจ้าวลี่ ฉินเฟิงเสียสติไปแล้ว
และเขาอยากจะเห็นนักว่า ฉินเฟิงจะทำอะไร
จ้าวลี่ยกยิ้มภูมิใจ
“สี่ล้านต้าน!”
ฉินเฟิงพยักหน้า “นั่นราคาปกติ”
“แต่ถ้าในเมืองเหยียนโซ่วเล่า ข้าจะซื้อได้เท่าไหร่?”
จ้าวลี่คำนวณอยู่ในใจ ก่อนจะตอบ
“ราวห้าถึงหกล้านต้าน”
ฉินเฟิงเลิกคิ้วถาม “เท่าใดแน่?”
จ้าวลี่หงุดหงิดขึ้นมา
แม้จะเปลืองเรี่ยวแรงไปบ้าง แต่ถ้าได้เห็นฉินเฟิงยอมจำนน ก็มิใช่เรื่องใหญ่
คิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนในใจอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วจ้าวลี่ก็ตอบว่า “เอาเป็นเลขกลม ๆ ก็ห้าล้านเจ็ดแสนต้าน”
ตอนนี้ผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตต่อหมู่จึงได้ไม่เกินสองต้าน
ครอบครัวทั่วไปสามชีวิต ปริมาณอาหารต่อปีจะอยู่ที่ราว ๆ ยี่สิบถึงสามสิบต้าน
ตีกลาง ๆ ก็ยี่สิบห้าต้าน
เงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง เพียงพอจะซื้อเสบียงอาหารให้ชาวบ้านได้ราวสองแสนครัวเรือน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จ้าวลี่ใช้เงินหนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงแลกกับชีวิตของจ้าวจ่าน
ชีวิตของจ้าวจ่านเพียงคนเดียวเทียบเท่ากับชีวิตของราษฎรสองแสนครัวเรือน
ชีวิตของราษฎรไม่ได้ดีไปกว่าหญ้าต้นหนึ่งเลย
ฉินเฟิงหายใจเข้าลึก ยับยั้งโทสะที่ปะทุอยู่ในอก
เขาถามต่อ “แล้วถ้าข้าซื้อเสบียงทหาร จะซื้อได้เท่าไหร่”
ได้ยินคำว่า ‘เสบียงทหาร’ จ้าวลี่นึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด
แต่ก็ยังคงฝืนตอบว่า “ถ้าพิจารณาจากราคาธัญพืชในเหยียนโซ่ว ย่อมได้เพิ่มเป็นสองเท่า”
ฉินเฟิงพยักหน้า แล้วพูดเบา ๆ “นั่นคือ สิบเอ็ดล้านสี่แสนต้าน”
จ้าวลี่รีบกล่าวเสริม
“ราคาเสบียงทหาร ไม่อาจคำนวณตามราคาข้าวทั่วไป”
“แม้แคว้นต้าเหลียงจะกำหนดราคาเสบียงทหารมานานแล้ว”
“แต่ถ้าขนส่งจากแหล่งผลิตไปยังค่ายทหาร ยิ่งค่ายทหารชายแดนห่างไกลด้วยแล้ว”
“พอนับรวมความเสียหายร่อยหรอระหว่างทางแล้ว อย่างน้อยต้องห้าสิบอีแปะต่อหนึ่งต้าน”
เรื่องนี้ฉินเฟิงรู้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะเสบียงทหารมักเสียหายมากเกินไป กฎหมายต้าหลิงคงไม่ได้กำหนดราคาตายตัวสำหรับเสบียงทหาร
ถ้าไม่กำหนด ทุกครั้งที่ทำศึก เพียงแค่เรื่องเสบียงทหารอย่างเดียว ก็ทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่าได้
“จ้าวลี่ เรื่องต้นทุนค่าขนส่ง หรือความเสียหายระหว่างทาง เจ้าไม่ต้องกังวลไป”
คำพูดนี้ไม่ถูกต้อง
จ้าวลี่หน้าเปลี่ยนสี รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความเคร่งขรึม
“ฉินเฟิง เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“บรรดาศักดิ์ว่านฮู่โหวของเจ้า ฝ่าบาททรงปลดไปนานแล้ว ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงราษฎรธรรมดา”
“เจ้าเป็นเพียงประชาชน จะมายุ่งเกี่ยวกับเสบียงทหารได้อย่างไร?”
ลิ่นจื่ออี๋ก็งุนงง ไม่เข้าใจว่าเสบียงทหารเกี่ยวข้องอันใดกับเมืองเหยียนโซ่ว
ฉินเฟิงยักไหล่ สีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาก็จริง แต่ผู้ที่นี้ยืนอยู่ข้างข้าไม่ใช่”
หนิงหู่ที่ยืนเงียบมาตลอดพลันถลึงตา
“ทำไม ข้าเป็นเชียนฮู่โหว ก็ทำไม่ได้หรือ?”
“หรือตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพอำเภอเป่ยซีของข้า เจ้าก็ไม่สนใจแล้ว?”
จ้าวลี่ใจหายวาบ
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้
ถึงฉินเฟิงจะเป็นเพียงสามัญชน แต่ฐานะของเขาสูงส่งนัก
มีหนิงเชียนฮู่ยืนเคียงข้างอย่างซื่อสัตย์
แม้ไร้บรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางทหาร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิง กระทั่งขุนนางใหญ่ทั้งสามก็ยังต้องสุภาพ
ฉินเฟิงไม่ปล่อยเวลาให้จ้าวลี่ได้ตั้งตัว
เขาถามทันที “พี่จ้าว ท่านทราบหรือไม่ว่าคณะทูตเป่ยตี๋เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว”
จ้าวลี่กำมือแน่น ตอบอย่างระมัดระวัง “ข้ารู้”
ฉินเฟิงกล่าวอีก “แต่พวกเขายังเดินทางมาไม่ถึง”
จ้าวลี่ขมวดคิ้ว ชั่วชีวิตของเขาคลุกคลีอยู่กับการค้า ไม่สนใจเรื่องราวในราชสำนัก
การที่คณะทูตเป่ยตี๋เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเจรจาสันติภาพ สำหรับข้าจ้าวลี่แล้ว เป็นเรื่องไกลตัว ไฉนต้องใส่ใจ
“คณะทูตเป่ยตี๋เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลจ้าวของข้า?”
“หรือเจ้าพวกคนเถื่อนเป่ยตี๋คิดจะปล้นสะดมระหว่างเข้าเมืองหลวง?”
ฉินเฟิงยกมือขึ้นแล้วกดลงเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้จ้าวลี่ใจเย็น ๆ ก่อน
เขาอธิบายอย่างใจเย็น “คณะทูตยังเดินทางไม่ถึงเมืองหลวง หมายความว่าการเจรจายังไม่เริ่ม”
“ตราบใดยังไม่มีการเจรจาสงบศึก หมายความว่า สงครามระหว่างแคว้นต้าเหลียงกับเป่ยตี๋ยังไม่สิ้นสุด”
“พี่จ้าว แคว้นต้าเหลียงยังอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมรบ ตอนนี้ยังไม่อาจผ่อนคลายความตึงเครียด”
“เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ข้าเลยต้องการซื้อเสบียงทหาร ส่งไปยังชายแดนเหนือ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ?”
จ้าวหลี่ตาเบิกโต
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแผนการของฉินแล้ว!
ตั้งแต่แรก ฉินเฟิงก็ได้ขุดหลุมพรางจ้าวลี่ไว้แล้ว
จ้าวลี่ไม่ทันได้เฉลียวใจ จนก้าวพลาดตกหลุมเสียง่าย ๆ
“ฉิน…ฉินเฟิง เรื่องซื้อเสบียงทหารเจ้าไม่อาจตัดสินใจเองได้!”
จ้าวลี่ยังคงดิ้นรน ฉินเฟิงเพียงยกยกยิ้มเย็นเยียบ กล่าวว่า “แน่นอน ข้าสั่งการเรื่องนี้ไม่ได้ เช่นนั้นท่านพ่อของข้า เสนาบดีกรมกลาโหม สั่งการได้หรือไม่?”
“แม่ทัพใหญ่ทั้งสามของชายแดนเหนือ รองแม่ทัพทั้งสาม หนิงเชียนฮู่ หมิงอ๋องและซื่อจื่อ พวกเขาเล่าสั่งการได้หรือไม่?”
จ้าวลี่หน้าซีดเผือด ซวนเซถอยหลังไปสองก้าว