บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1548: ความลับ
ตอนที่ 1548: ความลับ
สำนักดาบอุดรยะเยือก
ในโถงประชุมมีบรรยากาศหดหู่อึมครึม
สิ่งที่เกิดขึ้นกระฉ่อนทั่วนภา ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวสะเทือนเลือนลั่น
‘ฟู่เหยียนเจิน’ เจ้าสำนักดาบอุดรยะเยือกรวบรวมเหล่าผู้ทรงอำนาจในสำนัก เพื่อหาวิธีรับมือซูอี้โดยพลัน
ทว่ายามเผชิญกับภัยคุกคามจากราชันเซียน ตัวตนทรงพลังทั้งหลายล้วนขวัญผวาราวนั่งอยู่บนเข็ม ไม่อาจคิดหาวิธีรับมือดี ๆ ในชั่วขณะได้
สิ่งนี้ทำให้คิ้วของฟู่เหยียนเจินขมวดแน่น ใบหน้าหม่นหมองและหดหู่ยิ่ง
หลังจากหารือกันเนิ่นนาน ทันใดนั้นก็มีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าสำนัก ทุกสิ่งเผยแล้วว่าชายหนุ่มนามซูอี้ผู้นั้นน่าจะเป็นผู้จุติสรวงที่ลัทธิไร้มลทินหาตัวอยู่!”
หัวใจของผู้คนหนาวเยือก
ดวงตาของฟู่เหยียนเจินวูบไหว “เหตุใดจึงเห็นเช่นนั้น?”
คนผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ประการแรกคือที่มาของเขามีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา แคว้นจิ่งมิเคยมีข่าวคราวเกี่ยวกับตัวตนท้าทายสวรรค์เช่นเขามาก่อน”
“ประการที่สอง ทูตจากลัทธิไร้มลทินเคยกล่าวไว้ว่าผู้จุติสรวงผู้นั้นยังไม่ได้บรรลุสู่วิถีเซียน แต่กลับมีความแข็งแกร่งท้าทายสวรรค์ยิ่ง ข้าสงสัยว่าเขาจะสามารถเผชิญหน้ากับตัวตนวิถีเซียนได้ และซูอี้ผู้นี้ก็หยุดผู้อาวุโสสูงสุดจ่านจ่างหูได้ถึงสองครั้ง!”
“ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุด เกิดหายนะหนึ่งขึ้นในแดนบรรลุสรวง ณ ขุนเขากวางขาว เซียนแท้ขอบเขตสุญตาและเซียนขอบเขตจักรวาลกลุ่มหนึ่งตกตายอย่างอนาถ! จากคำบอกเล่าของลัทธิไร้เทียมทาน หายนะนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้จุติสรวงคนนั้น”
“และในสนามเต๋าเทียนติ่งวันนี้ ผู้อาวุโสเซียนจากสำนักเราก็ตกตายอย่างสยดสยองไปหลายท่านเพราะซูอี้ผู้นั้น!”
…วาจานั้นทำให้หัวใจทุกผู้เต้นตุ้มต่อม มิอาจสงบลงได้
ซูอี้ผู้นั้นต้องสงสัยจะเป็นผู้จุติสรวงที่ลัทธิไร้มลทินมองหา!?
การค้นพบนี้ทำให้ทุกผู้ตกตะลึง แต่เมื่อคิดดูแล้ว พวกเขาก็พบว่ารายละเอียดตรงกันหลายส่วน!
“เจ้าสำนัก หากเรารายงานข่าวนี้แก่ลัทธิไร้มลทิน มิเพียงเราจะได้ล้างแค้น ยังได้ผลงานเลิศล้ำมากมายด้วยนะ!”
เรื่องนี้ทำให้หัวใจของหลายผู้ไหวหวั่น
ทว่าเจ้าสำนักฟู่เหยียนเจินกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล “หากทำเช่นนี้จริง เจ้าจะมีแต่ฆ่าตัวตาย!”
“กระทั่งสตรีลึกลับผู้นั้นยังเรียกซูอี้ว่า ‘ใต้เท้า’ อย่างนอบน้อม ยำเกรงเขาเยี่ยงเทพ ตัวตนสูงส่งเช่นนั้น เราจะล่วงเกินได้เช่นไร?”
กล่าวจบ เขาก็สูดหายใจลึก ๆ และพูดต่อด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ราชันเซียนทุกคนล้วนมีอำนาจและเส้นสายมากมายอยู่เบื้องหลัง ตัวตนเช่นนี้เพียงดีดนิ้วก็ทำให้สำนักดาบอุดรยะเยือกของเราราบเป็นหน้ากลองได้แล้ว!”
หัวใจทุกผู้สั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดหมอง
ทันใดนั้น เสียงแว่วหวานพลันดังขึ้นนอกโถงหลัก
“ฉลาดดีนี่”
ทุกผู้ล้วนตะลึงงัน นั่นใคร!?
พวกเขามองตามเสียงแต่ก็มิพบผู้ใด และไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดได้
ทว่าเสียงแว่วหวานนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พวกเจ้าโชคดี หาไม่ วันนี้สำนักดาบอุดรยะเยือกนี้จะราบเป็นหน้ากลองแน่”
“เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเจ้าเอง”
เสียงนั้นสะท้อนในโถง
ฟู่เหยียนเจินและคณะต่างตะลึง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
ไม่ต้องคิด พวกเขาก็รู้ว่าเจ้าของเสียงต้องเป็นราชันเซียนสตรีลึกลับผู้นั้นแน่!!
กล่าวคือ หากพวกเขาตัดสินใจสร้างผลงานกับลัทธิไร้มลทินเมื่อครู่ พวกเขาก็คงถูกฆ่าโดยไม่รู้ตัวไปแล้ว
ยิ่งกว่านั้น สำนักดาบอุดรยะเยือกจะถูกทำลายด้วย!
ฟู่เหยียนเจินลุกขึ้นโค้งไปทางนอกโถง พลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ข้าฟู่เหยียนเจินขอสาบานต่อหัวใจวิถีว่า สำนักดาบอุดรยะเยือกจะมิกล้ากระทำเรื่องฆ่าตัวตายเช่นนั้นขอรับ!”
ไร้ผู้ใดตอบกลับเนิ่นนาน
สิ่งนี้ทำให้ฟู่เหยียนเจินและคณะอดรู้สึกเหมือนรอดหายนะเฉียดฉิวมิได้
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเมื่อครู่ หากพวกเขาคิดร้าย จะมีหายนะสิ้นสำนักรออยู่?
……
ณ หอน้อยสมปรารถนา
ภายในห้องแห่งหนึ่ง
“อาหลี เจ้าคิดเช่นไร?”
ซูอี้ถามพร้อมกับยิ้ม
อาหลีกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่ซู พี่หมายถึง จะให้ข้ากราบราชันเซียนท่านนั้นเป็นอาจารย์หรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “นางมีหน้าที่เพียงดูแลและชี้นำเจ้าฝึกฝน เรื่องกราบอาจารย์นั่น… เจ้ามิต้องทำหรอก”
หลังจากชิงเวยกลับมา นางก็ยืนอย่างสง่างดงามอยู่ด้านข้าง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางก็กล่าวขึ้นอย่างเร่งร้อนว่า “ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้องยิ่งเจ้าค่ะ ด้วยวิถีเต๋าและศักยภาพของผู้น้อยนั้น ยังห่างไกลเกินกว่าจะเป็นอาจารย์ของ… เอ่อ… ท่านผู้นี้”
อาหลีเรียกซูอี้ว่า ‘พี่ซู’
ทำให้นางกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะเรียกสาวน้อยผู้นี้เช่นไร
ซูอี้จิบสุรา กล่าวว่า “ต่อหน้าเจ้า นางเป็นผู้น้อย เรียกชื่อนางก็ได้”
“เจ้าค่ะ!”
ชิงเวยพยักหน้า จากนั้นก็หันไปยิ้มบาง ๆ ให้อาหลี และกล่าวว่า “งั้นอาหลีเรียกข้าเป็นพี่สาวแล้วกัน”
ความปั่นป่วนในโลกผู้ฝึกตนปรากฏให้เห็นเด่นชัด
กล่าวโดยภาพรวมแล้ว ทุกผู้ล้วนมีครรลองของตน ในบางสถานการณ์อันมีมาตรฐานเข้มงวดเท่านั้นที่จะมีผู้จัดลำดับอาวุโสกัน
พี่สาว?
อาหลีตะลึงอึ้ง
สาวน้อยจากหมู่บ้านลำธารเมฆาผู้นี้เป็นคนใสซื่อ นางหรือจะคิดว่าจะมีวันที่ตนจะเรียกจอมปีศาจไร้เทียมทานเช่นนี้เป็น ‘พี่สาว’ ได้?
ดวงตาของอาหนิงซับซ้อนขึ้น ขณะสงวนกิริยาอย่างยิ่ง
“อาหนิง แล้วเจ้าเล่า?”
ซูอี้ถาม
อาหนิงพลันทำตัวไม่ถูก กล่าวอย่างเผลอไผลขึ้นว่า “ข้า… ข้าก็… ฝึกฝนกับผู้อาวุโสท่านนี้ได้ด้วยจริง ๆ หรือ?”
คู่เนตรงดงามตรึงใจของชิงเวยกะพริบปริบ ๆ และกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ “ผู้อาวุโสใดกัน ภายหน้า เจ้ากับอาหลีเรียกข้าว่าพี่สาวก็พอ”
หัวใจของอาหนิงเต้นวูบ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าชะตาของนางพลิกผันไปโดยสิ้นเชิงในวันนี้
และทั้งหมดก็มาจากคนคนเดียว!
อาหนิงลอบมองชายหนุ่มผู้นั่งบนเก้าอี้หวายด้วยสีหน้าเปี่ยมความตื้นตัน
ทว่ามีหรือซูอี้จะสนใจ?
หลังจัดการเรื่องที่พักด้วยตนเองเสร็จเรียบร้อย ชิงเวยก็สั่งหญิงรับใช้ให้เตรียมสารพัดขนม อาหารเลิศรสให้สองพี่น้อง กล่าวได้ว่าประณีตละเอียดถี่ถ้วน
จากนั้นชิงเวยก็ขอตัวจากไป
“อาหลี เจ้าว่าซูอี้… เขาเป็นคนเช่นไร?”
เมื่อไม่มีผู้อื่นอยู่ อาหนิงก็อดถามเสียงเบามิได้
“ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร?”
อาหลีส่ายหัว
นางกล่าวทันทีอย่างเคร่งขรึม “พี่หญิง ข้าจะตั้งใจฝึกฝน ข้าต้องให้นามของข้าเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกเซียน ตอบแทนบุญคุณพี่ซูด้วยชีวิตนี้ให้จงได้!”
ดวงตาใสกระจ่างของสาวน้อยหนักแน่นมุ่งมั่น
อาหนิงนิ่งเงียบ และพลันพบว่าน้องสาวของนางดูจะเปลี่ยนไป
……
“ใต้เท้าจอมราชัน เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าหลังจากเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น ลัทธิไร้มลทินและขุมกำลังวิถีเซียนอื่น ๆ จะคาดเดาตัวตนของท่านออกนะเจ้าคะ”
ชิงเวยถือไหสุราอันเปราะบางเอาไว้ ขณะโน้มตัวรินสุราใส่จอกให้แก่ซูอี้
“อย่างมาก พวกเขาก็รู้เพียงชื่อข้าเท่านั้น”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม
ระหว่างนั้น สายตาของเขากวาดมองไปยังหน้าอกโตของชิงเวยอย่างเลี่ยงมิได้ และหัวใจของเขาก็รู้สึกประหลาดเล็กน้อย
ความน่าอภิรมย์ของหญิงงามนั้นคงใกล้เคียงกับยามมีคนงามรินสุราให้
เจริญหูเจริญตาดีแท้
ชิงเวยโน้มตัวเข้ามารินสุราให้ซูอี้อีกจอก และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ก็จริงเจ้าค่ะ ด้วยฝีมือของใต้เท้าจอมราชัน ไม่เห็นต้องห่วงเรื่องพวกนี้เลยสักนิด”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวว่า “หากพวกเขากล้าจริง ๆ จะมาที่หอน้อยสมปรารถนากันก็ได้ แล้วผู้น้อยจะรอดูว่าขุมกำลังใดกล้าเหิมเกริมกับใต้เท้าจอมราชัน!”
ลัทธิไร้มลทินคือขุมกำลังยักษ์ใหญ่ สะท้านทั่วทั้งโลกเซียน!
มีคนเพียงหยิบมือที่เทียบเคียงมันได้
ทว่าหอน้อยสมปรารถนาเองก็ใช่ย่อย!
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “หากข้ารู้ว่ามีขุมกำลังใดบ้างในโลกเซียนที่หมายหัวข้าอยู่ก็คงจะดี”
ชิงเวยกล่าวอย่างจริงจัง “ผู้น้อยจะถือเรื่องนี้สำคัญสูงสุด และจะตรวจสอบโดยไวที่สุดเจ้าค่ะ”
ต่อมา ทั้งคู่เสวนากันอีกสักพัก
ต่างจากชีฝูเฟิง ในฐานะเจ้าของหอน้อยสมปรารถนาทั้งสิบสองสาขาในแคว้นจิ่ง ชิงเวยรับรู้สถานการณ์ภายในโลกเซียนในปัจจุบันได้มากกว่าเขา
กล่าวโดยสรุปคือ โลกเซียนหลังผ่านยุคอวสานเซียนในทุกวันนี้แตกต่างจากอดีตกาลโดยสิ้นเชิง
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก ยุคอวสานเซียนจบไปแล้ว และอำนาจแห่งกฎสวรรค์โลกเซียนเองก็ฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว!
ขุมกำลังผู้ฝึกตนเซียนผุดขึ้นราวดอกเห็ด และกลุ่มเต๋าโบราณซึ่งอยู่รอดจากยุคอวสานเซียนก็ปรากฏขึ้นตาม ๆ กัน
ชั่วขณะนั้น โลกหล้าปั่นป่วน รวนเรทุกหย่อมหญ้า!
ดังนั้นสำหรับผู้ฝึกตนในโลกหล้าทุกวันนี้ มันจึงไม่เพียงเป็นยุคทอง แต่ยังเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ทุกสิ่งล้วนพังทลาย สารพัดขุมกำลังฝึกตนปรากฏขึ้นใหม่ตาม ๆ กัน
และยังเป็นกลียุคอันชุลมุนนองเลือด เหล่าวีรชนวิ่งไล่กวางฝุ่นตลบฟุ้งทั่วแดน ระบบระเบียบพังทลายไม่เหลือ
นอกจากนั้น หลังความเงียบงันแสนนาน นอกเก้าด่านสวรรค์ของโลกเซียน เผ่ามารนอกแดนนั้นกำลังจะเคลื่อนไหว หลายผู้คนคาดเดาว่าสักวัน ‘ศึกเซียนมาร’ จะอุบัติขึ้นอีกหน!
ศึกเซียนมารที่ว่านั้นหาใช่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเต๋าไม่ แต่เป็นศึกระหว่างโลกเซียนและเผ่ามารนอกแดน
และเก้าด่านสวรรค์ก็คือเก้าด่านป้องกันของโลกเซียนจากเผ่ามารนอกแดน
เมื่อเก้าด่านสวรรค์แตก ทัพมารนอกแดนก็จะสามารถทะลักเข้าสู่โลกเซียนได้
กาลก่อนเกิดยุคอวสานเซียน ศึกเซียนมารเกิดขึ้นมากกว่าหน
ยามสถานการณ์ร้ายกาจถึงขีดสุด ทัพมารนอกแดนเคยตีเก้าด่านสวรรค์แตกพ่าย ออกอาละวาดละเลงเลือดอย่างเหี้ยมโหดในประวัติศาสตร์โลกเซียนมาแล้ว
ยามนั้น ทั่วทั้งโลกเซียนแทบถูกเผ่ามารนอกแดนรุกรานสิ้น!
“ไม่คิดเลยว่าหลังห่างหายแสนนาน พวกลูกมารจากเผ่ามารนอกแดนจะอยู่มิสุขกันอีกแล้ว…”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว
ยามหวังเย่ยังหนุ่ม เขาเติบโตในด่านสวรรค์ชั้นหก สู้รบเข่นฆ่าศัตรูในสมรภูมิ
ตลอดการฝึกฝนของเขา ก็มีบ่อยครั้งที่เขาปรากฏตัวในด่านสวรรค์ต่าง ๆ และนำกลุ่มผู้ใต้บัญชาเข้าเข่นฆ่าเผ่ามารนอกแดน กองศพพะเนินเยี่ยงขุนเขานับล้าน!
จนเมื่อเขาก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เขาก็ลงมือประหัตประหาร ‘ราชัน’ ของเผ่ามารนอกแดนมากมาย!
ถึงยามนั้น เมื่อมีหวังเย่อยู่ในโลกเซียน นอกเก้าด่านสวรรค์จึงสงบเงียบ อำนาจเผ่ามารนอกแดนหากล้ากำเริบเสิบสานไม่!
“ยามนี้ เผ่ามารนอกแดนมิได้กระทำการบุ่มบ่าม มีเพียงการกระทบกระทั่งเล็กน้อย ยังมิใช่หายนะเจ้าค่ะ”
ชิงเวยกล่าวเสียงเบา “เรื่องน่าห่วงที่สุดคือหลังยุคอวสานเซียนจบลง โลกนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเกินคาดเดามากมาย”
“ตัวแปรใหญ่ที่สุดคือเจตจำนงแห่งทวยเทพกำลังแทรกแซงโลกเซียนอยู่เจ้าค่ะ!”
“เมื่อไม่นานมานี้ ผู้น้อยได้ทุ่มเทพยายามอย่างหนัก จนได้ล่วงรู้ความลับหนึ่งมา”
“กล่าวกันว่าในภายภาคหน้า เหล่าเทพในตำนานน่าจะเปิดเส้นทางมายังโลกเซียนได้เจ้าค่ะ!”
ดวงตาของซูอี้หรี่ลงเล็กน้อย
สักวัน เทพจะปรากฏตัวยังโลกเซียนหรือ?