บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1559: กดดันบังคับ
ตอนที่ 1559: กดดันบังคับ
ดาบเก้าคุมขังซึ่งเงียบงันอยู่ในห้วงความนึกคิดของชายหนุ่มมานานพลันขยับไหว
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยปราณเทพจากร่างของหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงได้
‘ไอ้แก่นี่หากไม่ใช่ว่าได้รับบำเหน็จอำนาจจากเทพ ก็น่าจะเกี่ยวกับ ‘โองการเทพ’ ที่เขากำลังจะสาธยาย’
ซูอี้กล่าวในใจ
ยามมายังตลาดมังกรดำ เขาก็เคยได้ยินชิงเวยกล่าวถึงเรื่องที่มีเทพอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณมาแล้ว
ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่น่าประหลาดใจเลย
หลังจากหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงมาถึง เขาก็นั่งลงบนที่นั่งหนึ่งบนแท่นหยก
ภายใต้อารัมภบทของเซียวจวี้ ผู้อาวุโสแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ ในที่สุดเทศกาลซึ่งทุกผู้เฝ้ารอก็เริ่มขึ้น
“ทุกท่าน คนแซ่เซียวผู้นี้ต้องการประกาศเหตุสำคัญสามประการในเทศกาลวันนี้”
เซียวจวี้ยืนตรงหน้าแท่นหยก สีหน้าดูอ่อนโยนสุภาพ “และหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงก็จะออกโองการเทพ!”
เหล่าผู้ฟังส่งเสียงอื้ออึงทั่วทั้งห้องโถง
เทียบกันแล้ว เหล่าตัวตนขอบเขตราชันเทพดูสุขุมกว่ามาก
เพราะก่อนจะเข้าร่วมเทศกาล พวกเขาล้วนได้ยินมาแล้วว่าลัทธิหมื่นวิญญาณจะออกโองการเทพ
“เทพ? โลกนี้มีเทพอยู่จริง ๆ หรือ?”
ฟางหานประหลาดใจ
ซูอี้กล่าวอย่างไม่แยแส “เทพที่ว่านั่นก็มิใช่ใดอื่นนอกจากผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง มิต้องคาดหวังสูงนักหรอก”
ฟางหานแค่นเสียงหึ “วาจาเราะร้ายมิเบาเลยนะ!”
ซูอี้หาใส่ใจไม่
ไม่นานนัก เซียวจวี้ก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เงียบเสียง และกล่าวว่า “ยามนี้ คนแซ่เซียวจะประกาศเรื่องสำคัญเรื่องแรก”
เซียวจวี้กล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา “เรื่องแรกคืองานเทศกาลในวันนี้ มีราชันเซียนหกท่าน เซียนแท้ขอบเขตสุญตาสี่สิบเก้าท่านเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นวิญญาณของเรา!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ทุกท่าน โปรดลุกขึ้นต้อนรับสหายเต๋าทั้งหมดนี้!”
ทันใดนั้น หกราชันเซียนเช่นราชันเซียนเก้ากระเรียน ราชันเซียนอัคคียันต์ และเซียนแท้ขอบเขตสุญตาสี่สิบเก้าคนในโถงก็ลุกขึ้นยืน
ภาพเบื้องหน้าพวกเขาในยามนี้น่าดูชมเสียจนประหลาดใจ
ผู้ได้รับเชิญให้มาเข้าร่วมเทศกาลบางคนต่างตกตะลึง เพราะไม่คิดเลยว่าราชันเซียนกับเซียนแท้ขอบเขตสุญตาจากทวีปและขุมกำลังต่าง ๆ จะเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นวิญญาณแล้ว!
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป พายุใหญ่คงได้เกิดขึ้นในโลกเซียนเป็นแน่!
บางผู้ยังสังเกตเห็นอีกว่าราชันเซียนชิงเวยแห่งหอน้อยสมปรารถนาไม่ได้ลุกขึ้น เหตุการณ์นี้จึงน่าจับตามองเป็นพิเศษ
เซียวจวี้ยิ้มน้อย ๆ และกล่าวว่า “โปรดนั่งลงเถิด ต่อจากนี้ บุตรสวรรค์ฉงฉีจะออกมาประกาศรางวัลจากเจ้าลัทธิแก่พวกท่าน”
ฉงฉีลุกขึ้นทันที ก่อนจะนำโองการออกมาอ่าน
เขาร่ายรางวัลมากมายออกมายาวเสียจนนึกว่าหางว่าว
ราชันเซียนเก้ากระเรียนลุกขึ้นคำนับขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
ต่อมา ราชันเซียนอัคคียันต์และคณะ รวมถึงเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเหล่านั้น ต่างก็ได้รับรางวัลอันใจป้ำนี้อย่างถ้วนทั่ว จนก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงในหมู่ผู้ชม
อิจฉาตาร้อน หัวใจเต้นระทึก… หลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป
“หากเป็นข้านะ ให้หลั่งเลือดแก่ลัทธิหมื่นวิญญาณก็ยอม!”
ฟางหานรำพึง
ซูอี้กล่าวอย่างไม่แยแส “นี่แหละจุดประสงค์ของลัทธิหมื่นวิญญาณ เอาอกเอาใจด้วยรางวัลขนาดนี้ ในสายตาผู้อื่นมีหรือจะมิหวั่นไหว? น่าเสียดายที่วิธีการซื้อใจผู้คนเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็มิได้ผลดีนัก”
ผู้ใช้อำนาจผูกมิตร ท้ายที่สุดก็แหลกมลายยามสิ้นอำนาจ
ผู้ร่วมมือด้วยผลประโยชน์ ท้ายที่สุดก็หายหนีเมื่อสิ้นทรัพย์!
ฟางหานเหลือบมองชายหนุ่มอย่างเหยียดหยาม “ไยข้าจึงคิดว่าเจ้ากำลังอิจฉากันหนอ?”
ซูอี้ดีดนิ้วใส่หน้าผากของฟางหาน “เจ้ามิเข้าใจหรอก”
หน้าผากของหนุ่มน้อยเจ็บแปลบ ขณะถลึงตามองซูอี้อย่างโกรธเคือง
ไม่นานนัก เซียวจวี้ก็เริ่มประกาศเรื่องที่สอง
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชันเซียนชิงเวย”
เซียวจวี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม และจุดรวมสายตาทุกคู่ก็ไปหยุดที่ราชันเซียนชิงเวย
อันที่จริง ราชันเซียนชิงเวยได้กลายเป็นจุดสนใจมากที่สุดในบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นี่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ประการแรก เพราะนางเป็นราชันเซียนผู้มีสถานะสูงส่ง
ประการที่สองคือรูปโฉมของนางงดงามมาก อีกทั้งท่าทางยังสง่างามยิ่ง ราชันเซียนผู้อื่นจึงไม่อาจเทียบกับนางได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าหญิงสาวกลับพูดขึ้นด้วยสีหน้าเฉยเมย “เรื่องของข้าไม่สำคัญหรอก สหายเต๋าประกาศเรื่องที่สามเถอะ”
ทุกผู้ต่างตะลึง
บรรยากาศพลันเงียบลง
หลายผู้สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เซียวจวี้ขมวดคิ้ว ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
บุตรสวรรค์ฉงฉีก็อดกล่าวขึ้นมิได้ “ชิงเวย เจ้าใจเย็นฟังเรื่องที่สองนี้ก่อนเถิด แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง”
หลายผู้มีสายตาพิกล
ฉงฉีเป็นบุตรสวรรค์แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ มีฐานะสูงส่ง แต่ไม่ว่าอย่างไร ความแข็งแกร่งของเขาก็เป็นเพียงเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเท่านั้น ทว่ายามนี้เขากลับเรียกชื่อของ ‘ราชันเซียนชิงเวย’ อย่างสนิทสนม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง!
ใบหน้าอันงดงามของชิงเวยเย็นยะเยือก “ดูหมิ่นผู้สูงกว่า ไร้สัมมาคารวะ นี่คือพฤติกรรมของบุตรสวรรค์ลัทธิหมื่นวิญญาณหรือ?”
สีหน้าของฉงฉีแข็งทื่อ ดวงตาฉายประกายอับอาย
เซียวจวี้กระแอมไอแห้ง ๆ “สหายเต๋าชิงเวย ในอนาคต เจ้ากับบุตรสวรรค์ของลัทธิข้าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ไยต้องสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ด้วยเล่า?”
หนึ่งศิลาสร้างคลื่นกระเพื่อมนับพัน เหล่าผู้ชมล้วนเซ็งแซ่ซุบซิบ
“บุตรสวรรค์แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณอยากแต่งงานกับราชันเซียนชิงเวยอย่างนั้นหรือ?”
หลายบุคคลตะลึงมิอยากเชื่อ
ชิงเวยผุดลุกขึ้น พลางกล่าวด้วยเนตรคมกริบเยี่ยงสายฟ้า “พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหมายความเช่นไร พูดเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวเช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่าข้ารังแกได้ง่ายนักหรือไร?”
บรรยากาศมาคุขึ้น ทุกผู้ล้วนพรั่นพรึงด้วยตระหนักแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทันใดนั้น หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงซึ่งนั่งบนแท่นหยกสูงก็กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “การแต่งงานนี้ มหาเซียนหลิวอวิ๋นตอบตกลงแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ผู้มองเรื่องราวอยู่เฉย ๆ ก็ขมวดคิ้ว
หอน้อยสมปรารถนาในทุกวันนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของมหาเซียนหลิวอวิ๋น และคนผู้นี้ก็รับใช้อยู่ข้างกายเซียวหรูอี้มาเนิ่นนาน เรียกได้ว่าเป็นขุนพลลำดับที่สามของเซียวหรูอี้
ขณะเดียวกัน คนผู้นี้ก็เป็นอาจารย์ของชิงเวย!
จากวาจาของชิงเวย มหาเซียนหลิวอวิ๋นเก็บตัวฝึกฝนตั้งแต่เมื่อสามพันปีก่อน และสงสัยว่าเขาจะประสบหายนะระหว่างนั้น ทำให้มิอาจออกจากที่พำนักได้อีก
ทว่าในที่สุดชายหนุ่มก็ตระหนักว่าเหตุใดลัทธิหมื่นวิญญาณจึงกล้ากดดันให้ราชันเซียนอย่างชิงเวยมาแต่งงานกับฉงฉี
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก นั่นก็เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับมหาเซียนหลิวอวิ๋น!
ดวงตาคู่งามของชิงเวยพลันเบิกกว้าง ขณะกล่าวอย่างเย็นชา “เรื่องใหญ่เพียงนี้ ไยข้าจึงไม่รู้?”
“นี่คือโองการของมหาเซียนหลิวอวิ๋น เจ้ามองปราดเดียวจะรู้เอง”
เซียวจวี้พลันนำยันต์ลับสีทองชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ชิงเวย
หญิงสาวขมวดคิ้ว ขณะตรวจสอบยันต์ลับสีทองด้วยจิตสัมผัส และพบข้อความหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า
‘ ‘หายนะเทพ’ จะบังเกิดแก่มหาเซียนหลิวอวิ๋นในอีกไม่ถึงปี และชะตาของเขาถูกกำหนดแล้วว่าจะสิ้นเบญจขันธ์’
‘หายนะนี้เกี่ยวพันกับอำนาจแห่งเทพ มีเพียงลัทธิหมื่นวิญญาณของข้าเท่านั้นจะแก้ไขได้!’
‘นางเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าควรรู้ว่าต้องทำเช่นไร!’
มันหาใช่โองการจากมหาเซียนหลิวอวิ๋นไม่
เซียนจวี้แย้มยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าชิงเวย เจ้าและบุตรสวรรค์ของลัทธิข้าเป็นเนื้อคู่สวรรค์ส่งเสริม อาจารย์ก็เป็นเช่นบิดา ข้าเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นต้องการเห็นที่สุดนะ”
หลังเว้นช่วงครู่หนึ่ง เขาก็กวาดตามองคนทุกผู้ในโถง “และข้าก็เชื่อว่าสหายเต๋าทุกท่านที่นี่ก็เต็มใจเป็นสักขีพยานในงานแต่งของเจ้ากับฉงฉีเช่นกัน!”
ทุกผู้มองหน้ากัน ไร้ผู้ใดโต้เถียง
ใบหน้าของชิงเวยดำคล้ำ ในขณะที่ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมา
ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยวาจาใด เซียวจวี้ก็กล่าวขัดขึ้น “สหายเต๋าชิงเวยคิดดีแล้วหรือ?”
ขณะเดียวกัน เขาก็ลอบส่งกระแสปราณว่า “ต่อให้เจ้าไม่ฟังคำสั่งอาจารย์ หากคิดจะฉีกหน้ากันในยามนี้ ท้ายที่สุดจะเจ้านั่นแหละที่เป็นฝ่ายเสียหาย!”
ชิงเวยเงียบไป
นางได้รับการดูแลจากมหาเซียนหลิวอวิ๋นมานาน ดังนั้นมหาเซียนหลิวอวิ๋นจึงเป็นทั้งอาจารย์และมารดาสำหรับนาง!
นางย่อมรู้ว่าหายนะที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นจะพบพานนั้นร้ายแรงเพียงใด
ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่า ลัทธิหมื่นวิญญาณจะค้นพบความลับนี้ และใช้การสลายหายนะของอาจารย์มาบังคับนาง!
ยามนี้ ราชันเซียนเก้ากระเรียน ราชันเซียนอัคคียันต์และผู้ทรงอำนาจอื่น ๆ ในลัทธิหมื่นวิญญาณต่างแย้มยิ้มแสดงความยินดีกันแล้ว
“ยินดีกับสหายเต๋าชิงเวยด้วย ด้วยมรดกและฐานะของบุตรสวรรค์ฉงฉี ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็จะเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งโลกเซียน”
“ฮี่ ๆ เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบแท้”
…สารพัดเสียงแสดงความยินดีทำให้บุตรสวรรค์ฉงฉียิ้มกว้าง คำนับตอบรับอย่างพึงพอใจ
ทว่าทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเฉยชา
“ข้าคัดค้าน”
เสียงค้านนั้นทำให้ทุกเสียงที่อื้ออึงอยู่ภายในโถงพลันเงียบลง ทุกผู้ต่างหันไปมองตามเสียงอย่างประหลาดใจโดยมิได้นัดหมาย
จากนั้นพวกเขาก็เห็นซูอี้ผู้นั่งหลบมุมอยู่
ชิงเวยตื่นจากภวังค์ คู่เนตรงามทอประกายสว่าง ความหมองมัวในใจสลายเป็นปลิดทิ้ง
มีใต้เท้าจอมราชันอยู่ ไยข้าต้องสนใจเรื่องนี้ด้วย?
คิ้วของเซียวจวี้ขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ
ดวงตาของบุตรสวรรค์ฉงฉีฉายแววเจตนาสังหาร
หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงบนแท่นหยกแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ยุคสมัยนี้ หมาแมวที่ไหนก็ล้วนแต่ใจกล้า”
“ชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกัน? บังอาจนัก!”
ราชันเซียนเก้ากระเรียนสบถผรุสวาท
“เขามากับราชันเซียนชิงเวย ข้าว่าเขาน่าจะเป็นผู้น้อยติดตามราชันเซียนชิงเวยนะ พ่อหนุ่มนี่จะไร้ความกลัวมิรู้ความก็เข้าใจได้”
ราชันเซียนอัคคียันต์กล่าวพลางแย้มยิ้มออกมา
เซียนอารมณ์ร้อนผู้หนึ่งจากลัทธิหมื่นวิญญาณพุ่งเข้ามาชี้หน้าด่าซูอี้อย่างเดือดดาล “บุตรสวรรค์ฉงฉีกับราชันเซียนชิงเวยนั้นทั้งเลอเลิศและเหมาะสม เป็นเนื้อคู่สวรรค์สร้าง เจ้าเป็นผู้น้อย มีสิทธิ์ใดมาขัดขวาง?”
วาจาของเขาก่อให้เกิดเสียงหัวเราะขึ้นในโถง
เมื่อเผชิญกับคำถากถางเย้ยเยาะรอบกาย ชายหนุ่มกลับดูจะสนใจไม่ ดื่มสุราในจอกของเขาแล้วลุกขึ้น
“อันใดนี่ ยังอยากดื้อด้านหรือ? งั้นก็ลองข้าหน่อยปะไร!”
เซียนจากลัทธิหมื่นวิญญาณกล่าวพลางกดมือเข้าใส่บ่าของซูอี้ อยากปราบให้อยู่หมัด ทำให้อับอายต่อหน้าธารกำนัล!
ซูอี้ยกมือขึ้นปาดในแนวขวาง
แล้วหนึ่งศีรษะชุ่มเลือดก็กลิ้งลงพื้น
ศพไร้หัวของเซียนจากลัทธิหมื่นวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นธุลี
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบกริบด้วยความตกตะลึงระคนเชื่อไม่ลง
ราชันเซียนในโถงหลักเมฆมงคลแห่งนี้เป็นเช่นเมฆา เหล่าเซียนแท้หนาแน่นเยี่ยงป่าไม้ ซ้ำยังมีหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงอยู่ ใครเล่าจะกล้าคิดว่าผู้น้อยผู้หนึ่งจะสามารถสังหารเซียนขอบเขตจักรวาลจากลัทธิหมื่นวิญญาณได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย?
ช่างชวนตะลึงสะท้านพิภพ!
ฟางหานถึงกับตัวแข็งทื่อ
เขากับซูอี้นั่งอยู่ใกล้กันที่สุด และเดิมที เขาก็คิดว่าด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจะถูกลงโทษสถานหนัก แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งจนฆ่าเซียนได้ด้วยการสะบัดมือหนึ่งครั้ง!
ทันใดนั้น แววตาอวดดีดื้อรั้นของหนุ่มน้อยก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน