บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1553: หายนะเทพ!
ตอนที่ 1553: หายนะเทพ!
ชายชราดูไม่สบายใจอย่างมาก พลางกล่าวอย่างจนปัญญา “ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริง ๆ”
ซูอี้จ้องชายชราเลอะเทอะและกล่าวว่า “ข้าถามเจ้าอยู่ว่าผู้ใดมาถามเรื่องนี้กับเจ้า”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ “จอมราชันซิงจ้าว!”
“ที่แท้ก็เป็นนาง”
ซูอี้กระซิบ สตรีผู้มีเรือนผมยาวเยี่ยงโลหิตปรากฏขึ้นในใจเขา ยืนเด่นกลางจักรวาลพร่างดาว ดารานับหมื่นเบี่ยงหลบ เย่อหยิ่งเย็นชา องอาจเยี่ยงเทพ!
ชิงเวยผู้นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกายเองก็ตกตะลึงในใจ
จอมราชันซิงจ้าว!
หนึ่งในสามราชันปีศาจแห่งทะเลเป่ยหมิง ณ แดนเซียน!
ซูอี้จำบางอย่างขึ้นได้
ยามเขาสัญจรในศักราชแห่งมาร ครั้งหนึ่งเขาเคยได้พบกับราชันเซียนนามมู่จิงซึ่งมาจากตระกูลมู่แห่งชิงซาง และบรรพชนของเขาก็เคยพิทักษ์สมรภูมิอนธการ สร้างเกียรติยศศึกมากมาย
และบรรพชนตระกูลมู่แห่งชิงซางผู้นั้นมีนามว่า ‘มู่เฉาเซิ่ง’ ซึ่งเคยติดตามรับใช้หวังเย่ในกาลก่อน
มู่จิงคือทายาทของมู่เฉาเซิ่ง!
และยามนั้นเองที่ซูอี้ได้รับรู้ว่าเดิมที มู่จิงได้รับคำสั่งจาก ‘จอมราชันซิงจ้าว’ ให้เข้าแทรกซึมเข้าไปในฝ่ายของเซวี่ยเซียวจื่อ
เหตุผลนั้นง่ายมาก หลังจากหวังเย่ถูกกลุ่มศัตรูร้ายลอบโจมตี มันทำให้ทั่วโลกเซียนสั่นสะเทือน ทุกผู้ล้วนเชื่อว่า ‘จอมราชันอนันตรัตติกาล’ ผู้เป็นหนึ่งแห่งยุคสมัยได้ตกตายไปแล้ว
ทว่าจอมราชันซิงจ้าวกลับไม่เชื่อเช่นนั้น
นางวางแผนมาเนิ่นนาน ลอบติดต่อกับขุมกำลังวิถีเซียนมากมาย และส่งกลุ่มยอดฝีมือเข้าแทรกซึมสู่ฝ่ายของศัตรูร้าย
ในหมู่พวกเขา มู่จิงจากตระกูลมู่แห่งชิงซางถูกส่งไปรับใช้ฝ่ายเซวี่ยเซียวจื่อ!
“นางตั้งใจแล้วจริง ๆ ถึงขนาดมาหาเจ้าเฒ่านี่เพื่อไถ่ถามเรื่องนี้”
ชายชราเลอะเทอะแทะเนื้อติดกระดูกจนแก้มป่อง ขณะกล่าวอย่างคลุมเครือ “นี่มันเรื่องนานมาแล้ว หลังยุคอวสานเซียน ข้าก็มิได้พบสตรีผู้ฆ่าคนมิกะพริบตาผู้นั้นอีก”
เขาเว้นช่วงครู่หนึ่งแล้วรำพัน “เรียกได้ว่ากาลเวลาผันผ่าน ผู้คนเปลี่ยนผัน บุปผายืนยงแต่ผู้คนเปลี่ยนแปร!”
ซูอี้จิบสุราอย่างเงียบงัน “งั้นไม่พูดถึงอดีตแล้วกัน ขอถามหน่อยว่า เหตุใดเซวี่ยเซียวจื่อกับพวกเฒ่าวิถีเซียนขั้นสูงสุดจึงเก็บตัวเงียบกัน หนีหายนะใดอยู่กันแน่?”
ชีฝูเฟิงเคยพูดไว้ว่าตัวตนบรรพกาลเหนือขอบเขตมหาเซียนทั้งหลายล้วนซ่อนร่องรอยของตนจากโลกหล้า คาดว่าน่าจะกำลังหนีจากหายนะ!
ชายชราดูจะไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เขาจิ้มปลายนิ้วลงในสุรา ก่อนจะเขียนสองคำลงบนโต๊ะ
‘หายนะเทพ!’
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย “เกี่ยวกับเทพหรือ?”
ชายชราพยักหน้าพลางกล่าวว่า “เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณบางอย่าง ทว่าไร้ผู้ใดกล้ายุ่งกับเหล่าผู้อยู่ในจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนหรอก เพราะว่า…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ลดเสียงลงและกล่าวถึงความลับอันน่าตะลึงเรื่องหนึ่งออกมา “เมื่อสามหมื่นเก้าพันปีก่อน จู่ ๆ ‘หลวงจีนเฒ่าชิงฉวี’ แห่งอารามบงกชก็ประสบหายนะ สิ้นการฝึกฝนในชั่วข้ามคืน ร่างของเขาแหลกสลาย วิญญาณมอดมลาย”
“ก่อนตาย เขาทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า ‘หากมนุษย์สวรรค์จะดับเบญจขันธ์ ฝึกฝนร่างวัชระไปก็เสียเปล่า’!”
หัวใจของซูอี้รู้สึกพรั่นพรึง
หลวงจีนเฒ่าชิงฉวีนั้นเป็นที่รู้จักในนาม ‘พุทธองค์ธรรมเทวภพ’ เป็นหนึ่งในตัวตนในตำนานผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเมื่อนานมาแล้ว
ใครเล่าจะคิดว่าตำนานเช่นนี้จะตกตายด้วยหายนะประหลาด!
“หายนะเทพที่ว่านั้นเกี่ยวกับหายนะดับเบญจขันธ์มนุษย์สวรรค์นั่นหรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิดลึกล้ำ
ชายชราถอนหายใจ “ข้าไม่รู้ รู้เพียงว่าเหล่าเฒ่าผู้รอดจากยุคอวสานเซียนล้วนซุกซ่อนตัวอยู่ เพราะกลัวจะตามรอยหลวงจีนเฒ่าชิงฉวีไป”
ต่อมา ซูอี้ก็ถามคำถามอีกมากมาย
ทว่าชายชราผู้นี้กลับบ่ายเบี่ยงและพูดจาไหลลื่นอย่างยิ่ง ทั้งยังแสร้งตื่นตระหนกหวาดกลัว ท้ายที่สุดก็หุบปากมิกล่าววาจาใด
เขาเองก็รู้ว่าหากพูดได้ เจ้าเฒ่านี่ก็จะไม่ปิดบัง
หากพูดมิได้ ต่อให้ฆ่าอีกฝ่าย ตัวตนผู้นี้ก็จะมิปริปาก
“คำถามสุดท้าย ผู้ใดคือราชันวิถีมังกรแดงที่เป็นเจ้าของตลาดมังกรดำในยามนี้?”
ซูอี้ถาม
ชายชราคนเดิมนิ่งไป ดวงตาดูประหลาดพิกล ก่อนจะกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มออกมา “ข้ารับปากไว้แล้วว่าจะมิเผยที่มาของมัน แต่หากเจ้าพบกับมัน มองปราดเดียวจะรู้ที่มาทันทีเลย”
กล่าวจบ เขาก็เช็ดคราบน้ำมันด้วยแขนเสื้อ “วันนี้ข้าผิดคำสาบานไปหลายต่อหลายหน กล่าวเรื่องที่มิควรพูดมากไปแล้ว ต้องขอตัวก่อน”
ซูอี้ว่า “ไปไหน?”
ชายชราเลอะเทอะกล่าวโดยไม่คิด “ที่ใดก็ได้ในโลกหล้า ขอเพียงมิต้องพบเจ้า”
ซูอี้ “…”
เขาลูบคางกล่าว “เจ้าเห็นบางอย่างจากข้าแล้วสินะ?”
ชายชราส่ายหน้า “เจ้ายังมิรู้หรือ? ในโลกนี้ ข้าดูดวงใครก็ได้ แต่ข้ามิกล้าดูดวงเจ้า!”
น้ำเสียงของเขาเจือความชิงชัง
ซูอี้เสสรวลพลางกล่าว “เอาล่ะ ข้าไม่บังคับเจ้าแล้ว”
ชายชราจากไป และซูอี้ก็ไม่ได้หยุดเขา
ทว่าชายชราเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ลังเล ก่อนจะหันกลับมากล่าวว่า “ได้เห็นเจ้าดาวเพชฌฆาตยังมีชีวิตอยู่ ใจข้าผู้นี้ยินดีนัก!”
ยังมิทันสิ้นคำ ร่างของเขาก็หายลับไปทางประตูร้าน
ซูอี้เสสรวล
ไอ้แก่นี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!
“คุณชาย ซินแสผู้นั้นเป็นตัวตนอันทรงพลังหรือเจ้าคะ?”
ชิงเวยอดถามมิได้
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “เปล่า ก็แค่ตาเฒ่าแสนกลผู้หนึ่ง ชั่วชีวิตกลัวที่สุดเพียงสามสิ่ง หนึ่งคือปัญหายุ่งยาก สองคือหายนะ และสามคือตายก่อนถึงกาล”
“เรื่องเดียวที่น่าชื่นชมคือการทำนายของเขา ไม่มีผู้ใดในโลกเซียนเทียบชั้นเขาได้”
ดวงตาของซูอี้ฉายประกายหวนรำลึก “เมื่อนานมาแล้ว เหล่าเฒ่ามากมายมาขอให้เขาดูดวง เดิมคิดว่าจะใช้ความสามารถทำนายชะตาของเขาหลบเคราะห์รับโชคแปรชะตา ทว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนถูกคนผู้นี้ขูดทรัพย์สินยามทำนายจนหมดตัวตาย…”
ชิงเวยตกตะลึง ก่อนจะขำออกมาในทันที
จากนั้นซูอี้ก็กล่าวขัดขึ้นมาว่า “เพราะเหตุนี้ เขาจึงถูกเรียกว่า ‘เจ้าแห่งลางร้าย’ หรือแย่กว่านั้นก็เทพโรคระบาด”
ชิงเวยอดกล่าวอย่างฉงนใจมิได้ “คุณชาย เหตุใดเขาจึงมิกล้าดูดวงท่านล่ะเจ้าคะ?”
ซูอี้ว่า “เขาเคยดูดวงมาแล้วหนหนึ่ง ทว่าขณะทำนาย เขาถูกผลข้างเคียงเกือบสิ้นชีวิต จากนั้นมา เขาจึงมองว่าข้าเป็นหายนะ ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับข้า หากพบที่ใด เขาจะหนีไปให้ไกลเท่าที่ทำได้เสมอ”
ชิงเวยเข้าใจแล้ว
ดูดวงให้ผู้อื่นนั้นได้เงิน
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำ ซูอี้กับชิงเวยก็จากจร จากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงร้านหนึ่งชื่อว่า ‘หมู่ตึกไร้จำกัด’ ในตลาดมังกรดำ
ซูอี้ตั้งใจจะขายสมบัติทั้งหมดที่เขาไม่ได้ใช้
หลังจากแจ้งความประสงค์เรียบร้อย ชิงเวยก็รออยู่ข้างนอก ขณะที่ชายหนุ่มเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้องลับอันปกคลุมด้วยค่ายกล
ในห้องลับนั้น ชายชราผู้ไว้เคราแพะคนหนึ่งนั่งอย่างเกียจคร้าน
เขาคือผู้ตรวจสอบสมบัติผู้หนึ่งของหมู่ตึกไร้จำกัด เขากล่าวเข้าประเด็นทันทียามพบกับซูอี้ “ข้าได้ยินว่าท่านต้องการปล่อยของดีส่วนหนึ่ง จำนวนเยอะมาก เช่นนั้นก็เอาออกมาให้ผ่านตาตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้เถิด แล้วค่อยว่ากันเรื่องราคา!”
ซูอี้โบกแขนเสื้อ
โครม!
สมบัติกองพะเนินเยี่ยงภูเขาปรากฏขึ้น ส่องประกายเจิดจรัสไปทั่วห้อง
พวกมันส่วนใหญ่เป็นสารพัดสมบัติเซียนซึ่งเป็นสินสงครามที่ซูอี้เก็บมาระหว่างอยู่ที่แดนบรรลุสรวงขุนเขากวางขาว
แม้จะล้ำค่า ทว่าหามีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของซูอี้ไม่
ชายชราเคราแพะตะลึง ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง ลุกขึ้นก้าวออกมาตรวจสอบพวกมันทีละชิ้น
ซูอี้นั่งรออย่างอดทน
เนิ่นนานจากนั้น เมื่อชายชราเคราแพะตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย เขาก็สงบจิตนั่งลงไปบนเก้าอี้และกล่าวว่า “ด้วยความเคารพ แม้กองนี้จะมีสมบัติมากมาย แต่พวกมันก็หาสิ่งที่ล้ำค่าได้ไม่มาก ย่อมขายในราคาดีมิได้นะ”
ชายหนุ่มเสสรวล “อย่ามาหั่นราคากันเลย ข้าไม่ชอบการต่อรอง เอาแบบนี้แล้วกัน ใช้หยกเซียนระดับสูงสุดหมื่นชิ้น แล้วสมบัติทั้งหมดนี้จะเป็นของเจ้า”
หยกเซียนระดับสูงสุดหนึ่งชิ้นเทียบเท่าศิลาเซียนพันชิ้น
หมื่นชิ้นก็คือล้านศิลาเซียน!
ข้อเสนอเช่นนี้ทำให้เปลือกตาของชายชราเคราแพะกระตุก เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เกรงว่าท่านคงมิทราบสภาวะตลาดในตลาดมังกรดำนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสมบัติส่วนใหญ่มิอาจนำไปขายข้างนอกได้ ในเมื่อท่านไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำได้เพียงขายในราคาหกส่วนของราคาตลาด…”
ก่อนเขาจะทันได้พูดต่อ ซูอี้ก็กล่าวขัดขึ้น “หากเจ้ารู้สึกขาดทุนก็ช่างเถอะ”
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้น เก็บสมบัติที่เกลื่อนพื้นไปหมดและหันหลังจากไป
กล่าวได้ว่าเฉียบขาดยิ่ง
ชายชราเคราแพะมิอาจนิ่งเฉย “ขอท่านช้าก่อน!”
ซูอี้ชะงักแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมว่ามาก็พอว่ารับข้อเสนอของข้าหรือไม่”
สีหน้าของชายชราเคราแพะดำมืดไปชั่วขณะ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะตอบเพียงหนึ่งคำ “รับ!”
ยามนั้นเอง ซูอี้จึงกล่าวมาด้วยรอยยิ้ม “อย่าแสร้งทำเป็นขาดทุนย่อยยับ ข้อเสนอที่ข้าว่าเพียงพอให้เจ้าร่ำรวยแล้ว”
ชายชราเคราแพะนิ่งไป ก่อนจะเสสรวลรำพึงทันที “ข้าเห็นแล้วว่าท่านเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง ทว่าช่างน่าแปลก ข้ามิเคยพบท่านในตลาดมังกรดำมาก่อนเลย”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “อะไร ยังอยากหยั่งเชิงข้าอยู่อีกหรือ?”
ชายชราเคราแพะกล่าวอย่างรู้ความนัย “โปรดรอสักครู่”
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องลับ
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็นำสมบัติชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ซูอี้ “หยกเซียนขั้นสูงสุดหมื่นชิ้น โปรดตรวจสอบ”
ชายหนุ่มตรวจสอบผ่าน ๆ ก่อนจะพยักหน้า ส่งสมบัติให้กับชายชราเคราแพะ
เขาลุกขึ้นและเตรียมจากไป ทว่ากลับเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะนำหยกเซียนห้าร้อยชิ้นออกมาวางไว้บนโต๊ะ
“นี่ค่าปิดปาก หากข่าวแพร่ออกไป เจ้าจะต้องรับผิดชอบ”
ซูอี้จ้องมองชายชราเคราแพะอย่างลึกล้ำ ก่อนจะหันหลังจากไป
สีหน้าของชายชราเคราแพะดูมืดมน
เขาตระหนักแล้วว่าหนนี้ เขาไม่เพียงประสบผู้รู้เท่าทัน แต่ยังเป็นตัวตนผู้คุ้นชินกับกฎอันมิเป็นลายลักษณ์อักษรในตลาดมังกรดำอีกด้วย
เช่น ‘เงินค่าปิดปาก’ นี้ กระทั่งลูกค้าประจำผู้เข้าออกตลาดมังกรดำบ่อย ๆ ยังมิรู้ชัดเจน!
การที่มีผู้ขายของโจร บางผู้นั้นสามารถคาดเดาความลับได้มากมายจากของโจรเหล่านั้น
และความลับเหล่านี้ก็มักจะขายได้ด้วยราคางาม!
นั่นคือกฎเกณฑ์อันเป็นที่รู้กันแต่มิกล่าวขาน
คนทั่วไปหารู้ไม่
โดยเฉพาะยามนี้!
ชายชราเคราแพะรู้ดีว่าหากเขาขายข่าว ‘ของโจร’ ชุดนี้ให้ลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาด้วยช่องทางลับ เขาจะร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำ!
เพราะเหตุนี้เอง ชายชราเคราแพะจึงสับสนในใจอย่างยิ่ง
จะขาย
หรือมิขายดี?