บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1569: ความตายของเวินเจวี๋ย
ตอนที่ 1569: ความตายของเวินเจวี๋ย
ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม
ห้องที่ชั้นแปด
เสวี่ยหงเฟิงกำลังทำสมาธิ
เขาสวมชุดดำ ใบหน้าแข็งกร้าวเย็นชา มาจากตระกูลราชันเซียน ฝีมือสูงส่งอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิถีดาบอันโดดเด่นเหนือผู้ใด
ทว่า….
เขาพ่ายชั้นหกติดกันสองหนแล้ว
“คราหน้า ข้าต้องชนะให้จงได้!”
เสวี่ยหงเฟิงลอบกัดฟัน
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ถูกดึงไป ณ แท่นวิถีทองคำข้างห้อง
พิรุณแสงปรากฏลำดับใหม่บนแท่นวิถี
ลำดับที่ 393!
ลำดับนี้ไม่ได้สูง แต่ก็ไม่มีทางต่ำ
เพราะตลอดกาลนานมา เซียนขอบเขตจักรวาลน้อยนักจะผ่านมาถึงชั้นแปดนี้ได้
“ตามหลังข้าเพียงลำดับเดียว”
เสวี่ยหงเฟิงประหลาดใจ หลังผ่านชั้นเจ็ดมาได้ ลำดับของเขาคือ 392!
ทันใดนั้น เขาก็พบผู้มาใหม่
คนผู้นั้นสวมอาภรณ์เขียว สูงส่งเฉยชาไร้มลทิน ที่สำคัญกว่านั้นคือร่างไร้ปราณฝึกฝน
มิอาจหยั่งฝีมือได้เลย
ผู้มาก็คือซูอี้
ทว่าเสวี่ยหงเฟิงพลันกล่าวขึ้น “ขอท่านช้าก่อน!”
ซูอี้ว่า “มีอันใดหรือ?”
เซวี่ยหงเฟิงลุกขึ้นกล่าวยิ้ม ๆ “นามข้าคือเสวี่ยหงเฟิง มาจากตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ ทวีปกกพิสุทธิ์ มิทราบว่าท่านมีนามใดหรือ?”
ตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ!
ตระกูลราชันเซียนอันลือนามในทวีปกกพิสุทธิ์
และเสวี่ยหงเฟิงก็เป็นบุตรของเจ้าตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ ผู้นำบุคคลรุ่นเยาว์ในตระกูล
เขาพิสูจน์ตนสู่วิถีเซียนด้วยอายุเพียงสามร้อยสิบปี!
น่าเสียดายที่ซูอี้มิเคยได้ยินนามนี้มาก่อน ย่อมไม่มีปฏิกิริยามากนัก
“ซูอี้”
ซูอี้ขานนาม
เสวี่ยหงเฟิงแค่นเสียงหึ กล่าวเข้าเรื่องตรงไปตรงมา “ข้าอยากสู้กับท่าน!”
ซูอี้ประหลาดใจ “สู้เช่นไรหรือ?”
เสวี่ยหงเฟิงมองไปรอบ ๆ ห้องและกล่าวว่า “ที่นี่ ตัดสินแพ้ชนะด้วยความแข็งแกร่ง ผู้แพ้ต้องส่งโอสถเซียนทั้งหมดให้ผู้ชนะ”
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาพิกล “เจ้าไม่เหลือโอสถเซียนแล้วสินะ”
เสวี่ยหงเฟิงนิ่งไป ดูอึดอัดเล็กน้อย
ทว่าเขาก็กล่าวอย่างสุขุม ไม่ได้ปิดบัง “ถูกต้อง”
“เจ้าซื่อสัตย์ดี”
ซูอี้นำโอสถเซียนชิ้นหนึ่งโยนให้ กล่าวว่า “ได้พบพานนับเป็นวาสนา ข้าให้เจ้า”
เสวี่ยหงเฟิงตะลึงไป ก่อนจะโยนโอสถเซียนคืน กล่าวอย่างไม่พอใจ “ข้าไม่ใช่ผู้โด่งดังในตระกูลโดยไร้เหตุผล ให้กันเช่นนี้ข้าไม่ต้องการหรอก!”
ซูอี้เสสรวลกล่าว “ศักดิ์ศรีมั่นคงนัก”
ดวงตาของเสวี่ยหงเฟิงวาวโรจน์ “อย่ามัวโอ้เอ้เลย ตอบมาก็พอว่ากล้าสู้กับข้าหรือไม่? อย่าห่วงไป แม้ข้าจะไร้โอสถเซียนกับตัว ข้ายังมีสมบัติเซียนอยู่ ขอเพียงเจ้าชนะ ข้าจะให้สมบัตินี้กับเจ้า!”
กล่าวจบ เขาก็แบมือออก แล้วมีดเซียนสีม่วงเล่มหนึ่งซึ่งยาวเพียงเจ็ดชุ่นก็ปรากฏขึ้น รัศมีพร่างพราย คมกริบวาววับ
มองปราดแรกก็เห็นได้ว่าเป็นสมบัติอันล้ำเลิศ
ซูอี้เหลือบมองเพียงหน จากนั้นก็ละสายตากล่าว “ได้”
เสวี่ยหงเฟิงเสสรวลกล่าว “นี่สิ ความกล้าที่คนเช่นเราควรมี ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ข้าก็นับเจ้าเป็นสหายแล้ว!”
ซูอี้ “…”
เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “งั้นเริ่มกันเถอะ ข้ากำลังรีบ”
“กำลังรีบ…”
เสวี่ยหงเฟิงขมวดคิ้ว อยากจะพูดบางอย่าง
ทว่าซูอี้หันกลับมา ก้าวเข้าประทับฝ่ามือเสียแล้ว
ม่านตาของเสวี่ยหงเฟิงหดตัว การที่รอดมาถึงชั้นแปดได้ ผู้เลิศล้ำทั่วไปย่อมไม่อาจเทียบชั้น
ในหมู่เซียนขอบเขตจักรวาลทั่วแดนเซียน พวกเขาอาจไม่ได้เลอเลิศเช่นเหล่าปีศาจไร้เทียมทานในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล ทว่าก็ยังถือเป็นตัวตนสูงสุดได้
ทว่าเมื่อเผชิญฝ่ามืออันเรียบง่ายของซูอี้ เขากลับสัมผัสถึงอันตรายร้ายแรง
เสวี่ยหงเฟิงตวาดต่ำ โบกแขนเสื้อฟาดมือบนอากาศไร้ความลังเลเยี่ยงจักรพรรดิเอื้อมคว้ามงกุฎ!
ตู้ม!
กฎเกณฑ์พลุ่งพล่าน รัศมีเซียนคละเคล้า อำนาจร้ายกาจชวนสะพรึง
ทว่าภายใต้ฝ่ามือของซูอี้ การโจมตีของเสวี่ยหงเฟิงนั้นเป็นเช่นตั๊กแตนขวางเกวียน ถูกบดขยี้ในพริบตา
และด้วยการกดดันของฝ่ามือนี้ เสวี่ยหงเฟิงก็กระเด็นไปกระแทกผนังห้องห่างออกไป
เปรี้ยง!
ทั้งห้องสั่นสะท้านไปพร้อมกัน
เสวี่ยหงเฟิงร่วงลงกับพื้น อาภรณ์กระจัดกระจาย มึนงงทึ่มทื่อ
ตัวข้า… แม้หนึ่งการโจมตีก็หยุดไม่ได้หรือ!?
ซูอี้หันมาโยนโอสถเซียนให้อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวยิ้ม ๆ “ถือเสียว่าข้าให้เจ้ายืมแล้วกัน”
กล่าวจบ เขาก็หันเดินออกนอกห้องไป
สีหน้าของเสวี่ยหงเฟิงยากอ่านออก
ครู่ต่อมา เขาซึ่งอยู่บนพื้นก็พึมพำสบถด่าอย่างอับอายเฉียบพลัน “หึ พ่ายแพ้น่าอับอายสิ้นดี ทำเนียบอันใด โคตรเชื่อถือมิได้เลย!”
……
สนามรบชั้นแปด
มีทวารบาลทั้งหมดหกตน ความแข็งแกร่งแต่ละผู้ล้วนแข็งแกร่งยิ่ง
นอกจากนั้นยังมีอำนาจกฎเกณฑ์สารพัดคอยขัดขวางผู้เข้าทดสอบ เช่นวจีอสนีบาตอันเพียงพอสะท้านถึงวิญญาณ หมอกสีเลือดกระทบความคิดจิตใจ และพายุอันชะลอความเร็วและถ่วงร่างของผู้เข้าทดสอบ…
ระดับเช่นนี้ช่างโรคจิตโดยแท้
สิ่งที่ร้ายกาจเป็นที่สุดคือทวารบาลทั้งหกแต่ละผู้ หากเทียบความแข็งแกร่งกับผู้เข้าทดสอบอย่างซูอี้นั้นแข็งแกร่งกว่ากันถึงสองเท่า!
และระดับนี้เองที่ทำให้ซูอี้สัมผัสถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวง
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยาม เขาจึงฆ่าทวารบาลลงตาม ๆ กันได้!
และซูอี้เองก็ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนไปมาก
เขาบาดเจ็บโชกเลือด
วิถีเต๋าทั้งหมดแทบเหือดแห้งมลายหาย!
ทว่าซูอี้กลับรู้สึกเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่ายามใด!
ศึกนี้ช่างสาใจนัก ทำให้เขาปลดปล่อยสิ่งที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่ และยังเสาะแสวงศักยภาพใหม่ระหว่างศึกได้ รับคุณประโยชน์มากมาย
“ท้ายที่สุด ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมนี้ก็ต้องใช้ความเพียร ความคิด ปัญญาและศักยภาพของตนเข้าประชัน!”
“ทวารบาลเหล่านั้นดูแข็งแกร่งจนน่าขัน แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็สร้างจากกฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งวิญญาณ ย่อมไร้จิตทิ้งชีวิตเมินความตาย ความเพียร และศักยภาพที่จะถูกขัดเกลาปลดปล่อย!”
ขณะดูดซับและหลอมรวมพิรุณแสงจากเหล่าทวารบาลที่ตายตก ซูอี้ก็ทำความเข้าใจอย่างสุขุม
เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าศักยภาพของเขาถูกปลดปล่อยอีกครั้ง และการฝึกฝนของเขาเองก็พัฒนาไปอย่างมาก!
อันที่จริง ตั้งแต่เริ่มชั้นหก บททดสอบก็อันตรายยากเย็นแล้ว
ทว่า ขณะเดียวกัน ขอเพียงผ่านมันไปได้ ผลประโยชน์หวนคืนก็น่าตื่นตาสุดขีดเช่นกัน
จวบยามนี้ ซูอี้ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามข้ามจากชั้นแรกสู่ชั้นแปด ทว่าการพัฒนาและความรู้ที่ได้รับในแต่ละระดับนั้นห่างไกลเกินธรรมดา
เหมือนเช่นการฝึกฝนอันแข็งแกร่งเกินใดเทียบของเขานี้ ก็ขยับจากขอบเขตแปรสุญตาขั้นต้นสู่ขอบเขตแปรสุญตาขั้นกลาง และยามนี้ก็เผยสัญญาณจาง ๆ ที่จะข้ามสู่ขอบเขตแปรสุญตาขั้นปลายได้แล้ว!
การเลื่อนขอบเขตนั้นรวดเร็วอย่างยิ่งยวด!
หากฝึกฝนอย่างหนักในโลกภายนอก ไม่มีทางเลยที่จะทำได้เช่นนี้
ไม่นานนัก ร่างของซูอี้ก็หายไป
ขณะเดียวกัน ณ ห้องโถงชั้นแปด หัวใจของเสวี่ยหงเฟิงตะลึงงัน
ครึ่งชั่วยามผ่านไปแล้ว ทว่าซูอี้ผู้นั้นไม่ได้กลับมา หมายความโดยไร้กังขาว่าอีกฝ่ายผ่านชั้นแปดไปแล้ว!
“คนผู้นี้โรคจิตพอ ๆ กับ ‘เวินเจวี๋ย’ จากสุขาวดีเทียนเสวียนเลย! ทว่าไฉนข้าจึงมิเคยได้ยินเกี่ยวกับปีศาจไร้เทียมทานอย่างเขาในโลกหล้ากัน?”
เสวี่ยหงเฟิงตะลึงงัน
ทันใดนั้น เขาก็จำภาพยามถูกฝ่ามือของซูอี้สยบไปเมื่อครู่ได้
“เขาไร้อำนาจวิถีเซียนในร่าง ใช้เพียงกฎเกณฑ์วิถีจุติสรวง หรือจะบอกว่า… เขายังไม่ได้เหยียบย่างสู่วิถีเซียน!?”
ดวงตาของเสวี่ยหงเฟิงเบิกกว้าง มึนงงยิ่งในหัว
ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้หมายถึง หนึ่งตัวตนซึ่งยังมิเป็นเซียนปราบเขาได้เพียงพลิกฝ่ามือหรือ?
เนิ่นนานจากนั้น เสวี่ยหงเฟิงสงบใจได้เล็กน้อย ก้มลงมองโอสถเซียนที่ซูอี้ทิ้งไว้ในมือ ก่อนจะอดพึมพำมิได้ “สหายผู้นี้มีฝีมือจริง ๆ!”
……
ชั้นเก้าของถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม
วูบ!
เมื่อซูอี้มาถึง พิรุณแสงก็ปรากฏบนแท่นวิถีทองคำในห้อง สะท้อนสถิติ
81!
สถิตินี้ดีกว่าสถิติเดิมของซูอี้มากนัก
ทว่าจากเรื่องนี้ ยังพิสูจน์ได้ด้วยว่าตลอดกาลแสนนาน มียอดฝีมือน้อยยิ่งนักซึ่งผ่านมาถึงชั้นเก้านี้ได้!
“หือ?”
หนึ่งเสียงดังขึ้น ณ โถงหลักอย่างประหลาดใจ
เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดดำผู้หนึ่ง บนศีรษะสวมมงกุฎวิถี กิริยาสง่างามพร่างพราย
เขาดูจะไม่คาดว่ายามนี้ยังมีผู้อื่นมาถึงห้องโถงชั้นเก้านี้ได้อีก สีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึง
ซูอี้มิอยากใส่ใจ
ทว่าขณะดวงตากวาดมองไปทั่ว เขาก็พบซากศพหนึ่งนั่งอยู่มุมห้อง!
อีกฝ่ายเป็นชายผู้หนึ่งในอาภรณ์หยก เส้นผมสยายกระจาย ร่างเปื้อนเลือด สิ้นชีวิตไปเนิ่นนาน ร่างแข็งทื่อราวศิลา
“ท่านโปรดอย่าเข้าใจผิด”
ชายหนุ่มชุดดำสวมมงกุฎวิถีกล่าวอธิบาย “ตัวตนไร้เทียมทานจากสุขาวดีเทียนเสวียนผู้นี้สิ้นสตินึกคิด เป็นบ้าตายไปเอง”
ซูอี้ว่า “เขาคือเวินเจวี๋ยหรือ?”
ชายหนุ่มชุดดำสวมมงกุฎวิถีพยักหน้ากล่าว “ใช่ กาลก่อนเมื่อผ่านถึงชั้นเก้า เขาปราชัยติดกันหลายหน กระทั่งสติรู้คิดยังถูก ‘เพลิงกรรมมารสวรรค์’ แทรกซึม จนในที่สุดเขาก็มิอาจฝืนหายนะร้ายกาจเช่นนี้ได้และตายตกไป”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เจ้าดูจะกลัวข้าเข้าใจผิดนะ”
มิต้องเดาก็รู้ว่าชายหนุ่มชุดดำผู้นี้ต้องเป็นผูเหิงจากภาคีใต้ตะวัน
“เป็นผู้ใดมาพบพานเรื่องเช่นนี้ การกล่าวให้กระจ่างก็ยากทำได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวตนของเวินเจวี๋ยหาธรรมดาไม่ เป็นดาวรุ่งแห่งสุขาวดีเทียนเสวียน ทั้งลำดับในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลยังสูงกว่าข้า ยามนี้เขามาตายในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม แล้วข้าก็บังเอิญอยู่กับเขา ใครเล่าจะมิสงสัย?”
ผูเหิงรำพึง
ทันใดนั้น เขาก็กล่าวยิ้ม ๆ “โชคดีที่ยามนี้เมื่อสหายเต๋ามา เจ้าก็เป็นพยานให้ข้าได้”
ซูอี้หันกลับ เดินไปมองสำรวจร่างของเวินเจวี๋ยอย่างตั้งใจ
ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวเบา ๆ “น่าเสียดาย”
ผูเหิงรำพึง “น่าเสียดายจริง ๆ จิตนึกคิดแหลกสลาย ผู้ใดก็ช่วยมิได้ และนี่ยังเป็นความน่ากลัวของชั้นเก้าอีกด้วย ในระดับนี้มีอำนาจประหลาดน่าสะพรึงกลัวอย่าง ‘เพลิงกรรมมารสวรรค์’ อยู่ ขอเพียงมันแทรกเข้าสู่จิตใจได้ มันก็จะมิต่างจากมารผจญใจ เป็นจุดจบผู้คนนักต่อนัก”
ซูอี้ส่ายหน้า กล่าวกับผูเหิงว่า “น่าเสียดายที่เขามิได้เป็นบ้าตาย”
ผูเหิงนิ่งไป “เจ้าหมายความเช่นไร?”
ซูอี้เสสรวลกล่าว “หากข้าเข้าใจไม่ผิด เขาอาจมีปัญหาทางจิตรู้คิดจริง แต่สาเหตุอันทำให้สติรู้คิดของเขาแหลกมลายแท้จริงน่าจะเป็นพิษอันมีนามว่า ‘บุปผาพิบัติมารห้าสี’ มากกว่า”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “หากไร้สิ่งอื่นใด ผู้ที่ฆ่าเขาก็น่าจะเป็นเจ้านั่นแหละ”
สิ้นคำ สีหน้าของผูเหิงพลันแปรเปลี่ยน