บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1573: ประตูสุดวิเวก
ตอนที่ 1573: ประตูสุดวิเวก
จากนั้นซูอี้ก็มายังอนุสรณ์วิถีสุดวิเวกที่สอง และชี้ข้อผิดพลาด ช่องโหว่ต่าง ๆ ของมัน
ในใจซูอี้อดนึกถึงภาพบางอย่าง ณ อดีตกาลขึ้นมิได้
กาลนั้น เขา ราชันวิถีมังกรดำและสหายอื่น ๆ ต่างร่วมกินเลี้ยงร่ำสุราที่ยอดเขา แสนสุขีปรีดา
พวกเขายังเคยเถียงกันหน้าดำหน้าแดงที่เก้าอนุสรณ์สุดวิเวกเพราะความเข้าใจในลวดลายวิถีโบราณอันแตกต่างจนเกือบสู้กันอยู่หลายหน
กระทั่งอวี๋เสวียนจีผู้ ณ ขณะนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ตัวตนอันดับหนึ่งในด้านค่ายอักขระแห่งโลกเซียน’ ยังเคยด่าหวังเย่ต่อหน้าทุกผู้ว่าไม่เข้าใจในความลับของลวดลายวิถีเอาเสียเลย
ทว่าท้ายที่สุด…
กลับเป็นหวังเย่ที่เหนือชั้นกว่า และเป็นคนแรกที่ได้สำรวจความลับของเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก
ยังจำได้ว่าครานั้น อวี๋เสวียนจีใช้มือบิดเครา นั่งนิ่งราวเป็นรูปปั้นดินเหนียว ใบหน้าชราวัยเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด เดี๋ยวแดงเดี๋ยวดำ น่าอัศจรรย์นัก
และหวังเย่ก็โห่ร้อง หัวเราะลั่นเนิ่นนาน
อันที่จริง ขณะที่หวังเย่กำลังสืบเสาะความลับเบื้องหลังเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก เขาเองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอวี๋เสวียนจีเช่นกัน
และยามนั้น หวังเย่ก็ยอมรับเรื่องนี้ออกมาอย่างสุขุม
อวี๋เสวียนจีชกหวังเย่เข้าที่บ่าสองหนแล้วด่าเขายิ้ม ๆ “ฝีมือมิกล้าเทียบ นี่เจ้ายังอยากถ่อมตัวกับข้าอยู่หรือไร?”
เมื่อนึกถึงอดีตขึ้นมายามนี้ ซูอี้ก็อดทอดถอนใจมิได้
ต้องยอมรับว่าแม้หวังเย่จะถูกมองเป็นทรราชมือเปื้อนเลือดในโลกเซียน เขาก็ยังมีสหายร่วมอุดมการณ์ร่วมเป็นร่วมตายอีกกลุ่มหนึ่ง!
เพราะความคิดนี้เอง ซูอี้จึงแบกรับภาระมาช่วยแก้ปัญหา กลบช่องโหว่บนอนุสรณ์วิถีอื่น ๆ ในกาลต่อมา
ชั่วขณะนี้ เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าเข้าใจความลับในวาจาของซูอี้แต่แรก บางคราพวกเขาก็ตัวสั่น บางคราตื่นเต้น และบางหนละอาย
ทว่าในภายหลัง ทุกตนล้วนงุนงง รู้สึกยากตามทันและฉงนวิงเวียน
กระทั่งปรมาจารย์ค่ายอักขระอย่างม่อฉานชิวยังยากจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ เขายืนตะลึงทึ่มทื่อ
จนกระทั่งเมื่อความผิดพลาดและช่องโหว่ทั้งหลายที่อนุสรณ์วิถีถูกแก้ไข ซูอี้จึงยกไหสุราหนึ่งขึ้นเชิดหน้าดื่ม
ซูอี้อดส่ายหัวขำมิได้ยามเห็นสายตาสับสนของทุกผู้
เล่นฉินให้วัวฟัง?
แน่อยู่แล้ว
เพราะเจ้าเฒ่าเหล่านี้ด้อยกว่าพวกผู้เฒ่าเมื่อกาลก่อนวันยันค่ำ
ชิงเวยยืนอยู่มิห่างไปนัก เป็นสักขีแก่เรื่องทั้งหมดที่เกิด จนกระทั่งเมื่อนางเห็นซูอี้ส่ายหัวขำขัน นางก็อดรำพึงในใจมิได้
ใต้เท้าจอมราชัน… เกรงว่าเขากำลังว้าเหว่
แทบไม่ต่างจากคนเล่นฉิน ยากจะหาผู้เข้าใจ!
เนิ่นนานจากนั้น เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าจึงตื่นจากภวังค์ความคิดอันตื่นตะลึงงัน มองหน้ากันไปมา ล้วนตะลึงอึ้งในฝีมือของซูอี้!
ม่อฉานชิวกระทั่งคำนับอย่างนอบน้อม “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้หาญกล้า ขอวอนคุณชายลงมือไขความลับของเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกนี้ให้ข้าประจักษ์ต่อความยิ่งใหญ่ของคุณชายด้วยเถิด”
ซูอี้ว่า “ได้”
เดิมที เขาก็มาเพื่อโอกาสประสบมหาวิถีอันพบได้แต่มิอาจหาในโลกภายนอกนี้อยู่แล้ว!
หากจะให้เหล่าเจ้าเฒ่าเหล่านี้ได้เห็นไปด้วย เขาก็หาถือสาไม่
เขาก้าวออกไปแล้วเริ่มวาดค่ายกลในทันใด
วูบ!
แสงวิถีพรั่งพรู รัศมีจิตวิญญาณลึกลับทะลักจากปลายนิ้วของซูอี้ พลิ้วไหวเดี๋ยวไขว้เดี๋ยวแยกกันไปมาบนอากาศ ค่อย ๆ ร่างออกมาเป็นเค้าโครงค่ายกลค่ายหนึ่ง ดูไหลลื่นต่อเนื่องเยี่ยงเมฆาเคลื่อนวารีริน
ให้ความรู้สึกราวธรรมชาติสรรสร้าง ไร้ร่องรอยการสลักเสลาด้วยขวานจาม
จนครู่ต่อมา ลวดลายค่ายกลหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาทุกผู้
ลึกลับ กว้างขวาง ซับซ้อนพิศวง
เพียงมองก็ให้ความรู้สึกราวเป็นจักรวาลพร่างดาวอันสร้างจากเส้นแสงนับไม่ถ้วน กะพริบเจิดจรัส เคลื่อนไปบนลวดลายวิถีตามทิศทางต่าง ๆ กัน
และด้วยปลายนิ้วของซูอี้บนลวดลายค่ายกล
วิ้ง!
ลวดลายค่ายกลดูจะปรากฏชีวิต ระเบิดอำนาจทะลวงเวหา
ชั่วขณะนั้น เก้าอนุสรณ์สุดวิเวกพากันสั่นสะท้าน ลวดลายวิถีอันโบราณดั้งเดิม ณ พื้นผิวอนุสรณ์วิถีกระเพื่อมราวมหาวิถีสั่นพ้อง สร้างการสะท้อนอันน่าอัศจรรย์กับลวดลายค่ายกลตรงหน้าซูอี้
จากนั้น แท่นศิลาทั่วป่าศิลาก่อวิถีก็พากันสั่นสะเทือน
ราวดาบนับพันกู่คำรามพร้อมเพรียง!
ราชันวิถีมังกรแดงบนยอดเขามังกรเร้น ผู้กำลังทำสมาธิเพ่งจิตผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะสงบใจทำความเข้าใจต่อทันที
แปลกหรือ?
ไม่เลย
เป็นเรื่องแน่นอนที่ใต้เท้าจอมราชันจะลงมือเอง และตระหนักถึงความลับของเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก
ขณะเดียวกัน องครักษ์มังกรดำทั่วเขามังกรเร้นล้วนตกตะลึง แต่ละผู้ผงะก่อนจะเอะอะอื้ออึง
“เอะอะอันใดกัน อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่!”
ราชันเซียนซิงอวี้กล่าวตำหนิ หยุดไม่ให้เหล่าองครักษ์มังกรดำไปตรวจสอบเรื่องนี้
อันที่จริง ราชันเซียนซิงอวี้เองก็ตกตะลึงในใจเช่นกัน ปรากฏว่าแขกหนุ่มผู้มีเกียรติซึ่งยังมิได้ก้าวสู่วิถีเซียนไขปริศนาเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกได้ในกาลสั้นเพียงนี้เชียวหรือ?
ไม่น่าเล่า ใต้เท้าราชันวิถีจึงให้ความเคารพคนผู้นี้นัก เขาเป็นยอดคนผู้เร้นกายอย่างจริงแท้!
ขณะเดียวกัน…
สุดป่าศิลาก่อวิถี
เก้าอนุสรณ์สุดวิเวกอันสูงตระหง่านดั้นนภาล้วนกู่คำราม สะท้อนรัศมีศักดิ์สิทธิ์ดารดาษ สร้างเป็นประตูมายาขึ้นบนอากาศ
เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าล้วนหายใจถี่กระชั้นราวประจักษ์แก่ปาฏิหาริย์!
ประตูสุดวิเวก!
มันจะปรากฏขึ้นต่อเมื่อปริศนาแห่งเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกถูกคลี่คลายเท่านั้น
และจากคำร่ำลือ ประตูนี้นำสู่สถานที่ลับอันเต็มไปด้วยที่มามหาวิถีสุดวิเวก!
“ต่อจากนี้ ข้าจะเก็บตัวอยู่ภายใน ระหว่างนั้น เจ้าและฟางหานไปรอในเขามังกรเร้นเถอะ”
ซูอี้หันไปกล่าวกับชิงเวยเบา ๆ
“เจ้าค่ะ!”
ชิงเวยรับคำสั่ง
ซูอี้หันเดินเข้าสู่ประตูสุดวิเวก หายลับไปในทันที
จากนั้น ประตูสุดวิเวกก็สลายไป เก้าอนุสรณ์สุดวิเวกกลับสู่ความสงบ
และทั่วหล้าก็อื้ออึงราวหม้อระเบิด
เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าล้วนห้อมล้อมชิงเวย ยิงคำถามไม่หยุดปาก
“สหายเต๋าชิงเวย คุณชายผู้นั้นคือใครกัน? ไฉนเขาจึงสามารถถอดปริศนาเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกได้อย่างง่ายดายทั้ง ๆ ที่ยังเยาว์วัยเพียงนั้น?”
“นับแต่ยุคอวสานเซียน ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ก็มิเคยได้ยินว่าจะมีผู้ใดไขปริศนาของเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกนี้ได้เลย!”
“ยอดเยี่ยม คุณชายผู้นี้เป็นศิษย์ใกล้ชิดของยอดคนผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานใดกัน?”
“วันนี้ ในที่สุดข้าก็ได้ตาสว่าง! เทียบกับคุณชายท่านนั้นแล้ว ข้าผู้ใช้เวลาเนิ่นนานยังไขปริศนามิได้นี่ช่างเล็กจ้อยไร้ค่าใด ๆ!”
…เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าล้วนตื่นเต้น ถามหาที่มาของซูอี้เป็นการใหญ่
ชิงเวยแย้มยิ้ม มิได้พูดอันใด
ท้ายที่สุด นางก็บอกเพียงชื่อของซูอี้ และมิได้กล่าวไปมากกว่านั้น
ปิดปากนิ่งเงียบ
สิ่งนี้ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าคันปากยิบ ๆ ทว่าแสนจนใจ
มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดแห่งอารามบงกชเท่านั้นที่ดูจะตระหนักถึงบางสิ่ง จึงนิ่งเงียบมาแต่ต้นจนจบ
“จะเป็นตำนานผู้หวนคืนจากวัฏสงสารนั้นจริง ๆ หรือ…”
ดวงตาของจี้เจินนิ่งเฉย
ฌานฤทัยอันกล่าวได้ว่ากระจ่างเยี่ยงแก้วของเขาเองก็กำลังกระเพื่อมปั่นป่วน
อารามบงกชแห่งแคว้นเซี่ยง ขุมกำลังสูงสุดแห่งโลกเซียน!
เพียงพอประชันกับยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินและตระกูลโบราณทั้งหลายได้
และยังมีชื่อเสียงในฐานะ ‘สำนักญานสูงสุดในโลกเซียน’
ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอพระคัมภีร์ในอารามบงกช จี้เจินย่อมเคยได้ยินความลับอันมิเป็นที่ล่วงรู้บางเรื่อง
เช่นเมื่อไม่นานนี้ ในหมู่ผู้จุติสรวงซึ่งปรากฏในแดนบรรลุสรวงเขากวางขาว ต้องสงสัยว่าจะมีผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเวียนวัฏหวนคืนปะปนอยู่!
และการที่ลัทธิไร้มลทินกับนครเซียนโฉลกเมฆาต่างออก ‘บัญญัติค่าหัวบัญชีดำ’ เพื่อจับตัวผู้จุติสรวงก็คาดว่าเพื่อผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น!
และ ‘บรรพชนชิงฉวี’ ผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนจากอารามบงกชเคยกล่าวไว้นับแต่ก่อนยุคอวสารเซียนว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้ลือกันว่าสิ้นชีพใน ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ นั้นหาตายตกจริง ๆ ไม่ แต่ต้องสงสัยว่าเข้าสู่วัฏสงสารเวียนชีพ!
น่าเสียดายที่แม้ ‘บรรพชนชิงฉวี’ ของพวกเขาจะรอดจากยุคอวสานเซียนมาได้ ทว่าเขาก็พบหายนะสูญสิ้นไปเมื่อสามหมื่นเก้าพันปีก่อน
ก่อนตาย เขาทิ้งไว้เพียงข้อความ ‘หากมนุษย์สวรรค์จะดับเบญจขันธ์ ฝึกฝนร่างวัชระไปก็เสียเปล่า’!
“หากบรรพชนชิงฉวียังอยู่ บางทีท่านอาจสามารถตรวจสอบได้ว่าชายหนุ่มนามซูอี้จะเป็นตัวตนผู้นั้นหรือไม่”
จี้เจินรำพึงในใจ
พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์ เซียนอันดับหนึ่งแห่งวิถีดาบ!
เมื่อนึกย้อนไปยามก่อนเกิดยุคอวสานเซียน ในหมู่ผู้ทรงอำนาจไร้เทียมทาน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนั้น มีเพียงตัวตนเดียวซึ่งบรรยายได้ว่า ‘ดุจตะวันเหนือฟ้า เดียวดายในโลกเซียน’!
“ไม่ว่าอย่างไร เรื่องในวันนี้ต้องรายงานกลับสำนัก หากเป็นตัวตนผู้นั้นซึ่งหวนกลับจากวัฏสงสารจริง ต่อจากนี้สองสามปี โลกเซียนซึ่งเพิ่งเข้าสู่ยุคทองจะบังเกิดพายุโลหิตอันเกินคาดเดาแน่นอน!”
จี้เจินพึมพำในใจ “ถึงยามนั้น เหล่าตัวตนบรรพกาลผู้ซุกซ่อนหนีหายนะเทพต้องตัวสั่นเพราะเรื่องนี้กันเป็นแน่แท้”
ในคัมภีร์โบราณมีบันทึกไว้ว่า ณ ศึกอนันตรัตติกาล จอมราชันอนันตรัตติกาลต่อสู้กับสามสิบสามยอดฝีมือไร้เทียมทานผู้อยู่บนจุดสูงสุดแห่งโลกเซียนด้วยตัวคนเดียว
ท้ายที่สุด แม้จอมราชันอนันตรัตติดกาลจะประสบอุบัติเหตุ ในศึกนั้น เขาสะบั้นศัตรูร้ายยี่สิบเอ็ดตนด้วยหนึ่งดาบ เข่นฆ่าทั่วฟ้าดิน ละเลงเลือดทั่วเก้าชั้นฟ้า!
ศึกนั้นยังถูกถือเป็นสงครามอันนองเลือดสูงสุด ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนับแต่อดีตกาลด้วย
นับแต่นั้นมา สถานการณ์ในโลกหล้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ โลกเซียนสิ้นสมัยของจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้เป็นหนึ่งในวิถีดาบ
ยามนี้ หากตัวตนผู้นั้นเวียนวัฏกลับมา เขาไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่ายอดฝีมือไร้เทียมทานซึ่งเป็นอริกับคนผู้นั้นในกาลก่อนจะต้องถูกคิดบัญชีอย่างเหี้ยมโหด!!
“มิน่าเล่า ลัทธิไร้มลทินจึงออกมาเคลื่อนไหวบ่อยครั้งนัก เซวี่ยเซียวจื่อ บรรพชนผู้ก่อตั้งนั้นเป็นหนึ่งในยอดฝีมือไร้เทียมทานผู้ก่อศึกอนันตรัตติกาล!”
จี้เจินกล่าวในใจ
ทันทีที่เขาคิดถึงเรื่องนี้ หนึ่งเสียงก็กล่าวขึ้นอย่างเยียบเย็น
“สหายเต๋าคิดอันใดได้หรือ?”
นัยน์ตางดงามทรงเสน่ห์ของชิงเวยมองมายังจี้เจิน
หัวใจของจี้เจินเย็นเยือก ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแล้วเสสรวลถากถางตนเอง “บางทีข้าอาจจะตกใจเกินไป หัวใจของหลวงจีนผู้นี้จึงยากจะเย็นลงได้ วิญญาณเรรวน ใจลอยปั่นป่วน ทำให้สหายเต๋าหัวเราะเยาะเสียแล้ว”
ชิงเวยเม้มริมฝีปากสีกุหลาบของนางเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวยิ้ม ๆ “เท่าที่ข้ารู้ พวกเจ้าผู้ฝึกตนในวิถีพุทธมุ่งเน้นไปที่การตั้งสติอยู่กับตน มิติดในภวังค์ใด เพื่อหกสัมผัสอันกระจ่างบริสุทธิ์ และหากสหายเต๋าอยากให้หกสัมผัสผ่องแผ้ว เจ้าก็ควรเลี่ยงมิติดใจกับเรื่องวันนี้”
มันดูราวกับเป็นการให้คำแนะนำอย่างมีน้ำใจ ทว่าเมื่อจี้เจินฟังก็รู้สึกชัดเจนว่ามันแฝงความหมายบางอย่าง!
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ากล่าว “สหายเต๋ากล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก”
ชิงเวยแย้มยิ้ม มิกล่าววาจาใดต่อ
ขณะเดียวกัน ร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นในโลกเร้นลับอันเป็นสุญญะอลหม่าน
ที่มามหาวิถีสุดวิเวกโบราณดั้งเดิมอุบัติขึ้นจากความอลหม่าน แปรเปลี่ยนเป็นหมอกปกคลุมทั่วแดน
การอยู่ในนั้นให้ความรู้สึกราวหวนสู่ฮุ่นตุ้นยามฟ้าดินยังมิถูกเบิกเปิด!
………………..