บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1552: การดูดวงของนักพรตเฒ่าเลอะเทอะ
ตอนที่ 1552: การดูดวงของนักพรตเฒ่าเลอะเทอะ
ก่อนหน้านี้ ซูอี้มองไปยังชายชราท่าทางรุงรังผู้ทำนายเคราะห์อยู่ตลอด
เมื่อได้ยินเสียงของชิงเวย เขาก็อดนิ่งไปมิได้
ฉงฉี
เซียนแท้วิถีปีศาจในขอบเขตสุญตาผู้อยากแต่งงานกับชิงเวยซึ่งเป็นราชันเซียน กล่าวได้ว่ามากตัณหาและหวังสูงนัก
ซูอี้มองคนผู้นี้เล็กน้อย และพอจะเข้าใจได้
ฉงฉีผู้นี้มีปราณหนาแน่นอันเกินเข้าใจอย่างยิ่งบนร่าง หากเข้าใจไม่ผิด มันน่าจะเป็นปราณเชื้อสายกิเลน!
กิเลนเป็นสัตว์ร้ายปฐมสวรรค์อันทรงพลังและเก่าแก่
หากฉีคือเพศชาย
อย่างนั้นหลินก็คือเพศหญิง*[1]
ทว่าพลังสายเลือดบนร่างของฉงฉีนั้นไม่ได้บริสุทธิ์อย่างเห็นได้ชัด มีปราณอันประหลาดซับซ้อนอยู่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นี้มิใช่ทายาทสายเลือดกิเลนบริสุทธิ์ หาไม่ อำนาจสายเลือดของเขาคงไม่ปะปนมั่วเช่นนี้
ซูอี้ตัดสินว่า “ข้าเกรงว่าที่เขาอยากแต่งงานกับชิงเวย คงมิใช่เรื่องธรรมดาเรียบง่ายเสียแล้ว!”
“เคราะห์โชคไร้ประตู มีแต่ผู้คนกระทำ หากท่านไม่เชื่อ ไฉนต้องว่าร้ายตาเฒ่าผู้นี้ด้วย?”
ชายชราเลอะเทอะที่อยู่ในซุ้มดูดวงรำพึง ฟังดูรวดร้าวเป็นทุกข์
“ว่าร้าย? เชื่อหรือไม่ว่าข้าผู้นี้จะฆ่าเจ้า ตาเฒ่าโกหกเดี๋ยวนี้เลย”
สีหน้าของฉงฉีผู้เกล้าผมและประดับมงกุฎ สวมอาภรณ์หยกปรากฏเค้าความโหดเหี้ยม ขณะยกมือของเขาขึ้น
ทว่าทันใดนั้น ชายวัยกลางคนร่างผอมผู้หนึ่งข้างกายเขาก็กระซิบว่า “บุตรสวรรค์ ราชันเซียนชิงเวยอยู่ที่นี่แล้วขอรับ”
ฉงฉีตะลึง เมื่อหันมองตามก็พบเงาร่างคุ้นตายืนอยู่ไกล ๆ
แม้จะสวมหมวกใบใหญ่ ทว่าท่าทางที่โดดเด่นนั้นก็ยังทำให้ดวงตาของฉงฉีทอประกาย
ฉงฉีแค่นเสียงอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินมาหาชิงเวย
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา “แม่นางชิงเวย เราพบกันอีกแล้ว! มิใช่ว่านี่คือพรหมลิขิตที่ถูกกำหนดไว้แล้วหรือ?”
ร่างสูงของเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์หยก ซึ่งดูโดดเด่นหล่อเหลามาก
ทว่าดวงตาซึ่งซ่อนอยู่ใต้ขอบหมวกของชิงเวยกลับเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียน
นางกล่าวอย่างเย็นชา “ไม่ว่าจะด้วยการฝึกฝนหรือฐานะ เจ้าก็ควรเรียกข้าว่าผู้อาวุโส การผิดกฎนี้แสดงว่าเจ้าหาเข้าใจมารยาทไม่”
ฉงฉีนิ่งไป ก่อนจะอดเสสรวลมิได้ “ภายหน้าเราจะเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว กฎมารยาทอันใด มิเห็นต้องสนใจเลย!”
กล่าวจบ สายตาของเขาก็กวาดมองไปยังซูอี้ที่อยู่ข้างกายชิงเวย “ผู้นี้คือ?”
โดยมิรีรอให้ชิงเวยตอบ เขาก็กล่าวขึ้นว่า “หากให้ข้าเดา เขาคงเป็นบ่าวรับใช้ของแม่นางชิงเวยใช่หรือไม่?”
บ่าว?
คิ้วของซูอี้เลิกขึ้นเล็กน้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าฉงฉีจงใจ!
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ใช้คำว่า ‘บ่าว’ มากดศักดิ์ศรีกันก่อน
จากเรื่องนี้ก็เห็นได้ว่าบุตรสวรรค์แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณอวดอำนาจหยิ่งผยองเพียงไร
ใบหน้างามของชิงเวยงอง้ำ ขณะที่นางกำลังจะพูดบางอย่าง ซูอี้ก็กล่าวขัดขึ้นว่า “ให้เขาไสหัวไป หาไม่ก็จะถูกฆ่า”
เพียงกล่าวออกมาแผ่วเบา ทว่ากลับประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงสู่แดนดิน!
ฉงฉีดูไม่อยากเชื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหาย “เจ้า… เมื่อครู่เจ้าว่ากระไรนะ?”
ในดวงตาของเขาปรากฏเค้าความกระหายเลือดคุกรุ่น ช่างน่าสะพรึงกลัว
บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัด
เหล่ายอดฝีมือซึ่งออกันอยู่เบื้องหลังฉงฉีล้วนแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร
ในอดีต ชิงเวยเลือกรอมชอมถอยให้เนื่องจากมิอยากเป็นศัตรูกับลัทธิหมื่นวิญญาณ
ทว่ายามนี้เมื่อมีซูอี้อยู่ นางหากลัวสิ่งใดไม่
“เจ้าได้ยินมิชัดหรือ?”
ร่างของชิงเวยเผยอำนาจร้ายกาจออกมาอย่างเงียบเชียบ “ไสหัวไปหรือตาย!”
ลมหายใจของฉงฉีติดขัด แรงกดดันมหาศาลของราชันเซียนทำให้ร่างของเขาแข็งค้าง ราวกับร่วงลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนร่างผอมที่อยู่ข้างกายฉงฉีก็ขมวดคิ้วพลางกล่าวขึ้นว่า “ท่านชิงเวย กระทำเกินกว่าเหตุไปหน่อยหรือไม่?”
สีหน้าของฉงฉีดำคล้ำ ขณะจ้องมองชิงเวยอย่างเย็นชาราวกำลังรอคำอธิบาย
ดวงตาพราวเสน่ห์ของชิงเวยกรุ่นด้วยจิตสังหาร ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ในสามชั่วดีดนิ้ว หากยังมิพาไอ้โง่นี่ไป ข้าจะฆ่าพวกเจ้าไปด้วยกันให้หมด!”
เมื่อถ้อยคำนั้นเปล่งออกมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้น!
“ชิงเวย เจ้า…”
ฉงฉีเดือดดาล ขณะที่กำลังจะพูดบางอย่างนั้นเอง ชายวัยกลางคนร่างผอมก็หยุดเขาไว้ เขาเห็นแล้วว่าชิงเวยจริงจังกับสิ่งที่พูด และกล้าฆ่าคนในตลาดมังกรดำนี้จริง ๆ!!
“ท่านชิงเวย ในอีกสามวันจะเป็นวันเทศกาล รักษาตัวด้วย!”
ชายวัยกลางคนร่างผอมทิ้งวาจานี้ไว้ ก่อนจะพาตัวฉงฉีจากไป
ไม่นานพวกเขาก็ลับตาไป
เหตุการณ์นี้ยังกระตุ้นความสนใจของคนมากมายในบริเวณโดยรอบ ดูประหลาดใจที่พบว่าบุตรสวรรค์แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณถูกทำให้ขวัญหนีเผ่นหาย!
อีกทั้งตัวตนของซูอี้กับชิงเวยยังเป็นที่ใคร่รู้ของคนมากมายโดยพลัน
ทว่าไม่มีผู้ใดกล้ารบกวนคนทั้งสอง
เพียงแค่ปราณระดับราชันเซียนจากร่างของชิงเวยก็ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึงแล้ว
ส่วนซูอี้ผู้ไร้ปราณฝึกฝนนั้นกลายเป็นผู้ไม่น่าสนใจที่สุด
“กังวลหรือไม่?” ซูอี้ถาม
ชิงเวยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ผู้น้อยมิกังวลเลยเจ้าค่ะ แค่ละอายเล็กน้อยเท่านั้น”
“ละอายอันใด?”
“เพราะผู้น้อยสร้างปัญหาแก่คุณชายเสียแล้ว”
ซูอี้ยิ้มเก้อ
นี่นับเป็นเรื่องอันใด?
เขามุ่งไปยังซุ้มดูดวงห่างออกไป ส่วนข้อพิพาทเมื่อครู่นั้นเขาลืมไปนานแล้ว
ชิงเวยรีบตามไปอย่างเร่งร้อน
……
“แม้ราชันเซียนชิงเวยจะปฏิเสธการเข้าหาของข้าหลายต่อหลายหนเมื่อกาลก่อน นางก็ไม่เคยกล้าฉีกหน้ากันจริงจัง ทว่าวันนี้นางกลับพูดจาแย่ ๆ กับข้าต่อสาธารณะ! มันต้องมีเหตุผลอยู่แน่!”
ดวงตาของฉงฉีแดงก่ำ ใบหน้ามืดดำน่าสะพรึงกลัว
“มีความผิดปกตินิดหน่อยจริง ๆ ขอรับ”
ชายวัยกลางคนร่างผอมพึมพำ “บางทีราชันเซียนชิงเวยอาจจะพบไพ่ตายให้พึ่งพาแล้วก็เป็นได้”
ฉงฉีขมวดคิ้ว “มิใช่ว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบหายนะอันมิอาจแก้ไขระหว่างเก็บตัวไปแล้วหรือ? ชิงเวยผู้นั้นไม่ทราบผลลัพธ์หากแตกหักกับเราหรือไร?”
ชายวัยกลางคนร่างผอมกล่าวเบา ๆ “บุตรสวรรค์อย่าได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย ยามจัดเทศกาลในอีกสามวัน ข้าประกันได้ว่าราชันเซียนชิงเวยจะต้องก้มหัวให้แน่นอน!”
ฉงฉีรำพึง “ข้าไม่ห่วงว่านางจะยอมจำนนหรือไม่หรอก แต่เมื่อครู่นางดูถูกข้าเกินไป! โดยเฉพาะไอ้คนไร้ค่าข้างกายชิงเวยนั่น สมควรถูกสะบั้นพันมีด!”
ชายวัยกลางคนร่างผอมแย้มยิ้ม “เช่นนั้นก็ประหารด้วยพันคมมีด! ทว่าต้องรอจนจบเทศกาลก่อนนะขอรับ”
ฉงฉีสูดหายใจลึก ๆ ดวงตาเรืองประกาย “ข้าแยกแยะได้น่า”
……
ตรงหน้าซุ้มดูดวง
มีป้ายข้อความเขียนโคลงเอาไว้
‘พินิจตะวันจันทราบนฝ่ามือ คำนวณโชคเคราะห์แห่งโลกหล้า’
‘นำฟ้าดินบรรจุในมือ สะบั้นอาเพศเคราะห์กรรมใต้สวรรค์’
ซูอี้มองป้ายนั้นอย่างสนใจ
และที่หลังซุ้มดูดวง ชายชราผู้เป็นสิวหน้าแดง ดวงตาทรงสามเหลี่ยม ร่างกายรุ่งริ่งก็มองมายังซูอี้และชิงเวยเช่นกัน
เมื่อเขาเห็นร่างสูงสง่าของชิงเวย ชายชราก็ทำเสียงสำลัก กลืนน้ำลายเอื๊อกและดูกรุ้มกริ่ม
ชิงเวยพลันขมวดคิ้ว เหตุใดก่อนหน้านี้ฉงฉีไม่ฆ่าเจ้าโจรเฒ่าผู้นี้เสียหนอ?
โชคดีที่ชายชราในเสื้อผ้ารุ่งริ่งรีบเบนสายตาไปมองซูอี้เสียก่อน ก่อนที่คู่เนตรสามเหลี่ยมอันพร่ามัวของเขาจะพลันแข็งเกร็ง
มือที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมมิได้!
“โคลงบนล่างบนป้ายนี้ต้องเติมเพิ่มอีกประโยคนะนี่”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง “ท้ายวรรคสองต้องเติมประโยค ‘ขึ้นกับอารมณ์’ ส่วนท้ายวรรคสี่ต้องเติมประโยค ‘เมื่อเพิ่มเงิน’”
ชิงเวยคิดตามเล็กน้อย ก่อนจะอดหัวเราะลั่นออกมามิได้
ชายชราหลังซุ้มดูดวงพลันลุกขึ้น กำลังเตรียมจะจากไป
“หยุดก่อน”
ซูอี้ว่า
เป็นสองคำอันเรียบง่ายธรรมดายิ่ง
ไร้เจตนาข่มขู่
ทว่าร่างของชายชราคนนั้นพลันชะงัก ขาที่กำลังจะก้าวจากหดกลับมา
เขาหันมาอย่างยากลำบาก พลางแย้มยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะกุมกำปั้นให้ซูอี้ “ทุกผู้บนถนนมังกรดำสายนี้รู้นานแล้วว่าตาเฒ่าผู้น้อยเป็นเฒ่าโป้ปดผู้อาศัยดูดวงมั่ว ๆ อยู่ไปวัน ๆ ขอท่านรามือ อย่าให้ตาเฒ่าผู้น้อยต้องอับอายเลย”
ซูอี้กล่าวด้วยแววมีเลศนัย “เจ้าหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกข้ามิได้ เหมือนเช่นที่เจ้าดูดวงคนผู้นั้น ทว่าแท้จริงหาคลุมเครือไม่”
สีหน้าของชายชราเลอะเทอะดูอ่านยากขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะถามอย่างมิแน่ใจ “ขอบังอาจถาม ท่านเป็นใครหรือ?”
ซูอี้ว่า “เจ้าอยากเสแสร้งต่อไปจริง ๆ หรือ?”
น้อยคนนักในโลกเซียนนี้จะจำเขาได้ และเจ้าเฒ่าบ้าตรงหน้าเขานี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
อันที่จริง กระทั่งซูอี้ก็มิคิดว่าจะได้พบเจ้าเฒ่าผู้นี้ในตลาดมังกรดำ
ชายชราเลอะเทอะยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “มิใช่เพราะข้าแกล้งมึนหรอกนะ แต่เชื่อไม่ลงจริง ๆ ต่างหาก”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยสายตาอ่อนไหวเล็กน้อย “ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้เฒ่าอย่างเจ้าจะใช้ชีวิตแร้นแค้นเช่นนี้เพื่อเอาตัวรอด ดูเหมือนเจ้าจะยังอยู่ดีนะ”
ชายชราเลอะเทอะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขื่น “เฮ้อ สภาพของข้าหาดีเช่นกาลก่อนไม่ หลังหายนะอวสานเซียนจวบยามนี้ ข้าก็เรียกได้ว่าแค่มีชีวิตรอดในโลกหล้าเท่านั้น”
“ไปหาที่ดื่มกันดีหรือไม่?”
ซูอี้ว่า
ชายชราคนเดิมตอบปฏิเสธโดยไม่ลังเล “ปากเน่า ๆ ของข้าตลอดมานี้ก่อหายนะมามากนัก ข้าสาบานว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกนี้อีกแล้ว…”
ซูอี้คว้าบ่าของเขา ลากมาตรงหน้าและกล่าวโดยมิรอให้พูดจบด้วยรอยยิ้ม “คำสาบานของไอ้แก่ชั่วอย่างเจ้าน่ะหรือ เจ้าไม่เชื่อในวิถีแห่งสวรรค์ด้วยซ้ำไป ไปกันเถอะ”
แล้วเขาก็ลากถูลู่ถูกังชายชราเลอะเทอะไปโดยมิพูดจา
ชิงเวยตามเขาไปติด ๆ ด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างปั่นป่วน
ยามนี้ มีหรือนางจะมิเห็นว่าชายชราผู้ดูเหมือนโจรคนนี้ แท้จริงคือยอดฝีมือเร้นกาย?
ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ชายชราเลอะเทอะเผชิญหน้ากับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ ทว่ากลับไร้ความอยากอาหาร เขาถอนใจขมวดคิ้ว
ขณะที่ซูอี้กินดื่มสำราญและกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มว่า “ตอบคำถามข้าสักข้อสองข้อ แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”
“ไม่ตอบได้หรือไม่” ชายชราเลอะเทอะหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
“ไม่ได้”
ซูอี้ยกจอกสุราขึ้นดื่ม “อย่าห่วงเลย ข้าจะมิให้เจ้าล่วงล้ำชะตาสวรรค์ คำนวณโชคลาภอันใดหรอก”
ชายชราเลอะเทอะดูจะโล่งอก ก่อนจะฉีกยิ้ม “พูดแบบนี้แต่แรกสิ”
จาากนั้นเขาก็เริ่มกินดื่มอย่างมูมมาม
ซูอี้ใช้ปลายนิ้วถูจอกสุรา ขณะกล่าวด้วยแววตาลึกล้ำ “ศัตรูที่ร่วมมือกับเซวี่ยเซียวจื่อลอบโจมตีข้าก่อนหน้านี้ พบที่พำนักของข้าได้เช่นไร?”
เมื่อก่อน หวังเย่ถูกกลุ่มศัตรูร้ายลอบโจมตีขณะเก็บตัวฝึกฝน ทำให้เกิดเป็น ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ อันเลื่องลือไปทั้งทั่วแดนดิน
ทว่าตราบจนหวังเย่เวียนวัฏ เขาก็ยังงุนงง มิอาจเข้าใจเสียทีว่าศัตรูร้ายเหล่านั้นหาที่เก็บตัวพำนักของเขาพบได้เช่นไร
พรวดด!
ชิ้นเนื้อที่ชายชราเลอะเทอะเพิ่งยัดเข้าปากถูกพ่นออกทันที ตามด้วยเสียงสำลักไอ
เขากล่าวอย่างเดือดดาล “ไฉนพวกเจ้าจึงคิดว่าข้าจะรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้นเลยฟะ?”
ดวงตาของซูอี้ทอประกายอย่างประหลาดใจ “มีผู้อื่นมาตามหาเจ้าเพื่อถามเรื่องนี้ด้วยหรือ?”
[1] กิเลน ภาษาจีนอ่านว่าฉีหลิน (麒麟) คล้าย ๆ เฟิ่งหวงที่แปลว่าหงส์ (ฟีนิกซ์) (凤凰) ซึ่งมีการใช้นามเพศชายหญิงแยกกัน กิเลนและฟีนิกซ์เพศชายจะใช้คำว่า ‘ฉี’ และ ‘เฟิ่ง’ ซึ่งเป็นอักษรแรก ในขณะที่เพศหญิงใช้คำว่า ‘หลิน’ และ ‘หวง’ ซึ่งเป็นอักษรหลังตามลำดับ
………………..