บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1571: เยือนเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก
ตอนที่ 1571: เยือนเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก
เจ็ดวันต่อมา
ราชันวิถีมังกรแดงผู้มีรูปลักษณ์เช่นสาวน้อยก็มาเยี่ยมเยือน
นางยังคงสวมอาภรณ์ธรรมดา ท่าทางดูสุขุมและสงบเสงี่ยม
นางมาขอคำแนะนำจากซูอี้
ชายหนุ่มในเวลานี้กำลังนั่งอาบแดดอยู่บนเก้าอี้หวาย สองตาหรี่ลง
หญิงสาวนั่งบนม้านั่งเล็กข้าง ๆ กัน พลางถามข้อสงสัยต่าง ๆ ออกมาทีละข้อ
ซูอี้ก็ตอบกลับทีละคำถามเช่นกัน
บทสนทนาระหว่างทั้งสองหาปิดเป็นความลับไม่ และด้วยความสงสัย หนุ่มน้อยฟางหานจึงอดยืนฟังอยู่มิห่างนักมิได้
ทว่ายิ่งฟัง เขาก็ยิ่งงุนงง รู้สึกมึนตึ้บเข้าไปใหญ่ และนาน ๆ ครั้งยังรู้สึกตื่นตระหนก ทั่วทั้งร่างดูปั่นป่วน
เห็นเช่นนี้ ชิงเวยจึงรีบลากฟางหานออกมาห่าง ๆ ปิดกั้นประสาทสัมผัสของเด็กหนุ่ม จนกระทั่งเขาคืนสติกลับมา
หลังหนุ่มน้อยฟื้นขึ้น เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กโชกร่าง สีหน้าของเขาดูหวาดผวา
ชิงเวยกล่าวเตือน “เคล็ดมหาวิถีเหล่านี้เกี่ยวพันกับเคล็ดฝึกฝนขอบเขตมหาเซียน อย่าว่าแต่เจ้าเลย หากผู้ฟังเป็นข้าก็คงรับไม่ไหวและเป็นบ้าไปแน่นอน”
ฟางหานอ้าปากค้าง อดกล่าวขึ้นมิได้ว่า “แต่ไม่ใช่ว่าผู้อาวุโสเคยพูดหรอกหรือว่าเขายังไม่ได้บรรลุสู่วิถีเซียนเลย เหตุใดเขาจึงไขข้อสงสัยให้มหาเซียนได้เล่า?”
แม้หนุ่มน้อยจะเคยเห็นสารพัดวิชาอันเลิศล้ำของซูอี้ ในใจของเขาก็ยังระแวดระวัง และไม่อยากเรียกซูอี้เป็นผู้อาวุโส แต่ใช้คำว่า ‘เขา’ แทน
แม้กระทั่งชิงเวยก็แก้ไขจุดนี้มิได้ ซ้ำชายหนุ่มก็ยังมิเคยใส่ใจเรื่องนี้ ชิงเวยจึงทำเพียงปล่อยผ่าน
“ภายหลังเจ้าจะเข้าใจเอง”
ดวงตาของชิงเวยดูซับซ้อน
ตัวตนของใต้เท้าจอมราชัน อย่าว่าแต่คลายความเคลือบแคลงแก่มหาเซียนเลย กระทั่งขุมกำลังอันไร้เทียมทานในขอบเขตมหาศาล หากว่าถึงความเข้าใจในวิถี พวกเขาเองก็ยังต้องละอาย!”
“ยังจะบอกว่าข้าไม่เข้าใจอีก”
ฟางหานบ่นอุบอิบ
ชิงเวยยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าเป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้น และเจ้าก็ควรรู้แล้วว่ามรดก ‘แปดกระบวนขัดเกลาสังขาร’ ที่คุณชายสอนนั้นเป็นของจริง”
เด็กหนุ่มพยักหน้ากล่าว “มันเป็นของจริง แต่ข้าก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่า เขา… ไฉนเขาจึงมีมรดกเคล็ดบรรพชนอันสูญหายแสนนานนี้ได้…”
สีหน้าของหนุ่มน้อยเปี่ยมความสับสน
ช่างน่าเหลือเชื่อ!
ชิงเวยกล่าว “ยังมีเรื่องที่เจ้ามิเข้าใจอยู่อีกมากมาย ภายหน้า เจ้าต้องนอบน้อมต่อคุณชายนะ ท่านมิได้มีเจตนาแอบแฝงอย่างที่เจ้าคิดหรอก”
หนุ่มน้อยแค่นเสียงอย่างเย็นชา เม้มปากอย่างดื้อดึง ไม่กล่าววาจาใด
มิต้องสงสัยเลยว่าเขาหาฟังวาจาของชิงเวยไม่
และยามนี้ ซูอี้ซึ่งอยู่ห่างออกไปได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย แล้วกล่าวขึ้นว่า “หลังเจ้ากลับไปวันนี้ ฝึกฝนเช่นที่ข้าบอกก็พอ”
“เจ้าค่ะ!”
หญิงสาวลุกขึ้นคำนับ
ใบหน้าเยาว์วัยของนางเปี่ยมความครั่นคร้ามและโล่งใจ
สนทนากับผู้รู้ เปรียบเช่นอ่านตำราสิบปี
เมื่อซูอี้ตีความข้อข้องใจในวันนี้ นางก็เหมือนได้รับการเตือนสติ ความสับสนในใจเลือนหาย ทั่วทั้งร่างพลันรู้สึกกระชุ่มกระชวย
เมื่อนางปฏิบัติต่อชายหนุ่มในยามนี้ นางก็ไม่เพียงครั่นคร้ามเท่านั้น แต่ยังเจือความนับถือชื่นชม
ต่อมา ซูอี้ก็ถามไถ่ถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นภายในโถงพิสูจน์ตนเมื่อสองสามวันก่อน
“สัจธรรมของเรื่องนี้ถูกยืนยันแล้ว และเพราะเหตุนี้ ฮูหยินอวิ๋นหนิงกับหลี่ซงฝู่ก็เกือบสู้กันอยู่หลายหน แม้ซิงอวี้จะหยุดไว้ได้ แต่ก็คาดเดาได้ว่าเมื่อพวกเขาออกจากตลาดมังกรดำไปจะเกิดเรื่องขัดแย้งขึ้นอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
หญิงสาวตอบกลับอย่างเคร่งขรึม “แม้หลี่ซงฝู่จะมิได้กล่าวอันใดเกี่ยวกับการฆ่าผูเหิง แต่ซิงอวี้ก็ตัดสินไว้ เกรงว่าคนผู้นี้น่าจะมีความแค้นเคืองต่อใต้เท้าแล้ว และภายหน้า… ข้าเกรงว่าจะกลายเป็นอันตรายได้นะเจ้าคะ”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา “หากใต้เท้ายินยอม ข้าจะไปฆ่าเขาเพื่อยุติอันตรายแฝงนี้เสีย”
วาจาของนางราบเรียบ
ทว่าชิงเวยหนาวสะท้านทั่วกาย
หลี่ซงฝู่เป็นราชันเซียน!
ทว่าในสายตาราชันวิถีมังกรแดง เขากลับดูไม่ต่างกับไก่เลี้ยงสุนัขบ้าน จะฆ่าจะแกงเช่นไรก็ตามคำนึง!
“เจ้าไม่ต้องทำหรอก”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “อีกฝ่ายเกลียดข้าแต่มิลงมือ หากข้าฆ่าคนเพียงเพราะสาเหตุนี้ มันก็เหมือนว่าความแข็งแกร่งของข้าต้อยต่ำเกินไป”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วรีบขอตัวลา
จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับชิงเวย “ไป ตามข้าไปยังป่าศิลาก่อวิถี”
คู่เนตรงดงามของชิงเวยทอประกาย เป็นความลิงโลดอันติดต่อได้
……
หมู่เมฆาเคลื่อนวน อาบในแสงสีทองอร่าม
หนึ่งค่ายกลโบราณวิถีเซียนปกคลุมแดนดินที่อยู่ภายในทะเลเมฆา
เมื่อเปิดมุมหนึ่งของค่ายกลวิถีเซียนนี้ออก จะพบว่าในทะเลเมฆานี้มีจักรวาลอื่นซุกซ่อนอยู่ ซึ่งมันเต็มไปด้วยแท่นศิลาหนาแน่น!
แท่นศิลาแต่ละแห่งล้วนตั้งตระหง่านท่ามกลางหมอกหนา ดูกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
นี่คือป่าศิลาก่อวิถี!
แท่นศิลาแต่ละแห่งล้วนบรรจุลวดลายวิถีอันลึกลับโบราณไว้ตามธรรมชาติ
เหมือนเช่นสารพัดร่องรอยมหาวิถี!
ภายในป่าศิลา ปราณฮุ่นตุ้นคละคลุ้ง หมอกควันมหาวิถีปลิดปลิว บรรยากาศเก่าแก่เคร่งขรึม
เก้าแท่นศิลาอนุสรณ์ตั้งตระหง่านดั้นนภา
มองปราดแรกดูเช่นเก้าขุนเขาสูงชะลูดเสียดฟ้า!
เก้าอนุสรณ์สุดวิเวก
ลือกันว่าอนุสรณ์ทั้งเก้านี้มีตัวตนมาตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียน แต่ละแห่งล้วนเป็นศิลาประหลาดที่ให้กำเนิดฮุ่นตุ้น มีลวดลายที่มามหาวิถีอันโบราณสูงสุด!
เรื่องน่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ลวดลายที่มามหาวิถีที่ปรากฏขึ้นบนอนุสรณ์วิถีนี้แปรเปลี่ยนตลอดเวลาราวกับสิ่งมีชีวิต!
ดุจธาราหลั่งไหล เพลิงถาโถม วายุโหมพัด
ไม่อยู่นิ่ง!
นับตั้งแต่กำเนิดตลาดมังกรดำมาเนิ่นนาน ยอดฝีมือมากมายผู้เรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งโลกเซียนต่างพยายามไขปริศนามหาวิถีบนเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกอย่างคับคั่ง
บ้างตระหนักรู้แจ้งภายในชั่วข้ามคืน อำนาจมหาวิถีขยับสู่จุดที่สูงขึ้น แปรเปลี่ยนเลื่อนขอบเขตสะเทือนแดนดิน
ทว่าพวกเขาแทบทั้งหมดล้วนล้มเหลว
ซึ่งเป็นเพราะลวดลายที่มามหาวิถีที่ปรากฏบนเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกนั้นลึกลับและเข้าใจยากเกินไป และผู้มีความสามารถล้นฟ้าทั้งหลายก็ไม่อาจถอดรหัสได้เลย
และยามนี้…
ตรงหน้าอนุสรณ์ศิลาทั้งเก้ามีลานโล่งที่มีรูปร่างคล้ายสนามเต๋าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ และผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งก็กำลังรวมตัวกันเพื่อทำความเข้าใจลวดลายที่มามหาวิถีบนแท่นหินที่เจ็ด
ในหมู่พวกเขา มีชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งหลบมุมอยู่ไกล ๆ อย่างเดียวดาย ขณะถือกระดานสำริดแผ่นหนึ่งด้วยสองมือ เขาหลับตานั่งนิ่ง
เขาคือผู้อาวุโสสูงสุดม่อฉานชิวแห่งสำนักเซียนผนึกฟ้าแคว้นหลัว ราชันเซียนอาวุโสผู้เลิศล้ำสูงส่งในวิถีค่ายอักขระ!
เขากำลังเพ่งจิตทำความเข้าใจลวดลายที่มามหาวิถีบนแท่นศิลาที่เจ็ดอยู่
ผู้เฒ่าคนอื่น ๆ รวมตัวเป็นกระจุก ทั้งปรึกษาหารือ และกำลังศึกษาอนุสรณ์ที่เจ็ดอยู่เช่นกัน
“ยังมิได้อีก”
หลวงจีนคิ้วขาวผู้หนึ่งยิ้มอย่างขมขื่น สีหน้าเปี่ยมความจนใจ
เขาคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งอารามบงกชแห่งแคว้นเซี่ยง
เขายังเป็นผู้มีฐานะและการฝึกฝนสูงสุดในหมู่ผู้อาวุโสสิบกว่าคนในสถานที่แห่งนี้ และผู้เดียวที่เทียบกับเขาได้ก็คือม่อฉานชิว ผู้อาวุโสสูงสุดจากสำนักเซียนผนึกฟ้า
คนอื่น ๆ เองก็รู้สึกหดหู่ไม่ต่างกัน
“กว่าเราจะไขปริศนาแท่นศิลาหกแห่งแรกได้ก็ใช้เวลาสิบเก้าปี และยามนี้ แท่นที่เจ็ดนี่กลับทำให้เราใช้เวลาไปยี่สิบเก้าปี น่าหงุดหงิดจริง ๆ ที่จวบยามนี้ก็ยังมิอาจไขปริศนา”
บางผู้รำพึง
“ทุก ๆ สี่สิบเก้าปี ลวดลายที่มามหาวิถีอันปรากฏบนเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง”
บางผู้กล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “หมายความว่าเราเหลือเวลาเพียงปีเดียว”
ยามนี้ พวกเขายังไขปริศนาแท่นศิลามหาวิถีที่เจ็ดมิได้เลย!
ใครเล่าจะกล้าพูดว่าในปีที่เหลือ พวกเขาจะไขปริศนาในอนุสรณ์วิถีที่เจ็ด แปด และเก้าได้?
ชั่วขณะนั้น อารมณ์ของเหล่าผู้อาวุโสยิ่งดิ่งลงทุกขณะ
เหตุที่พวกเขาร่วมมือกันในหนนี้ก็เพราะคิดว่าด้วยปัญญาของแต่ละฝ่าย พวกเขาก็จะสามารถสืบพบความลับที่อยู่เบื้องหลังเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกได้
ทว่าสัจธรรมนั้นแสนโหดร้ายนัก
พวกเขามาอย่างแสนมั่นใจ แต่ทุกผู้ล้วนชนกำแพงหน้าหงาย ประเมินความยากของเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกนี้ต่ำไปโดยสิ้นเชิง!
“เฒ่าม่อผู้นี้ นั่งนิ่งอยู่สิบสามปีเพื่อทำความเข้าใจลวดลายที่มามหาวิถีบนแท่นศิลาที่เจ็ด ยามนี้ยังมิฟื้นเลย”
บางผู้กล่าวอย่างกังวล “ข้ากังวลนักว่าหากเขาประมาณการผิดพลาด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจจะไม่คาดคิดก็ได้”
สายตาทุกคู่มองไปไกลอย่างเผลอตัว
ม่อฉานชิวนั่งบนพื้นเยี่ยงรูปปั้นดินเหนียว ไร้การขยับเขยื้อน
ในหมู่ผู้อาวุโสเหล่านี้ เมื่อกล่าวถึงศิลปะแห่งการตีความ ผู้เชี่ยวชาญที่สุดย่อมเป็นม่อฉานชิว!
ทั่วทั้งโลกเซียนนี้ ม่อฉานชิวยังเป็นที่รู้จักในฐานะปรมาจารย์ค่ายอักขระ และความเข้าใจที่มีต่อค่ายกลและลวดลายวิถีของเขานั้นขึ้นสู่จุดสูงสุดมานานแล้ว
ทว่า…
ม่อฉานชิวนั่งอยู่สิบสามปี แต่ก็ยังมิอาจตีความปริศนาแห่งอนุสรณ์ที่เจ็ดได้!
“เหลือเพียงหนึ่งปี เราร่วมมือกันยังมิอาจไขปริศนาแท่นศิลาที่เจ็ดได้ ข้าว่ายามนี้ไม่ว่าผู้ใดมาก็สิ้นหวังแล้วล่ะ กระทั่งขุมกำลังผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนยังต้องมาจนมุมที่นี่เลย”
ชายในชุดผ้าแพรผู้หนึ่งรำพึง
ผู้คนเงียบสงัด
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ใครว่า?”
ทุกผู้ล้วนผงะ พลันหันมองตามเสียง
และพบว่าไกลออกไปบนทะเลเมฆา ท่ามกลางหมู่แท่นศิลาหนาแน่น ปรากฏหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเดินเข้ามาหา
บุรุษนั้นสวมอาภรณ์เขียวเยี่ยงหยก
สตรีนั้นงดงามไร้ที่ติ
พวกเขาคือซูอี้และชิงเวย
ทว่าเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่านั้นหารู้จักซูอี้ไม่
แต่พวกเขาต่างรู้จักชิงเวยเป็นอย่างดี
อันที่จริง ราชันเซียนวิถีปีศาจผู้งดงามสะกดใจสรรพชีวิตทั่วหล้าอย่างชิงเวยนั้น ช่างยากเย็นหากจะมีผู้ใดมิอาจจดจำ
“ที่แท้ก็เป็นสหายเต๋าชิงเวย”
สัตว์ประหลาดเฒ่าบางผู้เอ่ยทักทายอย่างสุภาพพร้อมกัน
ชายในชุดผ้าแพรเบนสายตามาที่ซูอี้แล้วกล่าวเย้ย “เจ้าหนุ่มนี่เป็นผู้น้อยของสหายเต๋าหรือ ดูเหมือนเขาจะมีประเด็นกับสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดนะ”
ชิงเวยกล่าวแก้ “นี่คือคุณชายของข้า”
ทุกผู้ล้วนผงะ สีหน้าดูครุ่นคิด
พวกเขาล้วนเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้ดำรงอยู่มานาน วาจาของชิงเวยทำให้พวกเขาล้วนตระหนักว่าชายหนุ่มซึ่งดูจะไร้การฝึกฝนต้องมีอนาคตอันยิ่งใหญ่!
ชายในชุดผ้าแพรยิ้มและกล่าวว่า “ขออภัย เป็นข้าเองที่ใจร้อน ขอคุณชายอย่าถือสา”
ซูอี้โบกมือกล่าว “ไม่ได้ใจร้อนหรอก เจ้าพูดถูก ข้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าว่าจริง ๆ”
ชายในชุดผ้าแพรขมวดคิ้วน้อย ๆ ราวมิคาดว่าแม้จะขออภัย แต่ผู้น้อยวัยเยาว์ผู้นี้จะยังมิจบเรื่อง
เขาเหลือบมองชิงเวย แล้วจึงกล่าวยิ้ม ๆ “เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบังอาจถามคุณชายว่ามีความเห็นอื่นหรือไม่?”
สัตว์ประหลาดเฒ่าตนอื่นเองก็ล้วนมองมายังชายหนุ่ม
พวกเขาต่างประหลาดใจว่า ผู้น้อยผู้นี้ไปนำความกล้ามาจากหนใด ถึงได้กล้าโต้คำของราชันเซียนซึ่ง ๆ หน้า?
สิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งงุนงงที่สุดคือ ราชันเซียนชิงเวยหาออกมาหยุดยั้งไม่!