บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1575: เรือเมฆา
ตอนที่ 1575: เรือเมฆา
สระกำเนิดมังกร
อสนีบาตอ่อนกำลัง หมู่คลื่นสงบเงียบ
ร่างบางเดินออกมาจากส่วนลึกของสระกำเนิดมังกร
นางยังคงสวมอาภรณ์สามัญชน เรือนผมยาวยุ่งเหยิงกระจัดกระจาย ใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นเด็กสาว
ทว่ายามเยื้องย่างกลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เหนือสรรพชีวิตในโลกหล้า
นั่นคืออำนาจมังกรที่แท้จริง
สะท้านสะเทือนสุญตา กลบรัศมีสรรพสิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อนัยน์ตาสีทองหม่นจ้องมองมา ความรู้สึกประหนึ่งมีเพลิงศักดิ์สิทธิ์ไร้สิ้นสุดแผดเผาในดวงตา ตรึงสายตาชวนลืมหายใจ
หญิงสาวสืบเชื้อสายมังกร มีวิถีเต๋าในระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ และในยุคอวสานเซียน แม้นางจะถูกผนึกโดย ‘ตรวนโลหิตลายมังกร’ จากบิดาบุญธรรมราชันวิถีมังกรดำจนติดอยู่แต่ในตลาดมังกรดำ
แต่นางก็หนีหายนะในยุคอวสานเซียนไปได้เช่นกัน
ยามนี้ นางสะบั้นผนึกบนร่าง เข้าไปรับการกลั่นบริสุทธิ์โดยอัสนีในสระกำเนิดมังกร และในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นมังกรแดงอย่างแท้จริง!
อำนาจมังกรน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น เหนือชั้นไปไกลยิ่งกว่าอดีตกาล!
จนเมื่อนางเดินออกนอกสระกำเนิดมังกรได้สำเร็จ อำนาจมังกรในร่างหญิงสาวก็หายไป นางคุกเข่าลงกราบซูอี้กับพื้น “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้นำ ทำให้ข้าได้รับโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นมังกรเจ้าค่ะ!”
ซูอี้ว่า “จากนี้ไป ทุกตัวตนในโลกเซียนจะรู้ข่าวการแปรเปลี่ยนเป็นมังกรของเจ้า และในสายตาเหล่าผู้ทรงอำนาจ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เจ้าก็คือสมบัติหายากในโลกหล้า และหายนะจะบังเกิดขึ้นแน่นอน”
หญิงสาวกล่าวเบา ๆ “ผู้น้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ซูอี้ว่า “ข้าเคยกล่าวไว้ว่าอยากให้เจ้ารับปากบางอย่าง ยามนี้ข้าบอกเจ้าได้แล้ว”
หญิงสาวกล่าวอย่างนอบน้อม “ขอผู้อาวุโสกล่าวมาเถิด”
ซูอี้ว่า “เรื่องแรก สองสามปีต่อจากนี้ หากเจ้ายังไม่ได้โอกาสบรรลุขอบเขตมหาศาล เจ้าห้ามออกมาจากตลาดมังกรดำเป็นอันขาด”
หญิงสาวดูจะคาดไว้แล้ว นางกล่าวโดยมิหยุดคิด “ผู้น้อยจะทำตามคำสอนของผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
นางรู้ว่าเหตุผลที่ซูอี้ทำเช่นนี้ก็เพราะเป็นห่วงนางจะไปต่อสู้มิคิดชีวิตกับเจียงไท่เออก่อนจะทันตั้งตัว
ซูอี้กล่าว “เรื่องที่สอง ภายหน้าข้าอาจจะไปยังทะเลบูรพาเพื่อเปลื้องความขุ่นเคือง เมื่อถึงกาลนั้น ให้เจ้าไปกับข้าด้วย”
เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ยามที่หวังเย่ยังมิอยู่ในจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน มีขุมกำลังมากมายที่รอดจากศักราชสุดวิเวกอยู่ในทะเลบูรพาโลกเซียน
เช่นวังเซียนฟ้ามรกต เกาะเซียนเผิงไหลและวัดเวหาเป็นต้น
มีสี่ยอดฝีมือไร้เทียมทานจากส่วนลึกทะเลบูรพาเข้าร่วม ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ เมื่อกาลก่อนด้วย
หวังเย่ฆ่าพวกเขาไปแล้วสามคน
และหนึ่งในพวกไอ้แก่เหล่านั้น ผู้มีนาม ‘จอมราชันนักสังหาร’ หนีไปได้
จอมราชันนักสังหารเป็นตัวตนระดับบรรพชนของ ‘วังเซียนฟ้ามรกต’ และเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน ‘ห้าราชันวิถีปีศาจ’
ซูอี้ได้รู้จากปากชิงเวยแล้วว่าจอมราชันนักสังหารผู้นั้นยังมีชีวิต!
และทะเลบูรพา สถานที่แห่งนั้นกว้างขวางอันตราย เหตุที่ซูอี้อยากจะพาราชันวิถีมังกรแดงไปด้วยก็เพราะด้วยพละกำลังโดยกำเนิดของนาง นางสามารถแหวกว่ายในทะเลบูรพา หาที่ซ่อนของจอมราชันนักสังหารได้อย่างง่ายดาย!
แม้หญิงสาวจะไม่ทราบเจตนาของซูอี้ นางก็ยังตอบตกลงโดยไร้ลังเล “หากผู้อาวุโสเรียกตัว ผู้น้อยไม่มีทางโอ้เอ้เจ้าค่ะ!”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ แล้วนำม้วนหยกชิ้นหนึ่งส่งให้ “ก่อนบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาล ยังมีเรื่องมากที่ต้องตระเตรียม ในม้วนหยกนี้มีประสบการณ์บางอย่าง เจ้ารับมันไปเถอะ จำไว้ว่าอย่าได้ฝืนตัว หากไม่ถึงกาล เจ้าก็ควรรอต่อไปแทนที่จะฝืนค้นหา หาไม่ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไร้หวังพัฒนา”
หญิงสาวรับมาด้วยสองมือ กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้น้อยจะมิทำให้ผู้อาวุโสผิดหวังแน่เจ้าค่ะ!”
……
วันเดียวกันนั้น ราชันวิถีมังกรแดงสั่งเปิดทางเชื่อมตลาดมังกรดำต่อโลกภายนอกอีกครั้ง
ทุกผู้ในตลาดมังกรดำล้วนถอนใจโล่งอก
และวันเดียวกันนั้นเอง ซูอี้ ชิงเวย และฟางหานต่างเดินทางจรจาก
ก่อนแยกกัน ราชันเซียนซิงอวี้นำห้าวัตถุดิบที่ซูอี้ต้องการออกมามอบให้ และนอกจากนั้น ราชันวิถีมังกรแดงยังเตรียมถุงสัมภาระเพื่อแสดงความขอบคุณให้ซูอี้ด้วยใบหนึ่ง
ในถุงสัมภาระนั้นบรรจุหยกเซียนแสนชิ้น สารพัดโอสถหายากนับร้อย ๆ และโอสถเยียวยากองหนึ่งจากปรมาจารย์นักหลอมโอสถซึ่งกล่าวได้ว่าเจิดจรัสทรงคุณค่า
นอกจากนั้น ราชันวิถีมังกรแดงยังเตรียมของขวัญแก่ชิงเวยและฟางหานอีกด้วย
แต่ละสิ่งล้วนเลอค่า
ชิงเวยนั้นเป็นราชันเซียนผู้เจนโลกา ยามนางเห็นของขวัญที่ราชันวิถีมังกรแดงเตรียมให้นาง นางก็อดกล่าวในใจไม่ได้ว่าช่างล้ำค่าเลิศเลอ สมกับเป็นผู้ครองหนึ่งในสามตลาดมืดหลักแห่งโลกเซียน!
“เจ้าไปตรวจสอบสภาพของมหาเซียนหลิวอวิ๋นก่อนเถอะ หากต้องการความช่วยเหลือ ไปทวีปกกพิสุทธิ์ และเมื่อถึงกาลนั้น เจ้าใช้ยันต์ลับนี้หาตัวข้าได้”
หลังออกจากตลาดมังกรดำ ซูอี้ก็กล่าวลาราชันเซียนชิงเวย และส่งยันต์ลับชิ้นหนึ่งให้นาง
ชิงเวยรับยันต์ลับไป เก็บไว้อย่างระมัดระวัง แล้วจึงกล่าวเบา ๆ “คุณชายรักษาตัวด้วย! ผู้น้อยจะตั้งตารอพบคุณชายในภายหน้าเจ้าค่ะ”
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะพาฟางหานเดินจากไป
จนกระทั่งเมื่อสองร่างลับตา ชิงเวยจึงหันหลังจากไป
……
สามวันจากนั้น
ในเขตแคว้นซิง หนึ่งในสี่สิบเก้าทวีปแห่งโลกเซียน นอกนครเซียนเมฆาขาว ตรงหน้าท่าเรือแห่งหนึ่ง
เรือสมบัติลำหนึ่งซึ่งดูจะละล่องเหนือปฐพีค่อย ๆ เทียบลงสู่พื้น
เรือลำนั้นดูราวเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ซึ่งมิเพียงมีถนนหนทางขวักไขว่ ยังมีอารามศาลาขึ้นแน่นหนา
นี่คือ ‘เรือเมฆา’ อันลือนามแห่งโลกเซียน!
เรือเมฆาหนึ่งลำรับผู้ฝึกตนได้แสนคน เคลื่อนที่ไกลแปดหมื่นลี้ในหนึ่งวัน และระหว่างทางก็ผ่าน ‘เมืองท่า’ มากมาย
สำหรับผู้ฝึกตนหลายคน การขึ้นเรือเมฆานั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าสะดวกสะบายสูงสุดยามท่องโลกา
เพราะเหนือเรือเมฆานั้นเป็นเช่นเมืองเมืองหนึ่ง ทั้งโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา หอวาณิช บ่อนพนันและหนทางต่าง ๆ ทำให้การเดินทางนั้นมิเดียวดายน่าเบื่อ
นอกจากนั้น เหล่าผู้ฝึกตนทั่วโลกายังมารวมตัวกันบนเรือเมฆา และยังสามารถซื้อขายสินค้าทั่วมุมโลก ประจักษ์ชื่นชมแก่ระบบจารีตอันแตกต่าง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ยามเดินทางบนเรือเมฆา พวกเขามักจะมิต้องห่วงว่าจะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง
เหตุผลนั้นง่ายมาก สมบัติมโหฬารอย่างเรือเมฆานี้ไม่เพียงปกคลุมด้วยค่ายกลวิถีเซียนหนาแน่น ประเด็นยังอยู่ที่เบื้องหลังเรือเมฆาทุกลำมีขุมกำลังสูงสุดอยู่เบื้องหลัง ตัวตนวิถีเซียนทั่วไปหากล้าล่วงเกินไม่
นอกจากนั้นยังมีกลุ่มเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเฝ้าอยู่บนเรือ!
นาน ๆ ครั้งก็จะพบว่ามีตัวตนราชันเซียนบางผู้ออกเดินทางบนเรือนี้ด้วย
ดังนั้น ปกติแล้วจึงไม่มีผู้ใดโง่พอโจมตีเรือเมฆา
เหมือนเช่นเรือเมฆาซึ่งเทียบอยู่นอกนครเซียนเมฆาขาวนี้มาจากขุมกำลังราชันเซียน ‘สำนักเซียนหมื่นหยกงาม’ แห่งแคว้นซิง
ลำเรือนั้นวาดสัญลักษณ์ประจำสำนักเซียนหมื่นหยกงามไว้ ไม่ว่าเรือเมฆาลำนี้จะปรากฏขึ้น ณ หนใด เมื่อมีป้าย ‘สำนักเซียนหมื่นหยกงาม’ เบิกทาง มันก็เคลื่อนต่อได้โดยไร้อุปสรรค
ยามนี้ ณ สถานที่ใกล้เคียงเรือเมฆามีผู้ฝึกตนมากมายรออยู่แล้ว รวมถึงเซียนบางผู้ด้วย
ซูอี้และฟางหานเองก็รวมอยู่ในนั้น
หลังทั้งสองออกจากตลาดมังกรดำ พวกเขาก็เดินทางต่อเนื่องมิหยุดพัก ซูอี้รู้สึกว่าเดินทางเช่นนี้ดูเร่งรีบเกินไป เขาจึงใช้ศิลาเซียนสองพันชิ้นซื้อตั๋วเรือให้ตนและฟางหานขึ้นเรือเมฆาไปทวีปกกพิสุทธิ์
ระหว่างทาง พวกเขาไม่เพียงสามารถเลี่ยงการเดินทางเหนื่อยรากเลือด ยังใช้เวลาว่างมุ่งเน้นฝึกฝนได้อีกด้วย
“ตั๋วหนึ่งใบราคาพันศิลาเซียน เขี้ยวเกินไปแล้ว”
ฟางหานพึมพำเสียงเบา “นอกจากนั้น นี่ยังเป็นห้องแขกชั้นธรรมดาที่สุดด้วย กล่าวกันว่าศาลาร้อยอันดับแรกไม่เพียงต้องจองกันเป็นหมื่นศิลาเซียน ยังต้องมีตัวตนชื่อเสียงในระดับหนึ่งด้วยจึงจองได้ ไร้เหตุผลจริง ๆ”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “จากแคว้นซิงสู่ทวีปกกพิสุทธิ์ต้องข้ามสามทวีปเซียน ระหว่างทางมีเมืองท่ายี่สิบเก้าแห่ง เรือเมฆาเช่นนี้หากคำนวณจากคนแสนคน หนึ่งเที่ยวไปกลับระหว่างสองทวีปเซียนนี้ ค่าตั๋วรวมกันอย่างน้อยก็สองล้านหยกเซียน”
“สองล้านชิ้น! แถมเป็นหยกเซียนอีก!?”
ฟางหานเดาะปาก ตื่นตะลึงกับราคาอันเสียดเวหา
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “มันดูเหมือนเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่ค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางของเรือเมฆาก็มหาศาลมากเช่นกัน พวกเขาต้องจ่ายค่าผ่านทางแก่ขุมกำลังเจ้าถิ่นในเมืองท่าแต่ละแห่ง และยังต้องตรวจสอบหาจุดปิดกั้นเส้นทางระหว่างทางด้วย ยังมิรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่นหยกเซียนที่ต้องใช้ราว ๆ แปดพันชิ้นทุก ๆ การเคลื่อนเรือเมฆาในแต่ละวันอีก”
“กล่าวโดยสรุปคือ เงินที่เก็บลงกระเป๋าได้จริง ๆ ก็มีราว ๆ สองส่วนเท่านั้น”
“ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าระหว่างทาง หากพบอันตรายใดเกิดขึ้นกะทันหัน อย่าว่าแต่จะทำเงินเลย รักษาชีวิตรอดได้ก็นับเป็นโชคแล้ว”
ฟางหานฟังแล้วก็ตะลึง
ยามนั้นเอง หนุ่มน้อยจึงตระหนักลึกซึ้งว่าไร้ธุรกิจใดในโลกสะดวกดาย
ดูเหมือนว่ากำไรและความเสี่ยงบนเรือเมฆานี้จะซับซ้อนอย่างยิ่ง!
ไม่นานนัก ซูอี้และฟางหานก็ขึ้นเรือเมฆา
“กลับไปเถอะ มิต้องส่งแล้ว”
ซูอี้ยืนข้างลำเรือสูงใหญ่ ทอดสายตามองไปไกล
ในหมู่ผู้คนมีร่างหนึ่งยืนอยู่ เขาคือราชันเซียนซิงอวี้!
นับแต่ออกจากตลาดมังกรดำ สามวันมานี้ ราชันเซียนซิงอวี้ลอบคุ้มกันพวกเขามาตลอดทาง
แม้ซูอี้จะสังเกตเห็นแล้ว เขาก็มิได้เปิดโปงอีกฝ่าย
ทว่ายามนี้ ในเมื่อพวกเขาขึ้นถึงบนเรือเมฆา ก็มิต้องรบกวนกันแล้ว
เมื่อราชันเซียนซิงอวี้ได้ยินการถ่ายทอดวจีของซูอี้ เขาก็ผงะไปอย่างเห็นได้ชัด และตระหนักทันทีว่าการลอบคุ้มกันของตนน่าจะถูกคุณชายซูผู้ลึกลับมองออกแล้ว
เขาแย้มยิ้ม ก่อนจะกุมกำปั้นคำนับ ถ่ายทอดวจีกลับมาทันที “คุณชายรักษาตัวด้วย!”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นก็พาฟางหานเข้าห้องพักที่เขาจองไว้
กระทั่งเมื่อเห็นเรือเมฆาแหวกเวหาจากไป ราชันเซียนซิงอวี้จึงหันหลังกลับ
เรือเมฆานั้นมิต่างจากเมืองเมืองหนึ่งโดยแท้ มีถนนตรอกซอยและร้านรวงต่าง ๆ มากมาย
ก่อนกลุ่มของซูอี้และฟางหานจะขึ้นเรือก็มีผู้โดยสารอื่นอยู่มากแล้ว
บางทีอาจไม่ถึงแสน แต่ก็ไม่มีทางต่างกันมากนัก
เดิมทีซูอี้ตั้งใจจะจองศาลาที่ดีที่สุด ทว่าไร้หนทางเลย ศาลาเหล่านั้นเต็มแน่นหมดแล้ว เหลือเพียงห้องพักแสนธรรมดาบางห้อง
ขณะที่ทั้งสองเดินไปยังห้องพัก หนึ่งเสียงพลันดังขึ้นอย่างประหลาดใจบนถนน
“เอ๋ เป็นเจ้า! ฮ่า ๆ เมื่อสองสามวันก่อนข้ายังคิดอยากพบสหายเต๋าซูอยู่เลย ไม่คาดว่าจะมาพบกันโดยบังเอิญในวันนี้ กล่าวได้ว่าหากมีวาสนา สักวันจะพานพบเป็นแน่แท้!”
พร้อมกันนั้น ร่างคุ้นตาร่างหนึ่งก็เสสรวลเดินมาไกล ๆ