บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 895 ความอ่อนโยนพันลี้กลั่นเป็นหนึ่งจุมพิต
บทที่ 895 ความอ่อนโยนพันลี้กลั่นเป็นหนึ่งจุมพิต
ใบหน้าฉินเฟิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าหัวใจหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ยกมือขึ้นมาป้องกันส่วนสำคัญโดยไม่รู้ตัว เพราะครั้งแรกที่เจอกับหลี่เซียวหลานที่อำเภอเป่ยซี หลี่เซียวหลานเกือบทำให้เขาต้องกลายเป็นขันทีแล้ว และครั้งนี้ฉินเฟิงกทำเกินกว่าครั้งก่อนมาก หากทำให้หลี่เซียวหลานโกรธ คงกลายเป็นคนไร้ค่าไปตลอดชีวิตเป็นแน่
แต่โชคยังดี…
ความกังวลของฉินเฟิงเหมือนจะเกินไป แม้สายตาของหลี่เซียวหลานจะโกรธมาก และเต็มไปด้วยการข่มขู่คุกคาม แต่นางกลับไม่ขัดขืนใด ๆ เลย
ฉินเฟิงเริ่มใจ กอดหลี่เซียวหลานแน่น แสดงความรักที่มีต่อพี่หญฺงสามด้วยการกระทำที่ชัดเจนที่สุด
ร่างกายของหลี่เซียวหลานร้อนผ่าว หายใจหอบถี่ นางไม่เคยรู้สึกสับสนเช่นนี้ นางถึงกับเวียนหัวไปหมด แต่ไม่เหตุใด นางไม่ได้เกลียดชัง
ด้วยเหตุการณ์ในอดีต หลี่เซียวหลานจึงปิดกั้นหัวใจ มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสัมผัสถึงจิตใจของนางได้ แต่ยามนี้ เผชิญหน้ากับการรุกคืบอย่างอาจหาญของฉินเฟิง กำแพงป้องกันที่แข็งแกร่งดุจถังเหล็กของนางก็เริ่มพังทลาย
แม้แต่หลี่เซียวหลานเองก็ไม่ทันได้สังเกตว่า นางเริ่มตอบสนองฉินเฟิงเสียแล้ว
การตอบสนองของหลี่เซียวหลาน ทำให้ฉินเฟิงได้ยินเสียงแตรมงคลแล้ว คิดไปคิดมา ด้วยพลังและสถานะของเขาตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
ริมฝีปากผละออกจากกัน หลี่เซียวหลานสูดลมหายใจเข้าปอด ทว่านางกลับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามือข้างหนึ่งของฉินเฟิงสอดเข้ามาใต้ข้อพับ นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง ร่างทั้งร่างก็ถูกฉินเฟิงอุ้มขึ้นแล้ว
หลี่เซียวหลานผวากอดคอฉินเฟิงอย่างลืมตัว แก้มขาวผ่องดุจหิมะแดงก่ำด้วยความประหม่า นางมองดวงตาที่แน่วแน่และเด็ดเดี่ยวของฉินเฟิง ตอนนี้นางเพิ่งตระหนักจริง ๆ ว่า ฉินเฟิงไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ชอบปีนหลังคาเราะกระเบื้องอีกแล้ว เขากลายเป็นบุรุษอย่างแท้จริงแล้ว
สายตาสอดประสาน สัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงลุกโชนในแววตาของฉินเฟิง ความรู้สึกแปลกประหลาดผุดพรายภายในใจของหลี่เซียวหลาน นางคล้อยตามราวกับภรรยาตัวน้อยที่เชื่อฟังสามี
หลี่เซียวหลานเม้มริมฝีปากบาง แววตาที่เคยเย็นชาและดูแคลนทุกสิ่ง ตอนนี้อ่อนโยนและพร่าเลือน
การได้เป็นคนสำคัญในใจของฉินเฟิงทำให้หลี่เซียวหลานปลื้มปีติและเป็นสุข ใต้หล้านี้มีเพียงตอนอยู่ต่อหน้าฉินเฟิงที่นางรู้สึกว่า นางคือหญิงสาวคนหนึ่ง
แม้ไม่มีพันธะต่อกัน แม้ฉินเฟิงไม่เคยให้คำมั่นใด ๆ แต่นางก็ไม่เคยเสียใจหรือเสียดาย เพราะนางเชื่อมั่นว่า ฉินเฟิงจะต้องรับผิดชอบต่อนางแน่นอน
“เฟิงเอ๋อร์…”
“ยี่สิบปีที่ผ่านมาข้ามีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง ส่วนชีวิตที่เหลือ ข้าปรารถนาที่จะหายใจเพื่อเจ้า…”
คำพูดนี้อุ่ยวาบเข้าไปในหัวใจของฉินเฟิง ฉินเฟิงสูดหายเข้าลึก สาบานกับตัวเองอย่างแน่วแน่…เขาจะไม่มีวันทำให้หลี่เซียวหลานเสียใจ ชีวิตที่เหลือจะไม่ยอมให้นางต้องทุกข์ทรมานแม้แต่น้อย
ฉินเฟิงโอบกอดหลี่เซียวหลาน หันหลังเดินเข้าไปในห้องนอน…
หารู้ไม่ว่าภายในห้องไม่ไกลนัก เสิ่นชิงฉือกับสาวใช้สองคนกำลังมองลอดช่องประตู เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
พอเห็นฉินเฟิงอุ้มหลี่เซียวหลานจากไป เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงย่อมรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ใบหน้าเล็ก ๆ ของพวกนางแดงก่ำ มองหน้ากันโดยไม่ได้พูดอะไร
ส่วนเสิ่นชิงฉือ นางยินดีกับน้องหญิงสามจากใจ หลี่เซียวหลานโหยหาความรักและที่พึ่งพิงมั่นคงมาตลอด ทว่า… แววตาของเสิ่นชิงฉือกลับหม่นเศร้า
ริษยาหรือ? น้อยใจหรือ? ผิดหวังหรือ? อาจไม่ใช่อะไรเหล่านั้นเลย หรืออาจจะเป็นทั้งหมด แม้แต่เสิ่นชิงฉือก็ไม่อาจแน่ใจ
พอนึกถึงช่วงเวลาที่เมืองหลวงต้าหลียง ภายในหอวิจิตรศิลป์ นางมักได้หัวเราะสนุกสนานกับฉินเฟิง ความทรงจำที่ปากก็ด่าว่าเกลียด แต่ภายในใจกลับเป็นสุข ฉายชัดซ้ำไปมาในความคิดถึง
แววตาของเสิ่นชิงฉือยิ่งเศร้าหมอง
ความหยิ่งทะนงเป็นเพียงเกราะกำบัง หากจะพูดให้ถูกต้อง ในบรรดาพี่น้องสี่คน เสิ่นชิงฉือคือคนที่ดูถูกตัวเองมากที่สุด
หากเอ่ยถึงเรื่องความสามารถด้านวรรณกรรม เสิ่นชิงฉือคือคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องสี่คน แต่วรรณศิลป์จะมีประโยชน์อันใดกับฉินเฟิง
นอกจากนี้ฉินเฟิงเป็นคนมีความสามารถ บทกวีออกด่านเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า กลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่เหล่าบัณฑิตและนักปราชญ์ต้องอ่าน
ทว่าพอย้อนมองตนเอง เสิ่นชิงฉือที่กล่าวว่ามีความสามารถด้านวรรณกรรม แต่สิ่งเดียวที่พอเอ่ยถึงกลับมีแค่การเปิดหอวิจิตรศิลป์ไร้สาระในเมืองหลวงต้าเหลียง
ความสามารถทางวรรณกรรมของนางไร้ประโยชน์สำหรับฉินเฟิงโดยสิ้นเชิง
ต่างกับหลิ่วหงเหยียน น้องหญิงรอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการค้าขาย หรือในด้านการเงินและการปกครองภายใน นางล้วนเป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้ อยู่เคียงข้างแบ่งเบาภาระของฉินเฟิงมาเนิ่นนาน
ฉินเฟิงสามารถออกจากเมืองหลวงต้าเหลียงมาได้เนิ่นนานโดยไม่ต้องกังวลใด ๆ ก็เพราะมีหลิ่วหงเหยียนคอยดูแลอยู่เบื้องหลังมิใช่หรือ?
และบัดนี้ หลิ่วหงเหยียนกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็กลายเป็นแขนขาที่ไว้ใจได้ที่สุดของฉินเฟิงในเมืองหลวงต้าเหลียง เพียงแค่ฉินเฟิงเอ่ยปาก สถานการณ์ในเมืองหลวงก็จะราบรื่นไร้ที่ติ
ส่วนหลี่เซียวหลาน น้องหญิงสาม นางดำรับตำแหน่งสำคัญ เป็นทั้งสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฉินเฟิงและแคว้นต้าเหลียงในฐานะองค์หญิงหมิ่งเยว่ และยังเป็นผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ควบคุมหน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในมือของฉินเฟิง หลี่เซียวหลานเปรียบเสมือนดวงตาและหูของฉินเฟิง
ด้านจิ่งเชียนอิ่ง น้องหญิงสี่ นางเองก็เป็นถึงองค์หญิงแห่งเป่ยตี๋ แม้ตอนนี้จะประจำอยู่ซางโจว แต่วันหนึ่งนางก็จะกลับสู่ราชวงศ์ป่ยตี๋ ถึงตอนนั้นอิทธิพลของจิ่งเชียนอิ่งจะช่วยเหลือฉินเฟิงในแคว้นเป่ยตี๋อย่างไม่มีผู้ใดเทียบเทียม
และพอมองย้อนกลับมาที่ตัวนางเถิด…
เสิ่นชิงฉืออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ แม้นางจะคอยช่วยเหลือหลินฉวีฉีในอำเภอเป่ยซี ดูแลรับผิดชอบด้านการคลัง ภาษีอากร และงานประชาสัมพันธ์ภายนอก แต่ไม่ว่าจะมีเสิ่นชิงฉือหรือไม่ งานเหล่านี้ล้วนไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถย่อมสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าเสิ่นชิงฉือจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า นางช่างไร้ประโยชน์สำหรับฉินเฟิง
นางตระหนักในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี หัวใจจึงหนักอึ้งอยู่ตลอด ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็น พวกนางรีบปลอบโยน
“คุณหนูใหญ่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ เมื่อครู่ยังสบายดีอยู่เลย ไยอยู่ ๆ ถึงได้ดูกลัดกลุ้มเช่นนี้? หรือเป็นเพราะเรื่องของนายน้อยกับคุณหนูสามเจ้าคะ?” เสี่ยวเซียงเซียงรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ พลางถามด้วยความห่วงใย
เสิ่นชิงฉือยกยอ้มขมขื่น “เซียงเซียง เจ้าว่าข้าไร้ประโยชน์หรือไม่?”
ได้ยินคำถามนี้ เสี่ยวเซียงเซียงประหลาดใจนัก “คุณหนูใหญ่ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านเป็นทั้งพี่หญิงใหญ่ของนายน้อย คุณใหญ่แห่งตระกูลฉิน หากพูดตามคำของนายน้อย ท่านก็คือหลักกลางทะเลของอำเภอเป่ยซีนะเจ้าคะ”
หลักกลางทะเลหรือ? พอได้ยินคำนี้ เสิ่นชิงฉือก็ยิ่งหัวเราะเยาะตัวเอง
“ท่านแม่ต่างหากที่เป็นหลักกลางทะเลของอำเภอเป่ยซี เมื่อไรกันที่ถึงคราวข้าต้องเป็นคนคุมสถานการณ์”
ชูเฟิงที่อยู่ด้านข้างรีบกล่าว “นายน้อยกล่าวไว้เช่นนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ ขอเพียงมีคุณหนูใหญ่อยู่อำเภอเป่ยซี อำเภอเป่ยซีย่อมไม่มีวันวุ่นวาย”