บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1554: วอนขอการอภัย
ตอนที่ 1554: วอนขอการอภัย
ภายใต้แสงประทีป สีหน้าของชายชราเคราแพะดูอ่านยาก
จากนั้นเขาก็นำหยกดำชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
บนแผ่นหยกมี ‘บัญญัติค่าหัวบัญชีดำ’ ประกาศไว้เมื่อครึ่งเดือนก่อน!
ในหมู่พวกมัน มีประกาศค่าหัวสองฉบับที่โดดเด่นที่สุด
ประกาศหนึ่งมาจากลัทธิไร้มลทิน ซึ่งเสนอรางวัลเป็นหยกเซียนหนึ่งแสนชิ้นและสมบัติเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์หนึ่งชิ้น เพื่อหาที่อยู่ของกลุ่มผู้จุติสรวงจากแดนบรรลุสรวงขุนเขากวางขาว แคว้นจิ่ง
ส่วนประกาศอีกหนึ่งฉบับมาจากนครเซียนโฉลกเมฆา เสนอรางวัลหยกเซียนหนึ่งแสนแปดหมื่นชิ้น จุดประสงค์เหมือนกันกับลัทธิไร้มลทิน เพื่อจับกุมกลุ่มผู้จุติสรวงซึ่งเพิ่งมาถึงโลกเซียน!
ค่าหัวทั้งสองฉบับนี้ทำให้โลกเซียนสะท้านไหวมาครึ่งเดือน
ต้องทราบว่าทั้งลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาต่างเป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดในโลกเซียน
โดยเฉพาะลัทธิไร้มลทินซึ่งปล่อยข่าวลือว่าต้องการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีอำนาจเพียงใด
เมื่อสองขุมกำลังใหญ่ในยามนี้ต่างออกมาประกาศบัญญัติค่าหัวแค่เพื่อจับตัวกลุ่มผู้จุติสรวงจากโลกมนุษย์สู่แดนเซียน ผู้ใดเล่าจะมิตกใจ?
เหตุใดสองขุมกำลังหลักจึงทำเช่นนี้?
ผู้จุติสรวงเหล่านั้นต้องมีที่มาเช่นไร สองขุมกำลังหลักจึงยอมขูดเลือดตนออกประกาศหาโดยมิลังเล?
ไร้ผู้ใดรู้แน่ชัด
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป โลกหล้าก็ได้รู้ว่าเหล่าคนของลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงเมื่อครั้งอยู่ที่แดนบรรลุสรวงขุนเขากวางขาว!
กล่าวกันว่ามีเซียนแท้ขอบเขตสุญตาตกตายหลายสิบคน!
สิ่งนี้ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาในโลกหล้าอีกครั้ง
และยังทำให้แดนบรรลุสรวงที่ขุนเขากวางขาวกลายเป็นสถานที่ซึ่งถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกหล้า
ไม่อาจทราบว่ามีตัวตนวิถีเซียนมากมายเพียงใดเร่งรุดไปที่นั่นเพื่อค้นหาที่อยู่ของผู้จุติสรวงกลุ่มนั้น
เพราะสมบัติเซียนที่เขานำออกมาต่างมีสมบัติของลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาปะปนอยู่!
“หากข่าวการปรากฏตัวของชายผู้นั้นถูกขายให้ลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆา แค่ค่าหัวบนประกาศจับเหล่านี้ก็กล่าวได้ว่าล้นฟ้าแล้ว…”
หัวใจของชายชราเคราแพะเต้นระรัว
เขาสูดหายใจลึก ๆ แล้วสายตาก็สบเข้ากับหยกเซียนห้าร้อยชิ้นบนโต๊ะ แล้วใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเยาะขึ้นอย่างอดมิได้
ค่าปิดปากนี้มีหรือจะคุ้มกับค่าหัวมหาศาล?
เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
“เฒ่าเวิน”
ชายชราเคราแพะเรียกบ่าวเฒ่าผู้หนึ่งมา ส่งม้วนหยกปิดผนึกชิ้นหนึ่งให้ “ส่งม้วนหยกนี้ให้กับเจ้าเงา เขาจะรู้ว่าต้องทำเช่นไร”
บ่าวเฒ่ารับคำสั่งและเดินจากไป
ชายชราเคราแพะถอนหายใจยาวพลางพึมพำขึ้นมาว่า “ถูกลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาหมายหัวเช่นนี้ ต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงไรก็จบด้วยความตายทั้งสิ้น! แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ก็ให้ข้าเปลี่ยนชีวิตเจ้าเป็นกองเงินกองทองดีกว่า ทำให้เจ้าตายอย่างเป็นประโยชน์”
ชายชราเคราแพะแย้มยิ้ม ขณะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกลับไปยังห้องตน
ก๊อก! ก๊อก!
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
ชายชราเคราแพะกำลังร่ำสุราอย่างอารมณ์ดี
“เจ้าดูมีความสุขดีนี่”
เสียงแหบพร่าแว่วมาในห้อง
ชายชราเคราแพะชะงัก ก่อนจะลุกพรวดขึ้นและกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้านาย ไยท่านจึงมาที่นี่ล่ะขอรับ?”
ชายผู้มีเส้นผมสีขาวเยี่ยงหิมะยืนอยู่ที่ประตูห้อง ใบหน้าของเขาเยาว์วัยเยี่ยงชายหนุ่ม ทว่าแววตากลับให้ความรู้สึกเหมือนผ่านร้อนหนาวมาเนิ่นนานอย่างเด่นชัด
เขาคือเจ้าของของหมู่ตึกไร้จำกัดแห่งนี้ มีนามว่าเฟิงเย่อวิ๋น!
“หากข้าไม่มา หมู่ตึกไร้จำกัดของข้าจะถูกเจ้าทำลายน่ะสิ”
ดวงตาของเฟิงเย่อวิ๋นลึกล้ำ วาจาสุขุม
เขาว่าพลางพลิกฝ่ามือ จากนั้นม้วนหยกชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
เมื่อเห็นสิ่งนี้ สีหน้าของชายชราเคราแพะก็แปรเปลี่ยนกะทันหัน พลางกล่าวว่า “เจ้านาย นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย มิคาดเลยว่ามันจะทำให้ท่านต้องออกมาเอง หรือว่า… สิ่งนี้จะผิดปกติหรือขอรับ?”
เฟิงเย่อวิ๋นรำพึงเบา ๆ “ใช่ และเป็นปัญหาใหญ่เสียด้วย เฒ่าหลิ่ว เจ้าเป็นคนเก่าแก่ของหมู่ตึกไร้จำกัดเรา ทว่ายามนี้ข้าจำต้องยืมหัวเฒ่า ๆ ของเจ้าไปใช้สักหน่อยแล้ว”
ชายชราเคราแพะพลันร้องลั่นในใจ
ก่อนที่เขาจะทันไหวตัว เฟิงเย่อวิ๋นก็ลงมือแล้ว
อึดใจต่อมา หัวมนุษย์อาบเลือดหัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเฟิงเย่อวิ๋น
จากนั้นเขาก็นำเกล็ดสีแดงสดคล้ายใบไม้ชิ้นหนึ่งออกมาปาดปลายนิ้วเบา ๆ
เกล็ดสีแดงสดแผดเผาเยี่ยงเปลวเพลิง สะท้อนม่านแสงรูปทรงกลมออกมา และในม่านแสงนั้นปรากฏร่างลวงตาร่างหนึ่งขึ้น
จากนั้นเฟิงเย่อวิ๋นก็คำนับอย่างเคร่งขรึม “เรียนใต้เท้า เรื่องนี้สะสางลุล่วงแล้วขอรับ โชคดีที่ข่าวในม้วนหยกนี้ยังมิได้แพร่งพราย มันจึงไม่นับเป็นความผิดใหญ่หลวงขอรับ!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็ยกหัวของชายชราเคราแพะขึ้น “นี่คือหัวของหลิ่วเฉิง ผู้ตรวจสอบสมบัติของหมู่ตึกไร้จำกัดของข้า จ่ายเป็นราคาของความโลภขอรับ”
“ในฐานะเจ้าของหมู่ตึกไร้จำกัด เจ้ามิรู้สึกละอายบ้างหรือ?”
ร่างมายาในม่านแสงกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางเจื้อยแจ้วเยี่ยงเด็กสาว ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเฉยเมย
แผ่นหลังของเฟิงเย่อวิ๋นเย็นวาบ เขาก้มหัวลงโดยมิกล้าแก้ตัว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ขอใต้เท้าโปรดลงทัณฑ์!”
“ความผิดมีผู้ก่อ หนี้มีเจ้าของ เจ้าดูเองเถอะ”
ยังไม่ทันสิ้นคำ ร่างมายาและม่านแสงก็แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงสลายไป
เฟิงเย่อวิ๋นปาดเหงื่อเย็นเฉียบออกจากหน้าผาก ก่อนที่ดวงตาจะเปี่ยมด้วยโทสะบ้าคลั่ง
“สุนัขนี่หาเรื่องใหญ่มาใส่หัวกัน ตายไปก็มิน่าเสียดาย!”
หัวใจของเขาเดือดดาล บดขยี้ศีรษะของชายชราจนแหลกละเอียด
“แต่ว่าชายหนุ่มคนเมื่อครู่กลับทำให้ใต้เท้าซึ่งละทางโลกมาแสนนานสนใจขึ้นมาได้นี่เป็นใครกันแน่?”
ความเคลือบแคลงปรากฏขึ้นในใจของเฟิงเย่อวิ๋น
……
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มกำลังพักผ่อน ตั้งใจรอจนจบเทศกาลของลัทธิหมื่นวิญญาณก่อนจะไปยัง ‘ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม’
มันคือแดนทดสอบอันลือนามแห่งหนึ่งในตลาดมังกรดำ
การเลื่อนขอบเขตในนั้นไม่เพียงจะช่วยขัดเกลาวิถี แต่ยังทำให้ได้รับผลประโยชน์ที่มิคาดคิดมามากมาย
นอกจากถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมแล้ว ยังมี ‘ป่าศิลาก่อวิถี’ ซึ่งคงอยู่มานานในตลาดมังกรดำ มันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนแห่งใดในโลกหล้า
ทว่าคนธรรมดานั้นไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไป
“ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนจะดีกว่า”
การฝึกฝนของซูอี้ในยามนี้ฟื้นคืนมาแล้ว และเขาก็เริ่มวางแผนก้าวสู่วิถีเซียนในภายหน้าแล้ว
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ชิงเวยผู้กำลังทำความเข้าใจเคล็ดวิชาอยู่ไม่ไกลลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที
“เจ้าคือ?”
ที่หน้าประตูมีชายผมขาวราวหิมะผู้มีใบหน้าเช่นชายหนุ่มยืนอยู่ รายล้อมด้วยปราณฝึกฝนในระดับราชันเซียน!
สิ่งนี้ทำให้ชิงเวยขมวดคิ้วน้อย ๆ
ทว่านางกลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นผู้มาเยือนก้มหัวลงคำนับอย่างดูละอาย “เจ้าของหมู่ตึกไร้จำกัดเฟิงเย่อวิ๋น มาเพื่อวอนขอการอภัยขอรับ!”
ชิงเวยตะลึง วอนขอการอภัย?
หมายความเช่นไร?
นางเผลอเหลือบมองไปทางซูอี้ผู้นั่งเอกเขนกอยู่ในห้องโดยมิตั้งใจ
“เข้ามาคุยกันสิ”
ซูอี้กล่าวเสียงเนิบนาบ
“ขอบคุณมาก”
เฟิงเย่อวิ๋นยืดตัวตรงแล้วเดินเข้ามาในห้อง
ในสายตาเขา ซูอี้ไร้ปราณฝึกฝนในร่าง และอ่านอายุจากกระดูกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ
ทว่าเพราะเขาคนนี้ ราชันเซียนผู้กล่าวได้ว่าเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในตลาดมังกรดำกลับมิกล้ามองข้ามแม้แต่น้อย!
“เจ้าผิดอันใด?”
ซูอี้ถาม
เฟิงเย่อวิ๋นเผยสีหน้าขอโทษขอโพย ขณะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
ทว่าไม่ได้กล่าวถึง ‘ใต้เท้า’ ผู้ลึกลับตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังฟังจบ ชายหนุ่มก็อดรู้สึกประหลาดใจมิได้ “ท้ายที่สุดข่าวก็มิได้แพร่งพราย และลูกน้องของเจ้าก็ชดใช้แล้ว ไฉนเจ้าผู้เป็นราชันเซียนต้องถ่อมาขออภัยกันถึงที่ด้วยเล่า?”
เฟิงเย่อวิ๋นตระเตรียมคำตอบไว้แล้ว จึงกล่าวต่อโดยไม่ต้องคิด “เพื่อแสดงความเสียใจและขอให้ท่านเข้าใจ หากทำเช่นนี้ก็วางใจแล้วว่า สามารถกอบกู้ชื่อเสียงและไม่ทำให้หมู่ตึกไร้จำกัดแปดเปื้อนมลทินได้!”
ซูอี้ฉีกยิ้ม “ได้ เจ้าไปได้แล้ว”
เฟิงเย่อวิ๋นหยิบกล่องสำริดออกมาใบหนึ่ง และมอบมันให้อีกฝ่ายด้วยสองมือ “สิ่งนี้แทนเจตนาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า โปรดรับไว้ด้วย”
ซูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย ทว่าก็มิได้กล่าวอันใด “วางไว้บนโต๊ะก็พอ”
เฟิงเย่อวิ๋นโล่งใจ จากนั้นรีบวางกล่องสำริดไว้บนโต๊ะ ก่อนจะโค้งคำนับอีกหน “หากท่านมีคำสั่งใดในตลาดมังกรดำ ข้าจะไม่มีวันกระทำบิดพลิ้ว เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของท่าน ข้าต้องขอตัวก่อน!”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังจากไป
จนกระทั่งเมื่อเขาออกจากโรงเตี๊ยมคืนสู่ถนน เฟิงเย่อวิ๋นจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ว่าแล้วเชียว ชายหนุ่มผู้นี้หาธรรมดาไม่ มีราชันเซียนชิงเวยรับใช้อยู่ข้างกาย ภูมิหลังของเขาจะต้องยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!
ทว่าเทียบกันแล้ว ความสนใจจาก ‘ใต้เท้า’ นั้นน่ากลัวที่สุด
……
“คุณชาย คนผู้อ้างตนว่าชื่อเฟิงเย่อวิ๋นนั้นโกหกกันชัด ๆ เจ้าค่ะ”
ในห้องที่โรงเตี๊ยม ชิงเวยกล่าวขึ้นว่า “อยู่ดี ๆ มีหรือราชันเซียนจะเป็นฝ่ายออกมาขอโทษเพียงเพราะผู้ใต้บัญชาทำความผิด? ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าผู้ใต้บัญชานั้นตกตายแล้ว และมิได้สร้างความผิดร้ายแรงใด ๆ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวต่อ “หากเขารู้ตัวตนของคุณชายก็ว่าไปอย่าง แต่ดูเหมือนเขาจะมิรู้ว่าคุณชายคือใครนะเจ้าคะ”
ซูอี้พยักหน้ารับ “มันแปลกจริง ๆ อย่างที่เจ้าว่า แต่ไม่ต้องสนใจนักหรอก ภายหน้าเดี๋ยวก็กระจ่างเอง”
กล่าวจบ เขาก็เปิดกล่องสำริด
ทันใดนั้น รัศมีเซียนสีม่วงอันเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้น ทำให้บนอากาศเต็มไปด้วยสุคนธ์โอสถชื่นใจฟุ้งอบอวล
เห็ดหลินจือเก้าแฉกชิ้นหนึ่งวางนิ่งอยู่ในกล่องสำริด บนผิวของมันมีลวดลายวิถีลึกลับ ประกายแสงพร่างพรม เจิดจรัสไร้ตำหนิ วิเศษอย่างยิ่ง
ชิงเวยประหลาดใจ “เห็ดหลินจือเก้าแฉก! นี่เป็นหนึ่งในโอสถเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์อันหายากยิ่งในโลกหล้า!”
มันทำให้ราชันเซียนเยี่ยงชิงเวยตื่นตะลึงได้ แสดงให้เห็นว่าเห็ดหลินจือเก้าแฉกนี้พิเศษเพียงไร!
“เจ้ารับมันไปเถอะ”
ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ
ชิงเวยรีบบอกปัด “นี่เป็นของขวัญของคุณชาย ผู้น้อยมีวาสนามิถึงเจ้าค่ะ”
ซูอี้โยนกล่องสำริดให้กับชิงเวย “โอสถเซียนแบบนี้ ข้ายังใช้มิได้ในเร็ว ๆ นี้หรอก แต่ราชันเซียนเช่นเจ้าเหมาะที่จะใช้โอสถนี้ที่สุด รับไว้เสีย”
ชิงเวยทำใจกล้ารับมันมา หัวใจของนางรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างมิอาจบรรยาย
ไม่ใช่เพราะนางไม่เจนโลก ทว่าการที่ซูอี้มอบโอสถหายากเช่นนี้ให้โดยหาลังเลไม่ ทำให้นางทั้งตกใจระคนตื้นตัน
นี่… คือความรู้สึกของการได้รับความใส่ใจ เพราะเป็นคนของใต้เท้าจอมราชันหรือ?