บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1551: ตลาดมังกรดำ
ตอนที่ 1551: ตลาดมังกรดำ
ตลาดมังกรดำ
หนึ่งในสามตลาดมืดหลักในโลกเซียน
จากคำร่ำลือ ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ในโลกใบน้อย เป็นเอกเทศจากโลกเซียน
มีสองทางที่จะเข้าไป
หนึ่งคือติดตามไปกับคนเก่าก่อนผู้เคยมายังตลาดมังกรดำ
อีกหนึ่งคือซื้อป้ายสัญลักษณ์มังกรดำผ่านช่องทางลับเพื่อหาพิกัดมิติไปยังตลาดมังกรดำ
ซูอี้และชิงเวยย่อมมิต้องการสิ่งเหล่านี้
ดวงตะวันกลมโตสีเลือดลอยเด่นเหนือท้องนภา สาดแสงประหลาดสีเลือด
แถวอาคารโบราณเรียงรายสองข้างถนนสายยาวสุดตา
ยามนี้ ถนนซอกซอยต่าง ๆ ค่อนข้างครึกครื้น ร้านรวงเปิดขึ้นทุกแห่งหน และคนมากมายก็ตั้งแผงลอย
ทว่าหากมองดี ๆ ก็พบได้ไม่ยากว่าทุกผู้บนถนนล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตน และผู้ก้าวสู่วิถีเซียนก็มีให้เห็นทุกแห่งหน!
แน่นอนว่ายังมีผู้ที่การฝึกฝนต่ำอยู่ด้วย แต่รอบกายคนเหล่านั้นก็จะมีผู้อาวุโสผู้แข็งแกร่งติดตามมาด้วย
“ลือกันว่าถนนมังกรสายยาวนี้สร้างขึ้นบนโครงกระดูกมังกรโดยแท้จริง มิทราบว่าจริงหรือไม่”
ชิงเวยกระซิบ
นางสวมชุดคลุมยาวเรียบ ๆ ขมวดผมเป็นมวย เอวบางคลุมทับด้วยผ้าคลุม หมวกปีกกว้างปกปิดใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ของนางเป็นส่วนใหญ่ เผยเพียงริมฝีปากสีกุหลาบและคางขาวกระจ่าง
“เป็นเรื่องจริง โครงกระดูกมังกรนั้นมาจากทะเลบูรพาจากแคว้นอิ๋ง ซึ่งเป็นถิ่นของวังมังกรทะเลบูรพาเมื่อนานมาแล้ว”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “ทว่าวังมังกรทะเลบูรพาได้สลายหายไปท่ามกลางธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์ เป็นตำนานไปนานแล้วล่ะ”
เขายังคงสวมชุดเขียวสะอาดสะอ้านไร้มลทินเช่นกาลก่อน
“เป็นเรื่องจริง…”
“ดูดวงตะวันสีเลือดบนหัวเราสิ”
ซูอี้กล่าว “ที่จริงแล้วมันเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง สร้างขึ้นจากเนตรมังกร มีนามว่า ‘มุกมังกรแขวนนภา’”
“สมบัติชิ้นนี้แขวนไว้เหนือตลาดมังกรดำ และเมื่อเกิดหายนะต่อเสถียรภาพของตลาดมังกรดำขึ้น มันจะถูกมุกมังกรแขวนนภาตรวจจับได้ และองครักษ์มังกรดำผู้พิทักษ์ตลาดมังกรดำก็จะทุ่มสุดตัวเพื่อคลี่คลายวิกฤตินั้น”
ชิงเวยอดอุทานมิได้ “ที่นี่ควรค่าเป็นหนึ่งในสามตลาดมืดหลักโลกเซียนจริง ๆ”
“แม้จะมีมุกมังกรแขวนนภาตรวจตราอยู่ แต่ที่นี่ก็หาใช่สถานที่สงบสุขไม่”
ซูอี้ว่า “ตัวตนผู้มาใหม่ไม่รู้ความมักจะถูกหลอก กระทั่งเสียชีวิตอย่างงุนงงเป็นประจำ”
ชิงเวยอดกล่าวไม่ได้ “กาลก่อน ราชันวิถีมังกรดำมิได้สนใจเลยหรือเจ้าคะ?”
ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ “ไฉนต้องสนใจเล่า? นี่คือตลาดมืดนะ ขอเพียงกฎมิถูกฝ่าฝืน ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น มังกรเฒ่านั้นก็จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสมอ”
“ทว่าเรื่องเหล่านี้เป็นกฎในอดีต เจ้าบอกนี่ว่ามังกรเฒ่านั้นหายไปนานแล้ว เจ้าของตลาดมังกรดำก็กลายเป็นใครไม่รู้”
ทันทีที่เขากล่าวถึงตรงนี้ หนึ่งเสียงก็เสสรวล
“สหายเต๋าทั้งสองช่างสุภาพ มิทราบว่าครานี้ท่านทั้งสองมาที่นี่ ต้องการไปที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่?”
พร้อมกันนั้น ชายชราชุดขาวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาคำนับ
ซูอี้เหลือบมองคนผู้นี้และกล่าวว่า “เจ้าดูสิ ตาเฒ่าผู้นี้เป็นผู้นำงูพิษของตลาดมังกรดำ เขาดูจะเป็นพวกรักสันติ ทว่าแท้จริงเป็นเฒ่าชั่วผู้กินคนมิคายกระดูก หากให้เขาหยั่งรายละเอียดเจ้าได้ เขาก็จะทำเรื่องสกปรกได้สารพัด”
วาจาเหล่านี้แทบจะเป็นการชี้หน้าด่าชายชราชุดขาวอย่างมิปิดบัง
ชิงเวยผงะไปแล้วครุ่นคิด
สีหน้าของชายชราชุดขาวเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง “เกรงว่าท่านจะเข้าใจผิดแล้ว ตาเฒ่าผู้นี้เป็นเพียงผู้ต่ำต้อยในตลาดมังกรดำนี้เท่านั้น…”
มิรีรอให้เขาพูดจบ ซูอี้ก็กล่าวขัดเบา ๆ “ในสามอึดใจ ไสหัวไปจากสายตาข้าเดี๋ยวนี้ หาไม่ ข้าก็มิขัดหากจะช่วยโลกสังหารมารผดุงธรรม ล้างแค้นให้ผู้ที่เจ้าฆ่าไป”
“เจ้า…”
ชายชราชุดขาวเดือดดาล ใบหน้าเฒ่าชราบูดบึ้ง
ณ ส่วนลึกในดวงตางดงามทรงเสน่ห์ของชิงเวยปรากฏความเย็นยะเยือก
ยามนี้ ชายชราชุดขาวดูราวกระต่ายตื่นเกาทัณฑ์ หันหลังเผ่นหนีหายวับไปราวฝุ่นควัน
มีเสียงหัวเราะลั่นออกมาจากบนถนนใกล้เคียง
เห็นได้ชัดว่านี่มิใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองมายังตลาดมังกรดำ
“น่าสนใจเอาการเลยนะเนี่ย แขกผู้มายังตลาดมังกรดำช่วงนี้ทรงพลังขึ้นทุกขณะ”
“มิใช่ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังจะจัดเทศกาลขึ้นในตลาดมังกรดำหรือ บางทีเหตุนี้อาจดึงดูดตัวตนสูงส่งบางผู้ในโลกเซียนมาก็ได้”
…เสียงกระซิบดังขึ้นบนถนน
ชิงเวยจึงตระหนักว่าเทศกาลที่ลัทธิหมื่นวิญญาณจะจัดขึ้นนั้นแพร่ไปทั่วตลาดมังกรดำแล้ว
“ในเมื่อลัทธิหมื่นวิญญาณเลือกจะจัดเทศกาลขึ้นที่นี่ มันต้องมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับเจ้าของตลาดมังกรดำนี้เป็นแน่แท้”
ซูอี้ครุ่นคิด
เขาเดินไปหาคนขายของแผงลอยบนถนนและถามว่า “ยามนี้ ผู้ใดคือเจ้าของตลาดมังกรดำหรือ?”
คนขายของกลอกตา ถามอย่างเฉยเมย “ไฉนข้าต้องบอกเจ้า?”
ซูอี้ยกมือโยนศิลาเซียนหลายสิบชิ้นให้ “พอหรือไม่?”
คนขายของแย้มยิ้ม รีบเก็บศิลาเซียนไปอย่างรวดเร็ว และกล่าวว่า “พอ พอสิ! บอกท่านตามตรง เจ้าของปัจจุบันของตลาดมังกรดำนี้คือ ‘ราชันวิถีมังกรแดง’! ที่มาลึกลับ การฝึกฝนเกินคาดหยั่ง และนับแต่เขาครอบครองตลาดมังกรดำ กระทั่งราชันเซียนก็มิกล้ากระทำการใดตามใจ”
ซูอี้ว่า “ราชันวิถีมังกรแดงนี้มีความสัมพันธ์กับราชันวิถีมังกรดำเช่นไรหรือ?”
คนขายของส่ายหน้ากล่าว “ไม่กระจ่าง”
เมื่อเห็นว่าซูอี้กำลังจะนำศิลาเซียนออกมาอีก คนขายของก็โบกมือแย้มยิ้มแห้ง “น้องชาย ไม่ใช่เพราะข้ามิพูดหรอก แต่ข้าไม่รู้จริง ๆ มิเพียงข้า แต่ผู้ทำกิจการทั่วตลาดมังกรดำนี้ล้วนแต่ไม่รู้ทั้งสิ้น”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย คนขายของก็ลดเสียงลงพูด “ฟังคำแนะนำของพี่ชายผู้นี้เถิด อย่าได้ถามไถ่เกี่ยวกับราชันวิถีมังกรแดงในตลาดมังกรดำนี้อีกเลย หาไม่ เจ้าจะสร้างปัญหาเกินจำเป็นแก่ตัวเองแน่นอน!”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ขอบคุณนะ”
แล้วเขาก็จากไปกับชิงเวย
คนขายของมองสองร่างจรจากแล้วอดส่ายหน้ามิได้ มิคิดสนใจว่าทั้งคู่จะฟังหรือไม่
สิ่งเดียวที่เขารู้คือ หลังจากมาถึงตลาดมังกรดำ ผู้ใดก็ตามที่คิดสืบที่มาของราชันวิถีมังกรแดงล้วนจบไม่สวย!
ระหว่างทาง ชิงเวยขมวดคิ้ว “ไฉนราชันวิถีมังกรแดงจึงไม่อยากให้ผู้อื่นสืบเสาะที่มาเขากัน? ลึกลับเกินไปแล้ว”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “อย่าสนใจเรื่องพวกนี้เลย”
ทั้งคู่เตร็ดเตร่ไปบนถนนมังกรดำสายยาว
ต้องกล่าวว่าสมบัติซึ่งวางขายในตลาดมังกรดำนั้นหลากหลายและประหลาด พวกมันส่วนใหญ่เป็นสมบัติอันยากจะหาได้ในโลกภายนอก
สมบัติบางชิ้นที่นี่ยังเป็นสิ่งที่เกือบสูญหายกลายเป็นตำนาน!
สิ่งที่ยิ่งน่าตกใจไปกว่านั้นคือ สมบัติเหล่านี้บางชิ้นเรียกได้กระทั่งว่าวัตถุอันมิอาจหาได้ที่อื่นแล้ว
เช่นซากศพเซียน มรดกลับของขุมกำลังเซียนบางแห่ง โลหิตขั้วหัวใจจากเผ่าหายากและอื่น ๆ
ในโลกภายนอก ผู้ที่กล้านำของเช่นนี้มาวางขายถูกผู้คนไล่ฆ่าไม่รู้กี่หน
ทว่ากลับวางขายกันเกลื่อนในตลาดมังกรดำ!
ราชันเซียนชิงเวยเบิกตาตกตะลึง
และยิ่งเข้าไปลึกในถนนมังกรดำสายยาว สมบัติที่พบระหว่างทางก็ยิ่งหายากประหลาดตา
“สินค้าบนถนนเหล่านี้นาน ๆ ทีจะมีของดีโผล่มา แต่พวกมันส่วนใหญ่มิได้ล้ำค่า แทบเป็นไปมิได้เลยที่จะพลาดไป”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “ของดีที่กล่าวได้ว่าหายากล้วนอยู่ในมือร้านต่าง ๆ บนถนนเหล่านั้น”
ระหว่างทาง เขาก็ติดใจสมบัติบางชิ้นอยู่เช่นกัน แต่หากราคามิได้แพงจนน่าขัน สมบัติเหล่านั้นก็เสียหาย
หลังเดินไปเดินมาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม เขาก็พบเพียงโอสถเซียนสองสามอย่าง และแร่วิญญาณศิลาเซียนที่ต้องการเพื่อฝึกฝนบางชนิด
นอกจากนั้นก็จองห้องที่โรงเตี๊ยมไว้ห้องหนึ่ง
กิจการโรงเตี๊ยมกำลังรุ่งเรือง ซูอี้ใช้จ่ายเงินไปตั้งมากมาย ทว่าก็จองได้เพียงหนึ่งห้อง
ซูอี้มิได้ใส่ใจเรื่องนี้
ชิงเวยเองก็มิได้กล่าววาจาใด
การฝึกฝนนั้นไถ่ถามวิถี ไฉนต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?
“คุณชาย ผู้ฝึกตนที่ข้าพบระหว่างทาง แค่เซียนขอบเขตจักรวาลข้าก็เห็นเป็นร้อย เซียนแท้ขอบเขตสุญตาหลายสิบ กระทั่งราชันเซียนอย่างข้ายังมีสี่คน! นี่แค่สิ่งที่ข้าพบนะ คาดเดาไม่ได้เลยว่าตัวตนทรงพลังเช่นนี้ซุกซ่อนอยู่ในตลาดมังกรดำนี้อีกเพียงไร”
ชิงเวยกล่าวขึ้นกะทันหัน
เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่สนใจ ยามมายังตลาดมังกรดำหนนี้ ซูอี้จึงให้ชิงเวยเปลี่ยนคำเรียกเขา เขาจึงถูกเรียกว่าคุณชาย
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด “มันผิดปกติไปจริง ๆ บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเทศกาลที่ลัทธิหมื่นวิญญาณจัดก็เป็นได้”
แม้ตลาดมังกรดำจะเป็นหนึ่งในสามตลาดมืดหลักในโลกเซียน
แต่หากไร้เหตุการณ์พิเศษใด ๆ ก็ยากจะพบเห็นตัวตนวิถีเซียนมากมายมารวมตัวกันเช่นนี้
ซูอี้พลันถามขึ้น “จะว่าไป คอขวดการฝึกฝนของเจ้าน่าจะถูกทลายแล้วหรือไม่?”
ชิงเว่ยหัวเราะหึ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าว่าแล้วเชียวว่ามิอาจหลบสายตาคุณชายได้ ผู้น้อยในยามนี้เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางแล้วเจ้าค่ะ ต้องขอบคุณเคล็ดวิชาที่คุณชายมอบให้ หาไม่ เกรงว่าผู้น้อยก็คงยากจะเคลื่อนต่อบนวิถีได้ชั่วชีวิต”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมตื้นตันอย่างมิปิดบัง
ซูอี้แย้มยิ้ม ส่งม้วนหยกม้วนหนึ่งให้ชิงเวยและกล่าวว่า “นี่เป็นเคล็ดวิชาที่น่าจะเหมาะสมกับขอบเขตเจ้าในยามนี้มาก”
ชิงเวยตะลึง แสนเกรงใจ
“รับไปสิ”
ซูอี้ยัดม้วนหยกให้ชิงเวย ก่อนจะเดินต่อ
ชิงเวยรีบเดินตามและกล่าวเสียงเบา “คุณชาย บุญคุณนี้ผู้น้อยจะไม่มีทางลืม ในภายหน้า…”
ทันทีที่นางกล่าวถึงตรงนี้ หนึ่งเสียงดุด่าอย่างเดือดดาลพลันแว่วมาจากไกล ๆ
ชิงเวยมองตามแล้วอดตะลึงมิได้ คู่คิ้วเรียวงามขมวดหากัน “ไฉนเป็นคนผู้นั้นไปได้”
นัยน์ตาเรืองเสน่ห์เปี่ยมจิตวิญญาณของนางปรากฏความขยะแขยง
ซูอี้มองตาม และพบว่าที่ข้างตรอกหนึ่งมีแผงลอยแห่งหนึ่งตั้งเป็นซุ้มดูดวง
เจ้าของร้านเป็นชายชราเสื้อผ้าหน้าผมกระเซอะกระเซิง ใบหน้าซูบตอบ ผิวเหลือง นัยน์ตาสามเหลี่ยมและเป็นสิว
ยามนี้ ชายผู้หนึ่งในอาภรณ์หยก รวบผมสวมมงกุฎกำลังชี้หน้าด่าชายชรามท่าทางรุงรังผู้นั้น
“สิ่งใดนับว่าโชคเคราะห์หนุนเสริมกัน ข้าผู้นี้ดวงดี กระทั่งราชันเซียนยังชื่นชมข้าผู้มีอนาคตยิ่งใหญ่ วาสนาเลิศล้ำ ไฉนยามข้ามาหาเจ้า เจ้าจึงบอกว่าข้า ‘ปกคลุมด้วยเมฆดำ โชคเคราะห์กั้นด้วยหนึ่งเส้น’ กัน?”
เห็นได้ชัดว่าชายในอาภรณ์หยกดูเหยียดหยาม เหยียบย่ำบนซุ้มดูดวงกดตาลงมองชายชราท่าทางรุงรังผู้นั้น “ให้ข้านำโอสถเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สิบชิ้นมาให้เจ้าเพื่อปัดเป่าหายนะเหรอ ถุย! ข้าผู้นี้หรือจะประสบเคราะห์?”
ชายในอาภรณ์หยกเบ่งอำนาจกดดัน ทั้งยังมียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งอยู่ข้างหลังเขา ทำให้เขายิ่งทวีความยิ่งใหญ่สูงส่ง
ยามนี้เอง ชิงเวยก็ถ่ายทอดวจี “คุณชาย นี่คือบุตรสวรรค์ฉงฉีแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณเจ้าค่ะ”
………………..