บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1558: ชุมนุมหมื่นวิญญาณ
ตอนที่ 1558: ชุมนุมหมื่นวิญญาณ
ซูอี้มองปราดเดียวก็เข้าใจ
หนุ่มน้อยไม่ใช่ว่ามิอยากทิ้งอาภรณ์ขาดวิ่นเปื้อนเลือดนั้น
แต่เขาอยากจะจดจำช่วงเวลาอันนองเลือดเคียดแค้นนี้ไว้ในอ้อมแขน สลักมันไว้ในอุรา!
ซูอี้จ้องมองเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เมื่อออกจากตลาดมังกรดำได้ ข้าจะพาเจ้ากลับทวีปกกพิสุทธิ์”
เด็กหนุ่มสะดุ้ง เห็นได้ชัดว่าอยากถามบางอย่าง
ทว่าสุดท้าย เขาก็เม้มปากสงวนวาจา
……
เช้าตรู่ถัดมา
แดนสุดบูรพาของตลาดมังกรดำมีอาคารโบราณตั้งเรียงราย ห่างไกลออกไปปรากฏขุนเขาใหญ่ปกคลุมด้วยหมอกทมิฬ
หุบเขานั้นมีนามว่า ‘มังกรเร้น’ ซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามแห่งหนึ่งในตลาดมังกรดำ และดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตลือนามที่พำนักของราชันวิถีมังกรแดง
‘ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม’ และ ‘ป่าศิลาก่อวิถี’ อันลือนามแห่งแดนเซียนก็อยู่ที่นี่เช่นกัน!
บริเวณที่จัดเทศกาลของลัทธิหมื่นวิญญาณในวันนี้ก็ตั้งอยู่ในอาคารโบราณตรงหน้าภูเขามังกรเร้น
มันเป็นโถงเซียนโบราณอันโอ่อ่าแห่งหนึ่ง มีนามว่าโถงหลักเมฆมงคล ซึ่งดำรงอยู่มาก่อนยุคอวสานเซียน
บริเวณอันมีโถงหลักเมฆมงคลเป็นศูนย์กลางในยามนี้ล้วนถูกปิดล้อมโดยยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณ
ด้านหน้ามีผู้คนมากมายมายืนออกันอยู่
เทศกาลที่ลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังจะจัดขึ้นนั้นก่อให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างในตลาดมังกรดำ กล่าวได้ว่าเป็นจุดสนใจทั่วทุกแห่งหน
มีกระทั่งยอดฝีมือมากมายผู้มายังตลาดมังกรดำเพื่อเทศกาลนี้ตั้งแต่แรก โดยถามไถ่ข่าวคราวและจุดประสงค์ในการจัดเทศกาลนี้ของลัทธิหมื่นวิญญาณ
ดังนั้น บริเวณใกล้เคียงโถงหลักเมฆมงคลในวันนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเป็นพิเศษตั้งแต่เช้าตรู่
“ราชันเซียนเก้ากระเรียนมาแล้ว!”
บางผู้กระซิบ จนเกิดเป็นเสียงฮือฮาขึ้นทั่วทั้งบริเวณนั้น
ชายชราผู้หนึ่งในอาภรณ์สีดำและมีผมสีขาวได้พาชายหนุ่มคู่หนึ่งเดินทางมาจากระยะไกล
เมื่อพวกเขาหายลับเข้าไปในโถงหลักเมฆมงคล ทั่วหล้าก็มีเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นไปทั่ว
“ไม่คิดเลยว่าราชันเซียนเก้ากระเรียนก็มาด้วย”
“นี่คือราชันเซียนวิถีปีศาจผู้ลือนามในแคว้นหลัว เขามาทำอันใดที่นี่กัน?”
“นับตั้งแต่สิ้นยุคอวสานเซียน ลัทธิหมื่นวิญญาณก็ทาบทามยอดฝีมือไปทั่วเพื่อขยายอำนาจของตนเองมาตลอด จวบยามนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขามีผู้ทรงอำนาจระดับราชันเซียนอยู่มากมายเพียงใด อย่าว่าแต่การถามถึงความแข็งแกร่งของลัทธิหมื่นวิญญาณเลย”
“ราชันเซียนเก้ากระเรียนมาเข้าร่วมงานเลี้ยง บางทีเขาอาจอยากเข้าร่วมลัทธิหมื่นวิญญาณก็เป็นได้!”
…ขณะที่ผู้คนกำลังสนทนากันอยู่นั้น
ผู้ยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นดึงความสนใจผู้คนอีกหน
เขาเป็นชายผู้สวมมงกุฎขนนกและอาภรณ์สีแดง เส้นผมโง้งดุจคมง้าว ดวงตาดุจสายฟ้าเย็นเยียบ มีกลุ่มเซียนแท้ขอบเขตสุญตาติดตามอยู่เบื้องหลัง
ราชันเซียนอัคคียันต์!
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวัดสนเมฆาแห่งแคว้นฮั่ว!
การมาเยือนของเขาทำให้หัวใจผู้คนมากมายตื่นตะลึง
เทียบกับราชันเซียนเก้ากระเรียนแล้ว ราชันเซียนอัคคียันต์นั้นเป็นที่รู้จักมากกว่า เนิ่นนานมาแล้ว เขาก็ได้เป็นหนึ่งในห้าราชันเซียนสูงสุดในแคว้นฮั่ว!
เวลาถัดมา ราชันเซียนผู้ก้าวสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็มาถึงคนแล้วคนเล่า ทำให้เกิดเสียงเอ็ดอึงดังขึ้นพร้อมกัน
เมื่อซูอี้พาหนุ่มน้อยฟางหานและชิงเวยมาถึง มันก็ดึงความสนใจเช่นกัน
จนกระทั่งร่างของพวกเขาลับหายไปในโถงหลักเมฆมงคล เสียงสนทนาก็ดังขึ้นอีก
“ราชันเซียนผู้นั้นเป็นใครกัน? ไยจึงไม่คุ้นหน้าเลย?”
“หากข้าเดาถูก นางน่าจะเป็นราชันเซียนชิงเวยแห่งหอน้อยสมปรารถนาในแคว้นจิ่ง!”
“ที่แท้ก็เป็นนาง!”
คนมากมายพลันหันมาร่วมวง
ราชันเซียนชิงเวย ตัวตนลึกลับผู้สูงส่งในหมู่ผู้ฝึกตนปีศาจ กล่าวกันว่ามีท่าทางโดดเด่น ฝีมือสูงส่ง แข็งแกร่งจนมิอาจคาดหยั่ง!
ทว่าราชันเซียนชิงเวยนั้นเผยโฉมหน้าสู่โลกหล้าน้อยครั้ง พวกเขาจึงไม่ค่อยรู้จักนางเท่าไรนัก
ส่วนซูอี้กับฟางหาน แม้จะดึงดูดความสนใจอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่เผลอมองว่าทั้งสองคือผู้น้อยซึ่งติดตามราชันเซียนชิงเวยมา…
โถงหลักเมฆมงคลมีขนาดใหญ่โตยิ่ง ซึ่งสามารถรองรับผู้คนได้นับพันคน!
โถงแห่งนี้ปกคลุมด้วยค่ายกลโบราณวิถีเซียน ซึ่งมีชื่อว่า ‘ราชันวิถีมังกรดำ’ เจ้าของตลาดมังกรดำวางค่ายกลนี้เอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งสามารถหยุดยั้งการโจมตีอย่างสุดกำลังของตัวตนขอบเขตมหาเซียนได้
เทศกาลยังไม่ทันเปิดฉาก ภายในโถงก็ครึกครื้นอย่างยิ่ง
ตัวตนระดับราชันเซียนเหล่านั้นกำลังเสสรวลขณะสนทนากัน
เซียนขอบเขตสุญตาจับกลุ่มกัน บ้างสามคน บ้างห้าคน
และยังมีตัวตนชั้นผู้น้อยผู้ติดตามผู้ทรงอำนาจทั้งหลายมา พูดคุยทำความรู้จักกัน
ผู้อาวุโสแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณเซียวจวี้ บุตรสวรรค์ฉงฉีและพรรคพวกก็รวมอยู่ในนั้น
เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็กล่าวได้ว่าผู้คนมีมากมายดั่งหมู่เมฆ!
เมื่อพวกซูอี้เข้ามาในโถง พวกเขาก็กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของผู้คนทันที
ผู้คนมากมายตื่นตากับความงามของชิงเวย
ความงามนี้เพียงพอจะทำให้สรรพชีวิตหลงลืมตัวตนไปชั่วขณะ แม้กระทั่งตัวตนระดับราชันเซียนบางคนยังถึงกับเสียอาการ
“ท่านชิงเวย ไม่ได้พบกันนานเลยนะขอรับ!”
เซียวจวี้พาบุตรสวรรค์ฉงฉีเข้ามาทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้ม
เซียวจวี้กับชิงเวยพูดคุยกันพอเป็นพิธีอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดที่นั่งให้ชิงเวยกับซูอี้
ชิงเวยถูกจัดให้นั่งแถวหน้าในบริเวณกลางโถง
ซึ่งเป็นแถวที่นั่งเดียวกับผู้ยิ่งใหญ่เช่นราชันเซียนเก้ากระเรียนและราชันเซียนอัคคียันต์
ส่วนซูอี้กับฟางหานถูกจัดให้ไปนั่งที่มุมห่าง ๆ ในโถง
ที่นั่นมีตัวตนชั้นผู้น้อยซึ่งยังไม่ได้บรรลุสู่วิถีเซียนนั่งกระจัดกระจายกันอยู่แล้ว
ซูอี้หารู้สึกใดไม่
หลังหาที่นั่งได้ เขาก็ยกไหสุราขึ้นดื่ม
ฟางหานนั่งลงอีกฝั่งหนึ่ง หนุ่มน้อยดูประหม่าเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง และไม่เข้าใจว่าไยซูอี้จึงพาตนมายังงานเทศกาลนี้
ทว่าเขาก็เพียงลอบกัดฟัน รินสุราจากไหลงจอกขึ้นดื่มอย่างไม่คิดมาก
ซูอี้กวาดสายตามองบริเวณโดยรอบ เขาเพียงแย้มยิ้มทว่ามิได้พูดอันใด
ทันใดนั้น บุตรสวรรค์ฉงฉีก็ถือสุราจอกหนึ่งเดินมาหา
เขามองชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ในมุมห่าง ๆ ด้วยรอยยิ้ม และกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ข้ารู้ว่าตัวตนของเจ้าไม่ธรรมดา แต่จะให้เจ้านั่งรวมกับพวกผู้น้อยที่อยู่ร่วมโต๊ะก็กระไรอยู่”
ทันใดนั้น เขาก็เปลี่ยนประเด็น “แน่นอน ข้าไม่ได้มาเพื่อจงใจเหยียดหยามเจ้าหรอก แต่มาเตือนว่าหากเจ้ากล้ากระทำการอุกอาจที่นี่วันนี้ เจ้าตายแน่”
กล่าวจบ ฉงฉีก็ดื่มสุราในจอก มองซูอี้อย่างลึกล้ำ ก่อนจะเดินจากไป
ซูอี้นั่งเหมือนมิรู้สึกรู้สา สีหน้ามิแปรเปลี่ยน
ฟางหานดูจะสังเกตเห็นบางอย่างแล้วถากถาง “ดูเจ้าจะมิเป็นที่ต้อนรับนะ! หากเป็นข้าถูกผู้อื่นละเลยเช่นนี้ คงได้สะบัดก้นจากไปแล้ว แต่เจ้ากลับวิงวอนขออยู่ต่อ ไร้สันหลังจริง ๆ!”
ซูอี้ยิ้มอย่างมิถือสา แล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าเขาเป็นบุตรสวรรค์ แล้วเขาจะมาหมายหัวข้าเป็นพิเศษเพื่อการใด?”
เมื่อได้ฟัง ฟางหานก็ตกตะลึงจนเงียบไป
ซูอี้กล่าวเบา ๆ “เจ้ายังเด็ก กล้าหาญมิกลัวตาย แต่เวลาเจ้ามองสิ่งใด อย่ามองเพียงเปลือกนอก เหมือนเช่นการกระทำของคนผู้นั้นเมื่อครู่ มันดูเหมือนจะเป็นการเตือนไม่ให้ข้าก่อเรื่อง ทว่าที่จริงแล้ว เขาอยากให้ข้าก่อเรื่องโดยเร็วต่างหาก”
ฟางหานขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใด?”
ซูอี้ว่า “ง่ายมาก เพราะเขาคิดว่าที่นี่เป็นถิ่นตัวเอง แต่เพราะตัวตนของชิงเวยค้ำคอ เขาจึงไม่กล้าทำอันใดข้า แต่หากข้ากระโดดออกมาหาเรื่องเอง เขาก็จะมีข้ออ้างจัดการกับข้าต่อหน้าทุกผู้”
ฟางหานตะลึง “เจ้ากับเขามีความแค้นต่อกันหรือ?”
“มิน่าเล่า”
ฟางหานดูจะเข้าใจ “หากเป็นข้า ข้าก็ต้องกู้หน้าคืนเช่นกัน!”
ซูอี้ดื่มสุราในจอกโดยมิกล่าววาจา
จากนั้นฟางหานก็แค่นเสียงอย่างเย็นชา “แม้สิ่งที่เจ้าพูดอาจจะจริง แต่หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะมิทนเช่นนี้แน่!”
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “กลยุทธ์ยั่วยุของเจ้ายังไร้เดียงสานัก เจ้าอยากให้ข้าสู้กับเขาเพื่อฉวยโอกาสหนีหรือไร?”
ฟางหานดูมิค่อยสบายใจนัก แต่ก็ยังเชิดหน้ากล่าวอย่างดื้อรั้น “ถูกต้อง!”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ “ละครดียังไม่เริ่ม อย่าเพิ่งร้อนใจ”
ละครดี? ฟางหานขมวดคิ้ว แล้วหยุดพูดไป
เวลาต่อมา ผู้เลิศล้ำมากมายก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกัน
เฟิงเย่อวิ๋น เจ้าของหมู่ตึกไร้จำกัดเองก็มาและถูกจัดให้นั่งกับเหล่าราชันเซียนเช่นกัน
ภายในโถงหลักเมฆมงคลยามนี้ เพียงราชันเซียนก็มีถึงสิบสองคน!
นอกจากนั้นยังมีเซียนแท้ขอบเขตสุญตาอยู่เกือบห้าสิบคน เซียนขอบเขตจักรวาลและผู้น้อย รวมกันก็เกือบสามร้อยคน
ทุกผู้รวมอยู่ในจุดเดียว
เมื่อ ‘ราชันเซียนซิงอวี้’ หนึ่งในสี่ผู้นำองครักษ์มังกรดำมาถึง เสียงเซ็งแซ่ภายในโถงก็เงียบลงมาก
ราชันเซียนทั้งหมดต่างลุกขึ้นคำนับด้วยรอยยิ้ม
เซียวจวี้นั้นยิ้มกว้างกว่าใคร ขณะเข้าไปต้อนรับราชันเซียนผู้ตัดสินเป็นตายในตลาดมังกรดำสู่ที่ว่างแถวหน้าด้วยตนเอง
“เฒ่าเซียว เราเป็นสหายกันมาหลายปี ไม่ต้องสุภาพหรอก”
ราชันเซียนซิงอวี้กล่าวเสียงค่อย
รูปร่างของเขาสูงใหญ่ สวมอาภรณ์บัณฑิตขงจื่อ ใบหน้าขาวผ่อง กิริยาสุขุมเยือกเย็น ดูโดดเด่นในหมู่ราชันเซียน
เซียวจวี้หัวเราะลั่น “ที่ลัทธิหมื่นวิญญาณของข้าจัดเทศกาลที่นี่ในยามนี้ได้ก็ต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากพี่ชายร่วมวิถี บุญคุณนี้ขอบคุณแล้วไม่จบสิ้น ในภายภาคหน้าเจ้าจะได้รับรางวัลอย่างงาม!”
ดวงตาของผู้คนมากมายดูซับซ้อนขึ้น เห็นได้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณเชิญราชันเซียนซิงอวี้มาช่วยควบคุมสถานการณ์!
“คนผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมนัก”
ฟางหานพึมพำ “หากข้ามีตัวตนฐานะเช่นนี้ จะเป็นเช่นไร…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หนุ่มน้อยพลันหุบปาก ดวงตาคู่นั้นหม่นแสงลง
ซูอี้ดื่มสุราในจอก ขณะกล่าวขึ้นว่า “มุมมองของเจ้ายังคับแคบนัก บรรพชนในเผ่าภูตปี้อันของเจ้ามีราชันเซียนก่อเกิด มหาเซียนรวมพล หากภายหน้าเจ้าไม่บรรลุสู่ขอบเขตมหาเซียน เจ้าจะละอายต่อสายเลือดในร่างเจ้า”
ฟางหานกล่าวขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้ากำลังสั่งสอนข้าอยู่หรือ?”
ซูอี้ว่า “แน่นอน”
ฟางหาน “…”
ทันใดนั้น บรรยากาศในโถงพลันเงียบลง
ทุกสายตามองไปยังที่หนึ่งเป็นตาเดียว
ภายในโถงมีแท่นหยกแท่นหนึ่งตั้งอยู่ และขณะนี้ ร่างหนึ่งก็กำลังเดินขึ้นไปอย่างเชื่องช้า
เขาเป็นชายชราสวมชุดคลุมสีดำ เส้นผมขาวเยี่ยงหิมะ ดวงตาลึกล้ำดุจท้องทะเล ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยอำนาจที่มิอาจมองเห็น
เมื่อเขาปรากฏ เหล่าราชันเซียนทั้งหลายก็หยุดสนทนา สีหน้าของพวกเขาเผยอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
และเซียวจวี้ ผู้อาวุโสแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณก็ก้าวออกมาอย่างรีบร้อน ขณะกล่าวขึ้นว่า “ทุกท่าน ท่านนี้คือ ‘หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียง’ แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณของข้า!”
ผู้คนที่อยู่โดยรอบพลันส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้น
หัวหน้านักบวชในลัทธิหมื่นวิญญาณ ผู้อ่อนแอที่สุดยังเป็นตัวตนสูงสุดในหมู่ราชันเซียน และผู้แข็งแกร่งก็กล่าวได้ว่ามีวิถีเต๋าในระดับมหาเซียน!
แม้หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงในยามนี้จะมิใช่มหาเซียน แต่ปราณราชันเซียนของเขากลับลึกล้ำเกินหยั่งคาด!
และเมื่อพบหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียง ซูอี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวสังเกตเห็นบางอย่าง ก่อนจะวางจอกสุราที่เพิ่งยกขึ้นลงช้า ๆ
………………..