บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1570: ฆาตกรผู้ตรงไปตรงมา
ตอนที่ 1570: ฆาตกรผู้ตรงไปตรงมา
ผูเหิงพลันผุดลุกอย่างฉุนเฉียว “ท่านกับข้าไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เหตุใดต้องว่าร้ายกันด้วย?”
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ประหนึ่งถูกใส่ความ
ซูอี้อดเสสรวลกล่าวไม่ได้ “เดิมที ข้ามิคิดสนใจเรื่องยุ่งยากเช่นนี้อย่างจริงจัง แต่เป็นเจ้าเองที่ไม่ซื่อสัตย์”
ยังไม่ทันสิ้นคำ ร่างของซูอี้พลันหายวับไป
พริบตาต่อมา เขาก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าผูเหิง
ม่านตาของชายหนุ่มหดตัว การฝึกฝนในขอบเขตจักรวาลระเบิดอำนาจ ฟาดหมัดไปเบื้องหน้า
ทันใดนั้น ซูอี้ก็คว้าข้อมือผูเหิงไว้ ขณะที่เตะท้องของอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
เปรี้ยง!!
ร่างของผูเหิงงอลง ใบหน้าของเขาดูเจ็บปวดสาหัส
มือขวาของซูอี้ซึ่งกำข้อมือเขาอยู่ออกแรงบีบมหาศาล
ข้อมือของผูเหิงหักดังกร๊อบ และไข่มุกสีดำเม็ดหนึ่งที่มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วพลันร่วงลงจากมือ และถูกชายหนุ่มคว้าเอาไว้ได้
จากนั้น ซูอี้ก็โยนร่างของอีกฝ่ายออกไป จนกระเด็นห่างออกไปสิบกว่าจั้ง
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงราวกับไม่อาจเชื่อลง ขณะเค้นเสียงลอดไรฟัน “เจ้าเป็นใคร ไยจึงมีอำนาจต่อสู้เพียงนี้ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้เป็นเซียนด้วยซ้ำ?”
ซูอี้หาสนใจไม่ เขามองไข่มุกสีดำในมือและกล่าวว่า “ว่าแล้วเชียว นี่เป็นมุกวิญญาณที่หลอมขึ้นจากหญ้าโลหิตชะนีน้ำค้างแข็ง ซึ่งผนึกเกสรของบุปผาพิบัติมารห้าสีไว้ได้”
เขาเงยหน้าขึ้นมองผูเหิง “หากเมื่อครู่เจ้าไม่ได้ซ่อนสิ่งนี้ไว้ในมือ และตั้งใจจะเล่นงานข้า ข้าคงไม่ได้คิดสนใจ”
บุปผาพิบัติมารห้าสีเป็นพิษร้ายอันหาได้ยากยิ่ง
เมื่อป่นบุปผานี้จนละเอียด จากนั้นก็ให้นักหลอมโอสถขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน มันก็จะสามารถเข้ารบกวนจิตใจของคู่ต่อสู้ได้
ในสายตาผู้อื่น มันคงไม่แตกต่างกับคนบ้า
อย่าว่าแต่ตัวตนวิถีเซียนทั่วไปเลย เพราะแม้แต่ราชันเซียนส่วนใหญ่ก็ยังมองไม่ออกด้วยซ้ำ
หากชายหนุ่มไม่มาถึงในวันนี้ ความตายของเวินเจวี๋ยคงถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุ โดยไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวผูเหิงแม้แต่ผู้เดียว
และหากซูอี้มิได้ชิงไข่มุกดำมาจากมืออีกฝ่ายได้ทัน เขาก็คงถูกลอบเล่นงานเช่นกัน!
สีหน้าของผูเหิงบิดเบี้ยว “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อระวังตัวไว้เท่านั้น”
ซูอี้ไม่คิดจะฟังคำแถข้าง ๆ คู ๆ นี้ แล้วประทับฝ่ามือหนึ่งลงไป
ผูเหิงพยายามหลบเลี่ยง ทว่าจะหลบไปหนใดได้ จากนั้นเขาก็ถูกพลังของฝ่ามือนั้นสยบลงทันที
จากนั้นร่างของเขาก็แหลกสลาย วิญญาณกลืนหายไปในสายลม!
“น่าเสียดายที่เจ้าพบข้า”
ซูอี้ส่ายหัว จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องและเริ่มผ่านระดับ
……
ณ โถงพิสูจน์ตน
เหล่าตัวตนวิถีเซียนจากขุมกำลังหลักทั้งหลายกำลังซุบซิบกัน
ทันใดนั้น ชายชราชุดเทาผู้หนึ่งก็กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เกือบสี่ชั่วยามแล้วที่คุณชายซูผู้นั้นเข้าไปในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม แต่ก็ยังไม่ถูกส่งกลับมา ผิดคาดโดยแท้”
ทุกผู้ต่างได้ยินคำล้อเลียนในวาจา จึงอดขำมิได้
หนึ่งตัวตนขอบเขตจุติมงคลเข้าไปในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม เป็นเรื่องตลกโดยแท้
“สหายเอ๋ย สุภาพหน่อย”
บางผู้กล่าวเตือน “คุณชายซูผู้นั้นเป็นแขกผู้มีเกียรติสูงสุดแห่งตลาดมังกรดำ กระทั่งราชันเซียนซิงอวี้ยังติดตามเขามาด้วยตนเองนะ พูดเล่นนั้นได้ แต่สำรวมไว้ดีที่สุด”
ชายชราชุดเทาสะท้านในใจและพยักหน้า
และยามนี้เอง เสียงอันทรงพลังเสียงหนึ่งก็ดังก้องดุจเสียงระฆังในยามเช้าและฆ้องโมงในยามเย็น กระทบสู่โสตประสาท
ทันใดนั้น ทั่วทั้งโถงพิสูจน์ตนก็สั่นสะเทือน
“ระฆังพิสูจน์เทพดัง หมายความว่ามีผู้ผ่านบททดสอบชั้นที่เก้าของถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมแล้ว!”
บางผู้ตื่นเต้น
ตู้ม!
รอบข้างพลันปรากฏเสียงอื้ออึง
“ไม่น่าแปลกใจเลย หากผู้ผ่านชั้นที่เก้ามิใช่เวินเจวี๋ยผู้เลิศล้ำแห่งสุขาวดีเทียนเสวียน ก็ต้องเป็นผูเหิง บุคคลอันดับหนึ่งแห่งภาคีใต้ตะวัน!”
“ยังต้องสงสัยกันอีกหรือ?”
“ข้าว่าต้องเป็นเวินเจวี๋ยแน่ ๆ!”
…ผู้คนต่างสนทนากัน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยอิจฉา
นับตั้งแต่สิ้นยุคอวสานเซียนเป็นต้นมา ก็ไม่อาจทราบได้ว่ามีเซียนขอบเขตจักรวาลมากมายเพียงใดที่มาทดสอบเพื่อผ่านระดับในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม
ทว่าจวบปัจจุบัน ก็ยังไม่มีผู้ใดผ่านชั้นที่เก้าสำเร็จ!
และตอนนี้ปาฏิหาริย์ก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว!
หากเรื่องนี้แพร่กระจายไปในโลกเซียน มันจะก่อให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม และกลายเป็นเรื่องเล่าในตำนานอย่างแน่นอน
“ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าด้วย ครานี้เวินเจวี๋ยผ่านด่านสำเร็จ การจัดลำดับของเขาบนทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลจะต้องสะท้านโลกาเป็นแน่!”
ตัวตนวิถีเซียนบางผู้เริ่มแสดงความยินดีกับฮูหยินอวิ๋นหนิงแล้ว
นางส่ายหน้าพลางกล่าวขึ้นว่า “ผู้ใดผ่านการทดสอบทั้งหมดยังมิกระจ่างชัด อย่าทำให้ข้าดีใจเก้อเลย”
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของนางก็มิอาจซ่อนความปรีดาและลุ้นรอได้
กระทั่งตัวนางก็คิดว่าเวินเจวี๋ยจะสามารถผ่านชั้นที่เก้าได้!
หลี่ซงฝู่ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งภาคีใต้ตะวันกล่าวขึ้นพร้อมกับคลี่ยิ้มออกมา “สหายเต๋ากล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด แต่ก็ดีใจเสียแล้ว หากเกิดบางอย่างผิดพลาดคงกลายเป็นเรื่องไร้สาระไป”
มันแฝงความหมายบางอย่าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลี่ซงฝู่เชื่อว่าผู้ที่ผ่านบททดสอบที่ชั้นเก้าได้นั้นน่าจะเป็นผูเหิง เซียนขอบเขตจักรวาลจากภาคีใต้ตะวันของพวกเขา!
คู่เนตรงามของฮูหยินอวิ๋นหนิงทอประกาย พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “รอดูเถิด”
ทุกผู้ต่างสัมผัสได้ว่าคำพูดระหว่างสองราชันเซียนเจือความขันแข่งเบาบาง!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ไม่นานนัก วังวนทางเข้าที่สุดห้องโถงก็ปรากฏร่างสูงใหญ่คนหนึ่งขึ้น
“ออกมาแล้ว!”
ผู้คนล้วนส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา
ทว่ายามเห็นหน้าตัวคน ทุกผู้กลับนิ่งงัน
ไฉนเป็นเขากัน!?
ใบหน้าหยกของฮูหยินอวิ๋นหนิงนิ่งค้าง คู่เนตรงามเบิกกว้าง
หลี่ซงฝู่เองก็ตะลึงเช่นกัน
บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
ผู้ที่ก้าวออกมาจากทางเข้าถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซูอี้!
หนึ่งมือถือไหสุรา อีกมือหนึ่งไพล่หลัง ยามเดินออกมาเห็นสีหน้าตกตะลึงของคนทุกผู้ เขาก็อดขำมิได้
ขนาดนั้นเชียวหรือ?
“ไฉนเป็นเจ้าได้!?”
บางผู้อดกล่าวไม่ได้
“แล้วเหตุใดจึงเป็นข้าไม่ได้เล่า?”
ซูอี้จิบสุรา
ทุกผู้มองหน้ากัน
หลี่ซงฝู่กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “หมายความว่าผู้ผ่านบททดสอบที่ชั้นเก้าเมื่อครู่นี้คือเจ้าหรือ คุณชายซู?”
ซูอี้แย้มยิ้มออกมาพลางกล่าวว่า “นอกจากข้าก็มิน่ามีคนที่สองแล้ว”
ทันใดนั้น รอบข้างก็อื้ออึง ดูโกลาหลยิ่ง
“เรื่องนี้เป็นไปได้เช่นไร?”
หลายคนไม่อาจยอมรับได้
ซูอี้เพิ่งเข้าไปยังถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมเมื่อสี่ชั่วยามก่อน ทว่ายามนี้เขากลับผ่านชั้นเก้ามาได้ ใครเล่าจะเชื่อ?
ชั่วขณะนั้น ผู้คนต่างมองซูอี้อย่างประหลาดใจ
เดิมที พวกเขาคิดเพียงว่าซูอี้มีฐานะพิเศษ สาเหตุที่เขามายังถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมนั้นก็เพื่อมาเล่นหยอกไปอย่างนั้น จึงมิได้สนใจอันใดมาก
แต่ใครเล่าจะคิดว่าพวกเขาทั้งหมดเหมือนจะมองผิดไป!
ทว่ามีหรือซูอี้จะคิดใส่ใจ?
เขาเดินไปหาฮูหยินอวิ๋นหนิงและกล่าวว่า “คนชื่อเวินเจวี๋ยผู้นั้นตายแล้ว ผู้ฆ่าเขาคือผูเหิง”
ไม่ใช่เพราะซูอี้จุ้นจ้าน แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเขา และแทนที่จะปล่อยให้ยืดเยื้อ สู้แก้ไขให้ไวจะดีกว่า
ใบหน้างามของฮูหยินอวิ๋นหนิงแปรเปลี่ยนในพริบตา
บรรยากาศในโถงเองก็หนักอึ้งขึ้นในฉับพลัน
หลี่ซงฝู่กล่าวเสียงแข็งอย่างโกรธเคือง “เชื่อก็บ้าแล้ว! ไร้ความแค้นใด ๆ ต่อกัน ไฉนผูเหิงจึงต้องฆ่าเวินเจวี๋ยด้วย?”
“ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น อ้อใช่ ผูเหิงยังคิดฆ่าข้าด้วย แต่ข้าฆ่าเขาแล้ว”
ทุกผู้ล้วนตะลึง
หลี่ซงฝู่อดผงะไปมิได้
ใครเล่าจะกล้าคิดว่าฆาตกรผู้หนึ่งจะกล้ายอมรับตรง ๆ ว่าฆ่าคนต่อหน้าธารกำนัล?
ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ต้องเก็บให้เงียบที่สุดเท่าที่ทำได้หรือ?
“สหายน้อยพูดจริงหรือ?”
ฮูหยินอวิ๋นหนิงดูมิอยากเชื่อ
ซูอี้ว่า “ให้คนจากองครักษ์มังกรดำไปตรวจสอบที่ชั้นเก้าก็รู้เอง”
กล่าวจบ เขาก็หันเดินออกไปยังนอกโถงหลัก
เขาพูดทุกสิ่งที่ควรพูดแล้ว จึงมิคิดอยู่ต่อ
“หยุดนะ!”
หลี่ซงฝู่ตวาดลั่น “เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนจนกว่าจะสืบเรื่องราวให้กระจ่าง!”
เสียงนั้นสะท้านสะเทือนชวนน่าขวัญผวา ทุกผู้ล้วนกลั้นหายใจ
อำนาจของราชันเซียนชวนหนาวยะเยือก
ทว่าซูอี้กลับดูมิตระหนักรู้ และก้าวออกไปนอกโถง
“บังอาจ!”
หลี่ซงฝู่เคลื่อนกายไปในอากาศ ก่อนจะประทับฝ่ามือใส่บ่าซูอี้
ทว่ายังไม่ทันประชิดกาย ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นราวภูตพราย ขณะชกหมัดออกมา
เปรี้ยง!!
ร่างของหลี่ซงฝู่พลันเซถอยไป ใบหน้าชราเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวขาว
คนผู้นั้นคือราชันเซียนซิงอวี้
เขากล่าวด้วยแววตาเย็นชา “หลี่ซงฝู่ เจ้าอยากตายหรือไร!”
ทุกผู้ล้วนครั่นคร้าม
ใบหน้าของหลี่ซงฝู่ดำคล้ำขณะกล่าวขึ้นว่า “ซิงอวี้ อย่าเข้าใจผิด คนผู้นี้บอกว่าเขาฆ่าผูเหิง ข้าก็แค่อยากรั้งเขาไว้เพื่อสืบหาความจริงเท่านั้น”
ราชันเซียนซิงอวี้กล่าวอย่างเฉยชา “อย่าว่าแต่คุณชายซูฆ่าผูเหิงผู้นั้นเลย ต่อให้เขาฆ่าไอ้แก่เช่นเจ้าแล้วเช่นไร?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้เปล่งออกมา ทุกผู้ก็แทบเชื่อหูตนมิลง
“เรื่องนี้ ให้เจ้าจัดการนะ”
เสียงของชายหนุ่มดังมาจากด้านนอกโถง
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ
“ขอรับ! คุณชายโปรดเดินทางปลอดภัยขอรับ!”
ซิงอวี้คำนับไปทางทิศที่ซูอี้จากไปอย่างเคร่งขรึม
ภาพนี้ทำให้หัวใจทุกผู้ปั่นป่วน การทำให้ราชันเซียนซิงอวี้ ผู้นำองครักษ์มังกรดำเชื่อฟังได้เพียงนี้ ใครเล่าจะไม่รู้ว่าที่มาของซูอี้ร้ายกาจยิ่งกว่าที่พวกตนคิดไว้มากนัก?
และต้องทราบว่าโถงพิสูจน์ตนนี้เป็นถิ่นขององครักษ์มังกรดำ!
กล่าวได้ในระดับหนึ่งว่าทัศนคติของราชันเซียนซิงอวี้คือทัศนคติของราชันวิถีมังกรแดงผู้ลึกลับแห่งตลาดมังกรดำ!
เมื่อตระหนักเช่นนี้ ทั้งหลี่ซงฝู่และฮูหยินอวิ๋นหนิงต่างก็สงบใจลง
มังกรแกร่งมิลดหัวปะปนกับงูดิน
ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าตลาดมังกรดำนี้ยังเป็นถิ่นของ ‘มังกร’ เสียเอง!
……
ซูอี้เดินไปยังเรือนที่อยู่บนไหล่เขา
สำหรับเขา เหตุการณ์โกลาหลภายในโถงพิสูจน์ตนนั้น ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
เมื่อมีราชันเซียนซิงอวี้อยู่ก็จัดการได้อยู่หมัด เขาจึงมิต้องใส่ใจอีก
“ต่อมา ก็ถึงการตั้งจิตตกตะกอนไปสักครู่…”
ซูอี้ครุ่นคิด
หลังจากผ่านชั้นเก้าของถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมได้ การฝึกฝนของเขาก็ทะลวงถึงขอบเขตแปรสุญตาขั้นปลายได้สำเร็จ และศักยภาพของเขาก็ไปได้ไกลกว่าเก่ามาก
เขาตั้งใจจะเก็บตัว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของขอบเขตให้เสร็จสิ้น
“มันทำให้ข้าก้าวจากขั้นต้นสู่ขั้นปลายได้ในคราเดียว ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกฝนขัดเกลาอันยอดเยี่ยมโดยแท้”
ซูอี้ย้อนระลึกถึงประสบการณ์การเดินทางในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม และมีความรู้สึกมากมายต่อการสัญจรหนนี้
และเมื่อมาถึงไหล่เขา เขาก็เหลือบไปเห็นทะเลเมฆาอาบแสงทองเข้า ซูอี้ก็อดแย้มยิ้มมิได้
เขาไม่ลืมหรอกว่ายังมีป่าศิลาก่อวิถีอยู่ภายในทะเลเมฆานั่น!
………………..