บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1567: เลื่อนระดับ
ตอนที่ 1567: เลื่อนระดับ
โถงพิสูจน์ตน
ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากขุมกำลังต่าง ๆ ทั่วแดนเซียนกำลังรอคอยอย่างอดทน
จวบยามนี้ในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม มีผู้เลิศล้ำในขอบเขตจักรวาลเพียงหกคนซึ่งยังไม่ถูกคัดออก
เมื่อราชันเซียนซิงอวี้และซูอี้มาถึง มันก็ดึงความสนใจคนทุกผู้ทันที
“พี่ชายซิงอวี้ ไฉนจึงมาที่นี่กัน?”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งภาคีใต้ตะวัน หลี่ซงฝู่แย้มยิ้มพลางก้าวเข้ามาทักทาย
เขาสวมอาภรณ์สีเหลืองส้ม ให้บรรยากาศเยี่ยงเทพเซียน และเป็นสหายกับราชันเซียนซิงอวี้
“ข้าติดตามคุณชายผู้นี้มา”
ราชันเซียนซิงอวี้อธิบายด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้น สายตามากมายก็จับจ้องซูอี้ เปี่ยมความฉงนสงสัย
คนผู้นี้ต้องวิเศษวิโสจากหนใดกัน จึงได้ผู้นำองครักษ์มังกรดำมานำทางด้วยตนเอง?
น่าเสียดายที่ซูอี้ช่างไม่คุ้นหน้า กอปรกับไร้ปราณฝึกฝนใด ๆ จึงไร้ผู้ใดรู้ตัวตนของเขา
ฮูหยินอวิ๋นหนิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากให้สหายเต๋าซิงอวี้พามาด้วยตนเองได้ สหายน้อยผู้นี้ก็ต้องเป็นตัวตนเลิศล้ำในหมู่เซียนขอบเขตจักรวาลเป็นแน่แท้”
นางมาจาก ‘สุขาวดีเทียนเสวียน’ หนึ่งในสามสุขาวดีแห่งหุบเขาปู้โจว รูปลักษณ์งามสง่า ฐานะสูงส่ง
เมื่อนางกล่าวขึ้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันใด
เซียนขอบเขตจักรวาล?
ดวงตาของราชันเซียนซิงอวี้ดูพิกล ชั่วขณะนั้นเขามิรู้จะพูดเช่นไร
ซูอี้กล่าวขึ้นอย่างสุขุม “ข้าเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติมงคล”
คนทุกผู้ชะงัก
หากไม่ได้เป็นเซียน ไฉนจึงกล้ามายังถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม?
ต้องทราบว่าสถานที่ฝึกฝนเยี่ยงถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมนั้นมีไว้สำหรับเซียนในขอบเขตจักรวาลโดยเฉพาะ
ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่เข้าไปได้ยังไม่ใช่เซียนขอบเขตจักรวาลคนใดก็ได้!
ขุมกำลังวิถีเซียนเช่นพวกเขายังต้องทุ่มเทใช้จ่ายมหาศาลกว่าจะได้ตำแหน่งมาสักที่
ทว่ายามนี้ ชายหนุ่มในขอบเขตจุติมงคลผู้หนึ่งกลับกำลังจะเข้าพิสูจน์ตนในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ผู้ใดเล่ากล้าเชื่อลง?
ฮูหยินอวิ๋นหนิงยิ่งขายหน้าหนัก ในฐานะราชันเซียน นางกลับถือผู้ฝึกตนเล็กจ้อยขอบเขตจุติมงคลเป็นเซียนขอบเขตจักรวาล มิต้องสงสัยเลยว่าก่อเรื่องตลกโดยแท้
และราชันเซียนซิงอวี้ก็พาซูอี้ไปยังสุดโถง
วังวนมหึมาปรากฏขึ้นบนกำแพง
นี่คือทางเข้าถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม!
ราชันเซียนซิงอวี้ชี้แท่นศิลาข้างกายเขา และกล่าวว่า “คุณชาย หากทาบมือลงบนแท่นศิลานี้ ท่านจะได้รับยันต์ส่งสาส์นชิ้นหนึ่ง และเมื่อออกจากถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ก็ขยี้ยันต์ส่งสารชิ้นนี้ได้”
ซูอี้พยักหน้า วางมือขวาของเขาลงบนแท่นศิลา
วูบ!
แท่นศิลาเรืองประกาย พิรุณแสงแห่งกฎเกณฑ์ตระการตาปรากฏขึ้น
ท้ายที่สุด พิรุณแสงกฎเกณฑ์นั้นก็ควบรวมเป็นป้ายสัญลักษณ์สีม่วงขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่ง
“คุณชาย ท่านต้องการให้ข้าแนะนำกฎของถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมหรือไม่?”
ราชันเซียนซิงอวี้ถามยิ้ม ๆ
“ไม่ต้อง”
ซูอี้ส่ายหัว ถือยันต์ส่งสาส์นไว้ในมือ ก้าวเข้าวังวนอันโอฬารและหายไปในทันที
“สหายเต๋าซิงอวี้ สหายน้อยผู้นั้นเป็นใครกัน เจ้าจึงต้องรับรองด้วยตนเอง?”
หลี่ซงฝู่อดถามมิได้
หลายผู้เองก็อยากรู้เช่นกัน
หนึ่งตัวตนต่ำต้อยในขอบเขตจุติมงคล กลับมีราชันเทพจากตลาดมังกรดำติดตาม เหตุนี้ช่างน่าเหลือเชื่อโดยแท้ และยังกระตุ้นความใคร่รู้ของผู้คน
ราชันเซียนซิงอวี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม “คุณชายซูผู้นั้นคือแขกผู้มีเกียรติสูงสุดของตลาดมังกรดำเรา”
เขากวาดตามองทุกผู้ “อย่าได้หละหลวมในการแสดงมารยาท”
คนทุกผู้ล้วนครั่นคร้ามในใจ ตระหนักมากขึ้นทุกขณะว่าที่มาของ ‘คุณชายซู’ ผู้นั้นหาธรรมดาไม่
หัวใจของหลี่ซงฝู่คันยุบยิบ อดกล่าวมิได้ “พี่ชายซิงอวี้ ขยายความหน่อยได้หรือไม่?”
ราชันเซียนซิงอวี้ส่ายหน้ากล่าว “อย่าไถ่ถามเรื่องนี้อีกจะดีกว่า”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังจากไป
เห็นเช่นนี้ คิ้วของหลี่ซงฝู่ก็ขมวดน้อย ๆ พึมพำว่า “หรือคุณชายซูผู้นั้นจะเป็นทายาทมหาเซียนผู้ใด?”
ฮูหยินอวิ๋นหนิงกล่าวเบา ๆ “ข้าไม่เคยได้ยินถึงมหาเซียนใดทั่วสี่สิบเก้าทวีปโลกเซียนใช้แซ่ซู ไม่ว่าเช่นไร ที่มาของคุณชายซูผู้นั้นก็คงยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดไว้มากนัก”
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ต่างคิดไปนานา
บางผู้พึมพำ “แต่ถึงอย่างไร เขาก็เป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติมงคล ไม่อาจรู้ได้เลยว่าหนนี้ เขาจะผ่านบททดสอบถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมได้สักกี่ชั้นกัน”
ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมมีทั้งหมดเก้าชั้น แต่ละชั้นล้วนอันตรายยิ่ง
ตลอดกาลนานนับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน เซียนขอบเขตจักรวาลซึ่งเข้าสู่ชั้นเก้าได้ก็มิปรากฏอีก
และยามนี้ หนึ่งตัวตนขอบเขตจุติมงคลกลับกล้ามารับบททดสอบ แม้ฐานะของเขาจะพิเศษสูงส่ง ทุกผู้ก็หาประเมินเขาสูงไม่
บางผู้เสสรวลกล่าว “บางทีเขาอาจจะแค่มาเล่น ๆ ไม่ได้พยายามอันใดก็เป็นได้”
ไม่นานนัก คนทุกผู้ก็เลิกเสวนา
หนึ่งตัวตนขอบเขตจุติมงคลนั้นก็แค่เป็นตัวตนน่าสงสัย ส่วนเรื่องที่เขาจะผ่านด่านในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมได้กี่ชั้นนั้น ผู้สนใจช่างน้อยนิด
……
ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ชั้นแรก
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นในห้องว่างแห่งหนึ่ง
มีเพียงโขดหินสีดำตั้งอยู่เดียวดาย ปกคลุมด้วยอำนาจกฎเกณฑ์วิถีเซียนลึกลับเกินเข้าใจ
ศิลาหยั่งวิถี!
การปีนศิลานี้สามารถทดสอบความแข็งแกร่งแท้จริงของผู้ทดสอบได้
และระดับถัดไปก็จะมีคู่ต่อสู้ปรากฏขึ้นอิงตามความแข็งแกร่งของผู้ทดสอบ!
ซูอี้เดินไปยังฐานศิลาหยั่งวิถี
ทันใดนั้น กฎเกณฑ์ก็เปล่งคำราม พิรุณแสงพร่างพรม ทำให้ซูอี้รู้สึกถึงแรงกดดันเพิ่มพูน
ท้ายที่สุด เขาจำต้องทุ่มการฝึกฝนสุดกำลังเพื่อฝืนความรู้สึกกดดันทุกทิศทาง
เนิ่นนาน
ขณะที่ซูอี้แทบดำเนินการฝึกฝนทั่วกายถึงขีดสุดนั้นเอง แรงกดดันนั้นก็หายไป
แล้วร่างของเขาก็หายวับ
อึดใจต่อมา เขาปรากฏขึ้นในโลกกว้างอันรกร้างแห่งหนึ่ง
ไม่อาจสัมผัสปราณใด ๆ จากฟ้าดิน กระทั่งคลื่นปราณจิตวิญญาณใด ๆ ดุจสถานที่ไร้ชีวิตเหี่ยวเฉา
และนี่ยังหมายความว่าเมื่อเริ่มศึก ผู้เข้าทดสอบจะมิอาจยืมอำนาจฟ้าดินใด ๆ ได้เลย และต้องต่อสู้โดยพึ่งพาการฝึกฝนของตนเท่านั้น
นอกจากนั้น ทันทีที่ใช้วัตถุภายนอก มันจะถูกอำนาจกฎเกณฑ์ทั่วฟ้าดินนี้ดีดออก สิ้นคุณสมบัติทดสอบในทันใด!
“ดี”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง “หากเป็นเช่นนี้ ก็พิสูจน์ได้ดีที่สุดว่าความแข็งแกร่งส่วนตนมีมากเพียงไร!”
หึ่ง!
กฎเกณฑ์ทั่วฟ้าดินพลันกระเพื่อม
หนึ่งพิรุณแสงพร่างพรมจากเวหา ควบรวมเป็นหนึ่งร่างสูงใหญ่ สวมอาภรณ์เขียว เฉยเมยไร้มลทิน
ทว่าร่างอันก่อจากอำนาจกฎเกณฑ์นี้ไร้สัญญาณชีวิตใด ๆ และมีปราณอันทัดเทียมกับการฝึกฝนของตัวซูอี้เอง!
นี่คือทวารบาล!
การต่อสู้กับมันก็เหมือนสู้กับตนเอง
ฆ่าทวารบาลเพื่อเลื่อนสู่ระดับต่อไป
ตู้ม!
ทวารบาลคว้ามือ ดาบเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้น แล้วร่างนั้นก็วูบไหวทะยานเวหาเข้าโจมตีซูอี้!
ดวงตาของซูอี้ทอประกาย
แค่ทวารบาลของชั้นแรกก็มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าเขาแล้ว!
ซูอี้คว้ามือ ควบแน่นดาบวิถีเล่มหนึ่งจากการฝึกฝนของเขาเข้าต้านรับโดยไร้ลังเล
ตู้ม!
ศึกบังเกิดขึ้นอย่างดุเดือด
ทวารบาลนั้นมิเพียงแข็งแกร่ง ยังมีประสบการณ์ศึก ศาสตร์ต่อสู้และเชี่ยวชาญวิถีดาบอย่างสูงส่ง!
เว้นเพียงไร้ชีวิต มันก็แทบเหมือนความแข็งแกร่งที่ซูอี้บรรลุทุกประการ
ดุจพี่น้องฝาแฝดของซูอี้
นี่คือเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมนี้ ยามผ่านระดับทดสอบ คู่ต่อสู้ที่เผชิญนั้นเปรียบเช่นตัวเขาอีกคน
มีเพียงศึกเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ผู้เข้าทดสอบตระหนักถ่องแท้ว่าจุดอ่อนบกพร่องของตนอยู่ ณ ที่ใด!
“สาใจนัก! ไม่น่าเล่าราชันวิถีมังกรดำจึงโอ่ไว้เมื่อกาลก่อน ว่าค้นหาทั่วโลกหล้า มิอาจพานพบที่ใดเทียบถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมได้!”
“ที่แห่งนี้เป็นแดนสมบัติสำหรับฝึกฝนอันหายากยิ่งในโลกหล้าอย่างจริงแท้!”
ระหว่างศึก โลหิตของซูอี้เดือดพล่าน จิตต่อสู้พรั่งพรูดุจสายน้ำ สาใจสุดเปรมปรีดิ์
เขาโจมตีตราบใจปรารถนา รบราบ้าคลั่งสมอุรา ปราณดาบอาละวาดคลั่งยามต่อสู้ สะเทือนทั่วเก้าสวรรค์ตราบพิภพ
คู่ต่อสู้ของเขาเองก็หาอ่อนแอไม่ รบพัวพันมิปล่อยซูอี้ร้างรา
นับแต่เหย้าเยือนโลกเซียน เขาก็มิได้สัมผัสการ ‘พบคู่ประมือ’ เช่นนี้มาแสนนาน
“ในความคิดจิตใจ ข้าก็กำลังรับมือตัวข้าอยู่ และยามนี้ในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ไม่ใช่ว่าข้าก็กำลังรับมือตัวข้าอีกคนอยู่หรือ?”
ซูอี้รำพึง
ครึ่งเสี้ยวชั่วยามต่อมา
เปรี้ยง!
ซูอี้ฉวยโอกาสฟาดฟันหนึ่งดาบใส่ทวารบาล ร่างของอีกฝ่ายถูกฉีกจากกัน แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงหลอมรวมเข้ากับร่างของซูอี้
ทันใดนั้น อำนาจที่ซูอี้เสียไปในศึกก็ฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าหลังหลอมรวมกับพิรุณแสงกลุ่มนั้น ร่างวิถี จิตวิญญาณ และกระทั่งการฝึกฝนและพลังปราณของเขาล้วนแปรเปลี่ยน กลั่นบริสุทธิ์ไปอย่างเงียบงัน!
นี่คือผลประโยชน์ของการเลื่อนระดับ
พิรุณแสงตระการสีนั้นแปรเปลี่ยนจากที่มามหาวิถีโบราณ มอบผลประโยชน์มหาศาลแก่ผู้ฝึกตน!
ไม่นานนัก กระแสคลื่นกฎเกณฑ์ก็ปรากฏขึ้น พาซูอี้ออกจากโลกกว้างแห่งนี้
ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ชั้นสอง
ที่นี่ก็มีห้องโถงอันโอ่อ่าอยู่
ในห้องมีแท่นวิถีทองคำตั้งเดียวดาย
เมื่อซูอี้มาถึง แท่นวิถีทองคำนั้นเปี่ยมด้วยพิรุณแสง และปรากฏทำเนียบลำดับขึ้น
ลำดับที่ 39,855!
ซูอี้ “…”
เขารู้ว่าทำเนียบการเลื่อนระดับนั้น แท้จริงวัดจากเวลาที่ใช้ในการเลื่อนระดับ
หากใช้เวลาน้อยกว่าในการเอาชนะทวารบาล ศักยภาพและความอำนาจต่อสู้ของผู้ทดสอบยิ่งแข็งแกร่ง
เหมือนเช่นหากผู้แข็งแกร่งเท่าเทียมต่อสู้กัน ยิ่งฝ่ายใดศักยภาพสูงกว่า อำนาจต่อสู้ฝ่ายนั้นยิ่งร้ายกาจ
ทันใดนั้น ซูอี้ก็หัวเราะหึ
เขาไม่ได้เลื่อนระดับเพื่อหวังผลในทำเนียบ
ซูอี้เดินออกไปจากห้อง มิคิดมากอีกต่อไป
ทันทีที่ก้าวออกนอกประตู เขาก็มายังฟ้าดินแดนหนึ่งทันใด แทบเหมือนกับโลกกว้างในชั้นแรกทุกประการ
ความแตกต่างเดียวคือในโลกหล้าแห่งนี้ มีหมอกสีเลือดอันส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้เข้าทดสอบอยู่!
กล่าวคือ ขณะกำลังรบพุ่งกับทวารบาล ผู้เข้าทดสอบยังต้องต่อต้านหมอกสีเลือดไม่ให้กระทบความคิดจิตใจของตนด้วย!
ยิ่งกว่านั้น ความแข็งแกร่งของทวารบาลชั้นสองยังแข็งแกร่งกว่าทวารบาลชั้นหนึ่งอีกด้วย!
วูบ!
หนึ่งพิรุณแสงโปรยลงจากนภา ควบแน่นเป็นร่างอันแทบเหมือนซูอี้ทุกกระเบียด ทว่าปราณบนร่างกลับแข็งแกร่งกว่าซูอี้อย่างเห็นได้ชัด!
‘ทวารบาลหามีชีวิตไม่ ย่อมไร้ศักยภาพฝึกฝนให้พูดถึง และในฐานะผู้เข้าทดสอบ การจะเอาชนะคู่ต่อสู้เช่นนี้ ต้องสู้โดยไม่พึ่งเพียงปัญญาและวิชาศึก ยังต้องทดสอบความแข็งแกร่งของเจตจำนงและศักยภาพอีกด้วย’
ซูอี้กล่าวในใจ
ตู้ม!
ไกลออกไป ทวารบาลยกมือขึ้นควบแน่นดาบวิถี ทะยานเวหาเข้ามาโจมตี
ขณะเดียวกันนั้น หมอกสีเลือดซึ่งส่งผลกระทบต่อความคิดจิตใจทั่วฟ้าดินก็เริ่มพุ่งเข้าใส่ซูอี้อย่างบ้าคลั่ง