บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1550: เหตุนองเลือดจากสูตรโอสถ
ตอนที่ 1550: เหตุนองเลือดจากสูตรโอสถ
ซูอี้หัวเราะออกมา
เขาเองย่อมเห็นได้ชัดแล้วว่าชายวัยกลางคนชุดม่วงผู้นี้อยากบังคับการซื้อขาย อยากได้สูตรโอสถอันล้ำค่าหายากในราคาต่ำที่สุด!
“ความบริสุทธิ์ใจนี้ยังไม่เพียงพอ”
ซูอี้กล่าวอย่างสุขุม
“ยังไม่พอหรือ?”
ดวงตาของชายวัยกลางคนชุดม่วงวูบไหว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น โอสถเซียนเก้าชนิดกับศิลาเซียนห้าพันชิ้น! พอหรือไม่?”
ก่อนหน้านี้เขาใช้โอสถเซียนสิบแปดชนิด ศิลาเซียนหมื่นชิ้น
มันถูกหักไปครึ่งหนึ่งในพริบตา!
ทว่าขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนชุดม่วงนั้นยังคงยิ้มเหมือนมีคุณธรรม
สีหน้าของปรมาจารย์ฉู่ดำคล้ำ เขากำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็หยุดเขา ลากไปห่าง ๆ ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยว
สิ่งนี้ทำให้ปรมาจารย์ฉู่ตะโกนอย่างโกรธเคือง “หากเจ้าทำเช่นนี้ มันก็เท่ากับพังป้ายร้านหอบุหลันนภาเองนะ!”
ซูอี้ยืนนิ่งสงบ กล่าวต่อ “ไม่พอ”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงขมวดคิ้ว
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศในห้องก็เงียบสงัด
ผู้ทรงอำนาจในห้องอดเผยสีหน้าเสียดายมิได้
บางผู้กล่าวเสียงเย็น “พ่อหนุ่ม ชาวบ้านแต่เดิมไร้ความผิด ทว่าเพราะครองหยกงามจึงมีความผิด เจ้าต้องชั่งน้ำหนักแล้วว่าสูตรโอสถกับชีวิต สิ่งใดสำคัญกว่ากัน!”
อีกผู้กล่าวขึ้น “คนอื่น ๆ ไม่ใจป้ำยอมจ่ายหนักเช่นเราเพื่อสูตรโอสถหรอกนะ”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงแย้มยิ้มกล่าว “ก็ได้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของเรา เช่นนั้นก็โอสถเซียนหนึ่งชิ้น ศิลาเซียนอีกพันชิ้น!”
จู่ ๆ ก็หั่นราคาไปเกินครึ่ง!
ทว่าซูอี้อดกล่าวขึ้นมิได้ “ข้าเห็นแล้วว่าพวกเจ้ายังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในชุมนุมเซียนเจ็ดดารา และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ข้าก็ขอแนะนำพวกเจ้าว่าผู้คนนั้นตายเพราะทรัพย์สิน วิหคตายเพื่ออาหาร”
กล่าวจบ เขาก็หันเดินออกไปนอกห้อง
คนทุกผู้ตะลึงงัน ไม่คาดว่าถึงยามนี้ ชายหนุ่มผู้นี้จะยังคงไร้ความกลัว
“พ่อหนุ่ม อย่าเพิ่งใจร้อน ดูก่อนเถิดว่าความบริสุทธิ์ใจของข้าผู้นี้พอหรือไม่”
ที่ทางเข้าห้อง ร่างผอมร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้น เขาสวมชุดจีน สวมมงกุฎบนศีรษะ ใบหน้าเฒ่าชรา ร่างเปี่ยมด้วยแรงกดดันวิถีเซียน!
เซียนผู้หนึ่ง!
เมื่อพบคนผู้นี้ ปรมาจารย์ฉู่ก็อุทาน “ผู้อาวุโสจั๋วฝู่! ท่านเองก็จะทำเช่นนั้นด้วยหรือ?”
ผู้มาในครานี้คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังหอบุหลันนภา!
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้เชี่ยวชาญวิถีโอสถผู้หนึ่ง และขณะเดียวกัน จั๋วฝู่ก็ถือตำแหน่งผู้ดูแลใน ‘สมาพันธ์วิถีโอสถ’ แห่งโลกเซียน
และสมาพันธ์วิถีโอสถนั้นเป็นที่เลื่องลือในฐานะสุขาวดีแห่งนักหลอมโอสถในโลกเซียน ตัวตนผู้มีคุณสมบัติได้เข้าร่วมสมาพันธ์วิถีโอสถทุกผู้นั้นล้วนแต่เป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถชั้นหนึ่งในโลกหล้า
จั๋วฝู่เมินปรมาจารย์ฉู่ไปแล้วดีดนิ้ว
ศิลาเซียนชิ้นหนึ่งกลิ้งไปบนพื้นตรงหน้าซูอี้
“นี่แหละความบริสุทธิ์ใจของข้า”
จั๋วฝู่เชิดหน้าน้อย ๆ กล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย “หากเจ้าตกลง ทุกผู้ก็ยินดี หาไม่ เกรงว่าแม้แต่ศิลาเซียนชิ้นนี้ เจ้าก็เอาไปไม่ได้”
การกระทำเช่นนี้เหยียดหยามกันอย่างยิ่ง
แววตาทุกผู้ดูพิกล อดหัวเราะมิได้
ชายวัยกลางคนในชุดม่วงรำพึง “ไฉนต้องยุ่งยากด้วย ก่อนหน้านี้ สิบแปดโอสถเซียนและหมื่นศิลาเซียนก็เยอะแล้วแท้ ๆ แต่เจ้ากลับโลภมาก ปฏิเสธมิรับมัน”
ซูอี้มองไปยังศิลาเซียนที่อยู่แทบเท้า รำพึงเบา ๆ “ทั้งหมดนี้ข้าผิดเอง ข้ามิคาดเลยว่าพวกเจ้าจากหอบุหลันนภาจะโง่กันเพียงนี้”
ด้วยวาจานั้น สีหน้าคนทุกผู้ก็ดำคล้ำ ใครเล่าจะไม่เห็นว่าซูอี้ตั้งใจจะตายยามเผชิญเซียนเช่นจั๋วฝู่?
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างรีบร้อน “ใต้เท้า ข่าวออกมาแล้วขอรับ! หายนะเข่นฆ่าในชุมนุมเซียนเจ็ดดารานั้นล้วนเป็นฝีมือ…”
พร้อมกันนั้น บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งก็รีบร้อนเข้ามาในห้อง
ทว่าเมื่อเขาเห็นซูอี้ เสียงของบ่าวเฒ่าก็หยุดลงกะทันหัน ดวงตาของเขาเบิกโพลง ร้องเสียงหลง “จะ เจ้า… ไฉนถึง!?”
ตุ้บ!
เขาตื่นตระหนกเสียจนล้มลงไปตัวสั่นงันงกกับพื้น
คนทุกผู้ผงะไป ตระหนักแล้วว่าบางอย่างผิดพลาด
ขณะนี้ ซูอี้คว้ามือ ศิลาเซียนบนพื้นปรากฏขึ้นในมือเขา กล่าวกับตนเองว่า “ถึงกาลอวสานแล้ว”
ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ก้าวออกมาประทับฝ่ามือที่หว่างคิ้วของจั๋วฝู่
กร๊อบ!
ศิลาเซียนชิ้นนั้นฝังแน่นที่หว่างคิ้วจั๋วฝู่ โลหิตรินไหลเป็นสาย
ดวงตาของเขาเบิกโพลง สีหน้าเปี่ยมด้วยความตกตะลึง
จากนั้น เขาก็ล้มตึงลงไปสิ้นชีพกับพื้น
คนทุกผู้ล้วนตะลึงตกใจ
จั๋วฝู่เป็นเซียนขอบเขตจักรวาล!
ทว่ากลับถูกสังหารอย่างง่ายดาย มิทันตั้งตัวด้วยซ้ำ!
ศิลาเซียนก้อนนั้นฝังลึกอาบเลือดกลางหว่างคิ้ว ดูประชดประชันแสนเด่นชัด
ซูอี้ปรบมือ สายตากวาดมองไปยังพวกชายวัยกลางคนชุดม่วง “ข้าไม่คิดเลยว่าสูตรยาเดียวจะก่อหายนะเช่นนี้ได้ ขออภัยอย่างจริงแท้”
ชายวัยกลางคนในชุดม่วงตื่นตระหนกและเมื่อได้ยินเช่นนี้ ร่างของเขาก็สั่นเทิ้ม ขณะที่เขากำลังจะพูดบางอย่างนั้นเอง
ด้วยหนึ่งโบกแขนเสื้อของซูอี้
เพียงหนึ่งชั่วดีดนิ้ว เหล่าผู้ทรงอำนาจแห่งหอบุหลันนภาต่างตายตกเยี่ยงผักหญ้าไม่เหลือรอด
มีเพียงปรมาจารย์ฉู่และบ่าวเฒ่าที่คุกเข่าอยู่เท่านั้นที่ตะลึงตัวสั่น
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะเคลื่อนกายจากไป
ครู่ต่อมา บ่าวเฒ่าหอบหายใจรัวเร็ว เหงื่อกาฬร่วงหล่นเยี่ยงพิรุณโปรย
ปรมาจารย์ฉู่อดก้าวเข้ามาถามไม่ได้ “เจ้ารู้ตัวตนของบุคคลเมื่อครู่หรือ?”
ดวงตาของบ่าวเฒ่าเปี่ยมความหวาดกลัว “เขา… เขาคือซูอี้ ตัวตนปริศนาที่ทำให้ราชันเซียนยกย่องเป็น ‘ใต้เท้า’ ในชุมนุมเซียนเจ็ดดาราวันนี้ขอรับ”
ตู้ม!
ปรมาจารย์ฉู่ตะลึงงันราวถูกอสนีบาต
ที่แท้ก็เป็นเขา!
หากรู้เรื่องทั้งหมดนี้ก่อน มีหรือผู้อาวุโสจั๋วฝู่จะกล้าทำเช่นนี้!?
“คนตายเพราะทรัพย์สิน วิหคตายเพื่ออาหาร แม้จะเป็นสุภาษิต มันก็เป็นสัจธรรมอมตะแต่โบราณกาล…”
ปรมาจารย์ฉู่พึมพำอย่างใจลอย
สำหรับซูอี้ นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หาได้สนใจไม่
หลังกลับถึงหอน้อยสมปรารถนา เขาก็ตัดสินใจเก็บตัวสองสามวันเพื่อเยียวยาบาดแผล คืนการฝึกฝนสู่สมบูรณ์พร้อม!
“ใต้เท้าจอมราชัน นี่คือที่พำนักของผู้น้อย ถือได้ว่าเป็นที่อันสงบเงียบสูงสุดของหอน้อยสมปรารถนาแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นที่พอใจหรือไม่เจ้าคะ?”
ชิงเวยจัดที่อยู่ให้ซูอี้แล้ว
เป็นกระท่อมอันสง่างามเงียบสงบ มีกลิ่นอายโบราณดึงดูดใจ
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ “ไม่เลว”
เขาสัมผัสได้ว่าที่นี่มีปราณเซียนบริสุทธิ์อยู่ในอากาศ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่นี่ถูกปกคลุมโดยค่ายกลรวมวิญญาณอันมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตัวตนวิถีเซียน!
ชิงเวยก้มหน้า กัดริมฝีปากชุ่มชื้นสีแดงของนาง และกล่าวเสียงเบาราวกับยุงบิน “ผู้น้อยเตรียมน้ำร้อนไว้แล้ว หากใต้เท้าจอมราชันไม่ถือสา ผู้น้อยยินดีรับใช้ อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เจ้าค่ะ”
ซูอี้ “…”
พูดมาเช่นนี้ ใครเล่าจะทนไหว?
“เจ้าไม่ต้องหรอก”
ซูอี้ปฏิเสธ
ชิงเวยดูไม่ประหลาดใจ ดวงตาของนางเรืองประกาย กล่าวเสียงเบาว่า “เช่นนั้น ใต้เท้าจอมราชันพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากมีความต้องการใด โปรดออกคำสั่งมา ผู้น้อยพร้อมรับใช้ใต้เท้าจอมราชันทุกเมื่อเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็หันหลังกลับไป
แม้ว่าอาภรณ์ที่นางสวมใส่จะเรียบง่ายไร้สิ่งตกแต่งเพียงไร มันก็มิอาจซุกซ่อนเสน่ห์ล้นเหลือเกินเทียมทานของนางได้
ซูอี้เงียบอยู่สักพัก กดหัวหอกลงอย่างไร้ร่องรอย ก่อนจะถอนหายใจยาวเพื่อปลดเปลื้องความว้าวุ่น
มันดูเหมือนว่า…
เขาจะไม่ได้ฝึกฝนคู่มานานแล้ว…
เช้าถัดมา
อาหลีมาเยี่ยมเยือน สาวน้อยดูจะตระหนักแล้วว่าไม่นานต้องแยกกับซูอี้ นางจึงอยากอยู่กับซูอี้มากกว่านี้ในช่วงเวลาอันจำกัด
เมื่อซูอี้เห็นถึงเจตนานี้ เขาก็แย้มยิ้มมิถือสา
ศักยภาพของอาหลีนั้นดาษดื่นเหมือนเช่นต้นหญ้าอันขึ้นทั่วไปในป่า ทว่าอุปนิสัยของนางหัวแข็งดื้อรั้น
ซูอี้เฝ้ารอจะได้เห็นว่าสาวน้อยผู้มีภูมิหลังและศักยภาพดาษดื่นนี้จะเดินทางบนวิถีไปได้ไกลเพียงใดในภายหน้า
นอกจากนั้น ซูอี้ยังมีความรู้สึกอื่นต่ออาหลีด้วย
ยามเขาตกต่ำถึงขีดสุด เขาพบสาวน้อยผู้เป็นใบ้ และแม้ยามนั้นเขาจะโชกเลือด เต็มไปด้วยบาดแผล สาวน้อยก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือดูแล หาสนใจไม่
จริงอยู่ที่สาวน้อยมีภูมิหลังต้อยต่ำ และศักยภาพฝึกฝนก็แสนธรรมดาเยี่ยงต้นหญ้า แต่แล้วเช่นไร?
เมื่อมีเขาอยู่ ในภายหน้าเขาจะทำให้สาวน้อยได้เป็นเช่นหงส์เพลิงระเริงไฟ เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน กู่ก้องเหนือเก้าชั้นฟ้า!
ช่วงกาลสองสามวันต่อจากนั้น อาหลีก็จะมาเยี่ยมเยือน ถามไถ่ซูอี้เกี่ยวกับการฝึกฝนและความสงสัยต่าง ๆ ทุกเช้าเย็น
ซูอี้นั้นใจเย็นอย่างยิ่ง และเมื่อพร่ำสอน เขาก็ยิ่งตั้งใจสอน ถ่ายทอดความรู้อย่างระมัดระวัง
ทั้งหมดนี้ ชิงเวยเห็นมากับตา และค่อนข้างประทับใจในตัวอีกฝ่าย
หนึ่งคือผู้ซึ่งเคยอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบแห่งโลกเซียน หนึ่งคนหนึ่งดาบล่าสังหารจนไร้ผู้ใดในโลกหล้ากล้าลบหลู่
หนึ่งคือสาวน้อยชาวบ้าน ต้อยต่ำดุจต้นหญ้า
นี่ดูเหมือนบุคคลคนละโลก ทว่ากลับเข้ากันได้ดีอย่างไร้พรมแดน
ช่างน่าเหลือเชื่อ
มันยังทำให้ชิงเวยตระหนักด้วยว่าสาวน้อยอาหลีมีตำแหน่งอันไม่อาจแทนที่ในหัวใจของใต้เท้าจอมราชันแล้ว
สิ่งนี้ทำให้นางริษยาอย่างอดมิได้
เจ็ดวันผันผ่าน
การฝึกฝนของซูอี้ฟื้นคืนโดยสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเขาแทบต้องเริ่มใหม่หลังการพังทลาย ปรากฏว่าร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่ายามใด!
“คมดาบถูกลับ แม้ประสบการณ์นี้จะทำให้ข้าบาดเจ็บแทบสิ้นสลาย มันก็ยังทำให้การฝึกฝนของข้าพัฒนาแปรเปลี่ยนเยี่ยงเกิดใหม่!”
ซูอี้พึมพำในใจ
เมื่อคืนอำนาจสู่สูงสุด หัวใจของเขาก็มิได้ยินดียินร้ายหรือตกใจ
มีเพียงความนิ่งสงบเยี่ยงวารี
น้ำนิ่งไหลลึก!
ค่ำคืนย่างก้าว ตะวันอัสดงแดงก่ำเยี่ยงเปลวเพลิง
“แม่หนู ถึงกาลที่ข้าต้องไปแล้ว”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องแยกจาก แต่เมื่อกาลนั้นมาถึงโดยแท้จริง อาหลีก็ยังอดรู้สึกอิดออดมิได้ ดวงตาของนางแดงฉาน น้ำตาคลอหน่วย
สาวน้อยสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “พี่ซู ครั้งหนึ่งพี่เคยบอกข้าว่าต้องมองการณ์ให้ไกล และสำหรับผู้ฝึกตนเช่นข้า ขอเพียงไม่ใช่การแยกจากด้วยความตาย รู้สึกแย่ไปก็เท่านั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าน้อยที่เจือความงามเพียงเล็กน้อยของนางก็เค้นรอยยิ้มออกมา
“พี่ซู รักษาตัวด้วย! ข้าจะจดจำสิ่งที่พี่บอกข้า และตั้งใจฝึกฝนบนวิถี!”
ซูอี้แย้มยิ้ม ลูบศีรษะน้อย ๆ ของนางและกล่าวว่า “ข้าจะรอวันที่นามของเจ้าลือลั่นทั่วนภา!”
กล่าวจบ เขาก็ไพล่มือไว้เบื้องหลัง ก่อนจะหันจากไป
แสงตะวันอัสดงสะท้อนบนร่างสูงใหญ่ของเขา สะท้องเงายาวลงบนพื้น
อาหลีโบกมือไหว ๆ
ไม่ห่างไปนัก อาหนิงเองก็มองอยู่อย่างเงียบงัน
วันเดียวกันนั้น ซูอี้และชิงเวยก็ออกเดินทางสู่ตลาดมังกรดำ!
………………..