บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1549: ความบริสุทธิ์ใจของหอบุหลันนภา
ตอนที่ 1549: ความบริสุทธิ์ใจของหอบุหลันนภา
เผ่ามารนอกแดนที่นอกเก้าด่านสวรรค์แห่งโลกเซียนกำลังจะเคลื่อนไหว
กระทั่งเหล่าเทพผู้สูงส่งก็กำลังจะเปิดช่องทางบรรจบ ปรากฏขึ้นสู่โลกเซียนในภายหน้า
ได้ยินข่าวลือเช่นนี้ ซูอี้ก็อดรำพึงมิได้ว่าโลกเซียนทุกวันนี้กลายเป็นเนื้อชิ้นอวบเสียแล้ว
เผ่ามารนอกแดนคิดอยากกัดกินสักคำ
ในขณะที่เหล่าเทพเองก็น้ำลายสอ
กระทั่งในโลกเซียนยังปั่นป่วนโกลาหล หมู่วีรชนไล่ล่าชิงอำนาจฝุ่นตลบทุกหนแห่ง!
ทันใดนั้น ซูอี้ก็เอ่ยถาม “เจตจำนงของเหล่าเทพแทรกซึมทุกหย่อมหญ้าในโลกเซียน เจ้าคิดว่าเป็นเพราะพวกทูตสวรรค์ที่รับใช้เทพอยู่หรือไม่?”
เหล่าเทพนั้นติดพันธะแห่งบัญญัติกฎเกณฑ์ ไม่อาจมายังโลกหล้า ทว่าพวกเขายังส่งทูตสวรรค์มาทำงานรับใช้ตนได้อยู่
เช่นช่างเสื้อผู้รับใช้ ‘ท่านเทพรัตติกาลดับวจี’
นครเซียนโฉลกเมฆารับใช้คนตกปลา
ช่างเสื้อนั้นคือทูตสวรรค์
และนครเซียนโฉลกเมฆาก็คือขุมกำลังโบราณซึ่งรับใช้คนตกปลา!
ชิงเวยกล่าวว่า “ถูกต้องเจ้าค่ะ ในโลกเซียนทุกวันนี้ เบื้องหลังขุมกำลังฝึกตนซึ่งกำลังผงาดขึ้นใหม่บางแห่งคาดว่าจะมีเทพบางผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าค่ะ”
กล่าวถึงตรงนี้ นางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “กล่าวกับใต้เท้าจอมราชันตามตรง ในอีกสักพัก จะมีเทศกาลเกี่ยวกับเทพงานหนึ่งที่ผู้น้อยจะเข้าร่วมเจ้าค่ะ”
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจ “ไหนว่ามา”
ชิงเวยครุ่นคิดสักพัก ก่อนกล่าวว่า “เทศกาลนี้จะถูกจัดขึ้นโดย ‘ลัทธิหมื่นวิญญาณ’ และหนึ่งในหัวหน้านักบวชจากลัทธิหมื่นวิญญาณจะออกมาประกาศเจตจำนงแห่งเทพด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
จากวาจาของนาง
ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นคือขุมกำลังลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งรุ่งเรืองหลังยุคอวสานเซียน ผู้นำเป็นมหาเซียนวิถีปีศาจซึ่งมิอาจคาดหยั่ง!
ในลัทธิหมื่นวิญญาณ ทุกผู้ที่รับตำแหน่งหัวหน้านักบวชได้จะต้องมีอำนาจในระดับราชันเซียน!
เทศกาลซึ่งลัทธิหมื่นวิญญาณจัดขึ้นในครานี้ มีการเชิญยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งในวิถีปีศาจแห่งแคว้นจิ่งเข้าร่วมด้วย
มีทั้งเซียนปีศาจขอบเขตสุญตาไปจนถึงราชันเซียนวิถีปีศาจเยี่ยงชิงเวย
“ลัทธิหมื่นวิญญาณนี้อาจไม่เป็นที่ลือนามในโลกหล้า น้อยคนนักจะเคยได้ยินชื่อ ทว่ารากฐานและความแข็งแกร่งของขุมกำลังลึกลับนี้ร้ายกาจอย่างยิ่ง”
ชิงเวยเอ่ย “กล่าวกันว่าในลัทธิหมื่นวิญญาณ แค่ยอดฝีมือในระดับราชันเซียนอย่างเดียวก็มีมากกว่าสิบตน อำนาจของพวกเขา ณ ยามนี้แพร่ขยายไปในโลกเซียนแทบครอบคลุมแล้วเจ้าค่ะ!”
“นับแต่สิ้นยุคอวสานเซียนมาหลายหมื่นปี ลัทธิหมื่นวิญญาณได้ทาบทามยอดฝีมือวิถีปีศาจเข้าร่วมกับตนได้มากเกินคณานับ ไร้ผู้ใดบอกได้ชัดเจนว่าลัทธิหมื่นวิญญาณทุกวันนี้แข็งแกร่งเพียงใด”
“สิ่งเดียวที่แน่ใจได้คือราว ๆ แปดพันปีก่อน ตัวตนระดับราชันเซียนวิถีปีศาจผู้หนึ่งถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดเพราะปฏิเสธเข้าร่วมลัทธิหมื่นวิญญาณเจ้าค่ะ!”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็มองใบหน้าจิ้มลิ้มชวนตะลึงของชิงเวย ก่อนจะกล่าวอย่างครุ่นคิด “ที่เจ้าตกลงเข้าร่วมเทศกาลของลัทธิหมื่นวิญญาณนี้ก็เพราะเป็นทางเลือกสุดท้ายด้วยหรือไม่?”
ชิงเวยส่ายหน้า “เบื้องหลังผู้น้อยมีหอน้อยสมปรารถนาอยู่ ลัทธิหมื่นวิญญาณมิกล้าก่อเรื่องสุ่มสี่สุ่มห้าเจ้าค่ะ ทว่า… พวกเขาก็เชิญผู้น้อยเข้าร่วมเทศกาลในครานี้โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่จริง ๆ”
ซูอี้ว่า “เจ้าหมายความเช่นไร?”
ชิงเวยกล่าวด้วยแววตาพิกล “บุตรสวรรค์ผู้หนึ่งของลัทธิหมื่นวิญญาณนาม ‘ฉงฉี’ นั้นอยาก… เอ่อ… แต่งงานเป็นคู่วิถีกับผู้น้อยมาตลอด…”
ทันใดนั้น นางก็ถูหว่างคิ้วราวจนปัญญา กล่าวว่า “แม้ฉงฉีผู้นั้นจะเป็นเพียงเซียนปีศาจขอบเขตสุญตา ทว่าฐานะของเขาในลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นสูงส่งยิ่ง และหัวหน้านักบวชระดับราชันเซียนบางคนที่นั่นก็ให้เกียรติคนผู้นี้อยู่สามส่วน”
ซูอี้ตะลึงไป ก่อนจะอดขำมิได้
เซียนปีศาจขอบเขตสุญตามีตำแหน่งเป็นบุตรสวรรค์ ทว่ากลับอยากแต่งงานกับราชันเซียนอย่างชิงเวย ความใจกล้าทะเยอทะยานนี้มิธรรมดาเลย!
ต้องทราบว่าตัวตนอย่างราชันเซียนนั้นนับเป็นตัวตนชั้นหนึ่งในวิถีเซียนทั่วสี่สิบเก้าทวีปแห่งโลกเซียนแล้ว เพียงพอจะเป็นหนึ่งยืนยง เกินเซียนใด ๆ จะเทียบเคียง!
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็กล่าวว่า “หรือคนผู้นี้คิดจะรังแกกันแล้วบังคับให้เจ้าต้องจำยอม?”
ชิงเวยกล่าวเสียงเบา “เป็นไปได้เจ้าค่ะ จะไม่น่าประหลาดใจเลยหากฉงฉีจะพูดเรื่องนี้อีกในงานเทศกาลของลัทธิหมื่นวิญญาณ”
นางถอนหายใจเบา ๆ และกล่าวว่า “ข้าปฏิเสธเขาไปหลายหนแล้ว แต่ฉงฉีผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามิคิดเลิกรา หากไม่ใช่เพราะผู้น้อยไม่อยากแตกหักเป็นศัตรูกับลัทธิหมื่นวิญญาณ คงฆ่าไอ้สารเลวหน้าด้านนี่ไปเนิ่นนาน!”
กล่าวถึงตรงนี้ นัยน์ตางดงามทรงเสน่ห์ของนางก็ฉายแววเย็นยะเยือก
มิต้องสงสัยเลยว่าชิงเวยรังเกียจและเหนื่อยเต็มทีกับบุตรสวรรค์ฉงฉีจากลัทธิหมื่นวิญญาณผู้นี้
ซูอี้งุนงง “ด้วยรากฐานและอำนาจของหอน้อยสมปรารถนา เจ้ามิน่าต้องใส่ใจแม้ต้องล่วงเกินลัทธิหมื่นวิญญาณนี่?”
ชิงเวยส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงทึ่มทื่อ “ใต้เท้าจอมราชันยังไม่รู้บางอย่างเจ้าค่ะ หอน้อยสมปรารถนาในทุกวันนี้ตกต่ำกว่าก่อนเกิดยุคอวสานเซียนมาก”
“เหตุผลเป็นเพราะใต้เท้า ‘จักรพรรดิปีศาจหรูอี้’ ได้หายตัวไป ไร้ข่าวคราวจวบยามนี้เจ้าค่ะ”
“และ ‘มหาเซียนหลิวอวิ๋น’ ผู้ซึ่งยามนี้รับผิดชอบเรื่องราวภาพรวมทั้งหมดก็เริ่มเก็บตัวฝึกฝนตั้งแต่สามพันปีก่อน แม้อำนาจหอน้อยสมปรารถนาจะยังกระจายอยู่ทั่วโลกหล้า ทว่ายามนี้มันก็ถือได้ว่าเป็นเพียงเม็ดทรายกระจายมั่ว แต่ละส่วนต่างบริหารแยกกันเจ้าค่ะ”
“ในระหว่างที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นกำลังเก็บตัว ผู้น้อยมิอยากสร้างปัญหา เพิ่มศัตรูร้ายแก่หอน้อยสมปรารถนา ข้าจึงอดทนกับเรื่องของฉงฉีมาตลอด มิได้ฉีกหน้ากันตรง ๆ”
แล้วซูอี้จึงเข้าใจ
กล่าวคือ หอน้อยสมปรารถนาทุกวันนี้เป็นเช่นมังกรไร้หัว!
และชิงเวยในฐานะผู้นำหอน้อยสมปรารถนาทั้งสิบสองสาขาในแคว้นจิ่งจะคิดการอย่างรอบคอบเกี่ยวกับลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นก็เป็นเรื่องเข้าใจได้
ทว่าเข้าใจก็คือเข้าใจ แต่ซูอี้มิได้เห็นด้วยกับวิธีการของชิงเวยแต่อย่างใด
หากยอมทนประนีประนอมแต่แรก ผลที่ได้จะกลับกัน มันจะทำให้ศัตรูเห็นสัจธรรมและได้คืบเอาศอก เอาเปรียบกันซ้ำ ๆ!
สิ่งที่ควรทำโดยแท้จริงคือ ‘ต่อยให้หงายในหมัดเดียว ด้วยกังวลจะโดนเสียเองร้อยหมัด!’
ยิ่งศัตรูแข็งแกร่ง อีกฝ่ายยิ่งหวาดกลัวจะก่อเรื่อง!
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็เอ่ยถาม “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณต้องการถ่ายทอดเจตจำนงเทพใดยามจัดเทศกาลในครานี้?”
ชิงเวยว่า “ไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ แต่เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยได้ยินฉงฉีพูดว่าเจตจำนงแห่งเทพนั้นน่าจะเกี่ยวกับการตามหาคน”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “เวลาและสถานที่จัดเทศกาลอยู่หนใด?”
ชิงเวยตอบ “อีกสิบวันให้หลัง ที่ตลาดมังกรดำเจ้าค่ะ”
ตลาดมังกรดำ!
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ “ตลาดมังกรดำยังอยู่หรือ?”
ตลาดมังกรดำเป็นตลาดมืดอันลือนามในโลกเซียน เจ้าของตลาดมืดนั้นเป็นมังกรดำเลือดบริสุทธิ์ตนหนึ่ง!
เขาเป็นที่รู้จักในนาม ‘ราชันวิถีมังกรดำ’
ในตลาดมังกรดำมีสมบัติเซียนอันยากพบพานในโลกหล้าขายอยู่ รวมไปถึงข่าวคราวที่ถูกมองว่าเป็น ‘ความลับ’ ในโลกภายนอกด้วย!
นอกจากนั้นยังมีผู้เหี้ยมโหดมากมายที่มาใช้ตลาดมังกรดำเป็นแหล่งปล่อยของโจรหลังปล้นฆ่าผู้คนมา
เนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง ตลาดมังกรดำนั้นยืนยงแสนนาน เป็นที่รู้จักร่วมกับ ‘ถนนเสนาะจินดา’ และ ‘นครเซียนเรืองดารา’ ในฐานะสามตลาดมืดหลักในโลกเซียน
โดยภาพรวม สถานที่ปักหลักของเหล่าผู้ฝึกตนปีศาจในโลกหล้านั้นก็คือตลาดมังกรดำ
แน่นอน ผู้ที่ไปยังตลาดมังกรดำนั้นมิใช่ว่าจะเป็นตัวตนวิถีเซียนใด ๆ ก็ได้
ชิงเวยกล่าวว่า “เรียนใต้เท้าจอมราชัน ตลาดมังกรดำยังอยู่จริง ๆ เจ้าค่ะ แต่กล่าวกันว่าเจ้าของตลาดมังกรดำมิใช่ราชันวิถีมังกรดำผู้โด่งดังใน ‘ความโลภต่อเงินตรา’ อีกต่อไปแล้ว”
เขาเองก็มีสมบัติที่มิได้ใช้อยู่จำนวนมาก จะเอาไปขายยามนั้นก็ได้
นอกจากนั้น ตลาดมังกรดำยังมีสมบัติแปลก ๆ ซึ่งมิอาจพานพบในโลกภายนอกวางขายอยู่มากมาย
ซูอี้เองก็อยากถือโอกาสนี้รวบรวมโอสถเซียนและวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์บางอย่างด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ในตลาดมังกรดำมี ‘ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม’ ‘ป่าศิลาก่อวิถี’ และ ‘สระบังเกิดมังกร’ อันแทบจะมิอาจเห็นได้ในโลกภายนอกอยู่!
นี่คือสิ่งที่โน้มน้าวใจซูอี้ที่สุด
ชิงเวยกล่าวอย่างดูประหลาดใจ “เป็นเกียรติที่ผู้น้อยจะได้ใต้เท้าจอมราชันร่วมทางเจ้าค่ะ!”
นางตบอกของนางเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าผ่อนคลายโล่งใจ
ทว่าการกระทำอันละเอียดอ่อนนี้ทำให้ดวงตาของซูอี้สั่นสะท้านเล็กน้อย ตระหนักได้ว่า ‘ลูกคลื่น’ นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
หลังสงบสติได้ ซูอี้ก็กล่าวว่า “ถึงยามนั้น เราจะไปตลาดมังกรดำกันล่วงหน้า”
“เจ้าค่ะ”
ชิงเวยตอบตกลงโดยมิคิด
นัยน์ตางดงามทรงเสน่ห์เรืองประกายแสนยินดี
หลังหารือเรื่องนี้เสร็จสิ้น ซูอี้ก็ลุกขึ้นกล่าวทันที “ก่อนจะไป ข้าจะอยู่พักผ่อนในหอน้อยสมปรารถนาก่อน ให้เจ้าหาที่พักให้ข้าแล้วกันนะ”
ชิงเวยว่า “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ให้ผู้น้อยจัดการเถิดเจ้าค่ะ”
ซูอี้พยักหน้าแล้วเดินออกไปนอกโถง
“ใต้เท้าจอมราชันจะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
ชิงเวยอดกล่าวมิได้ “ต้องการให้ผู้น้อยติดตามไปหรือไม่?”
“มิต้องหรอก”
ซูอี้ตอบโดยไม่ได้หันกลับมา
เมื่อวานซืนผ่านมา เขาเคยส่งสูตรโอสถหนึ่งให้หอบุหลันนภาไปประมูล และคืนนี้คือคืนเริ่มการประมูล
แม้ซูอี้จะไม่ต้องการโอสถเซียนเหล่านั้นอีกต่อไป แต่ในเมื่อพวกเขาจะประมูลกัน เขาก็จะมิผิดวาจา
วาจานั้นต้องรักษาให้มั่น เป็นหลักการที่ซูอี้ถือไว้เสมอมา
กลางดึก
หอบุหลันนภา
เมื่อซูอี้มาถึง งานประมูลก็จบลงแล้ว
“สหายเต๋า กล่าวกับเจ้าตามตรง การประมูลวันนี้กล่าวได้ว่าไร้หวัง”
ชายชราชุดเทาซึ่งออกมาต้อนรับซูอี้ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะเชิญซูอี้เข้าห้องส่วนตัว
ในหอบุหลันนภา ชายชราชุดเทาเป็นที่รู้จักในนาม ‘ปรมาจารย์ฉู่’ และเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถระดับผู้นำในนครเซียนเทียนติ่ง
หลังซูอี้นั่งลงแล้ว เขาก็ถามว่า “หมายความว่าสูตรโอสถวิถีเซียนนั้นยังขายมิออกหรือ?”
“ถูกต้อง”
ปรมาจารย์ฉู่ถอนใจ “เรื่องแปลกเรื่องเดียวคือวันนี้ในนครเซียนเทียนติ่งเกิดหายนะขึ้น และเจ็ดขุมกำลังเซียนซึ่งเดิมรับปากจะเข้าร่วมประมูล รวมถึงผู้ทรงอำนาจคนอื่น ๆ ไม่ได้มา ทำให้การประมูลวันนี้แทบจะต้องปิดลงทันทีที่เปิด”
ซูอี้ “…”
ปรากฏว่ามันได้รับผลกระทบจากชุมนุมเซียนเจ็ดดารา!
ทว่าซูอี้จะบอกว่าผิดหวังก็มิได้ เขามีโอสถเซียนไม่ขาดมือ และขณะที่เขากำลังจะจากไปนั้นเอง
ทันใดนั้น ผู้ทรงอำนาจกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาในห้อง
หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนในชุดสีม่วง เขากุมกำปั้นกล่าว “สหายเต๋า หอบุหลันนภาเราอยากซื้อสูตรโอสถเซียนนี้!”
กล่าวจบ เขาก็นำถุงสัมภาระออกมาถุงหนึ่ง “ในถุงนี้มีโอสถเซียนสิบแปดชนิดและศิลาเซียนหมื่นชิ้น ขอสหายเต๋ารับไว้อย่างสบายใจด้วย!”
ซูอี้ไม่ได้รับมันมา เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “แค่นั้นหรือ?”
ปรมาจารย์ฉู่ตะลึงไปชั่วขณะ สีหน้าของเขาอึดอัด กระอักไอแห้ง ๆ “พี่หลี่ ราคาเช่นนี้…”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงโบกมือขัดวาจา กล่าวด้วยรอยยิ้ม “วิถีแห่งการซื้อขาย นอกจากราคาแล้วยังมีความบริสุทธิ์ใจเข้ามาเกี่ยวพัน โอสถเซียนและศิลาเซียนเหล่านี้คือความบริสุทธิ์ใจของหอบุหลันนภา!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวกับซูอี้ “ข้าหวังว่าสหายเต๋าจะยอมรับความบริสุทธิ์ใจ และเติมเต็มคำขอของเรา หอบุหลันนภาด้วย”
เขากล่าวเน้นคำว่า ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ เป็นพิเศษ
ทว่าขอเพียงไม่โง่ ก็ประจักษ์ได้ทั้งสิ้นว่า ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ที่ว่านี้เจือการกดดันและข่มขู่!
………………..