บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1576: งานเลี้ยงหอเมฆาเหมันต์
ตอนที่ 1576: งานเลี้ยงหอเมฆาเหมันต์
ผู้มาเยือนสวมชุดดำ ใบหน้าหล่อเหลานั้นเปื้อนยิ้ม
เขาคือเสวี่ยหงเฟิง!
ซูอี้ยังจำได้ว่ายามลองฝีมือ ณ ถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมชั้นแปดในตลาดมังกรดำ โอสถเซียนของคนผู้นี้หมดจึงมาท้าสู้กับเขาเพื่อแลกเปลี่ยนกับโอสถเซียน
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า”
ชายหนุ่มพยักหน้า
เสวี่ยหงเฟิงดูยินดียิ่ง พลางกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าในยามนั้นแพ้พ่ายด้วยมือสหายเต๋าอย่างเต็มหัวใจ จนกระทั่งออกจากถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม ข้าจึงรู้จากผู้อาวุโสท่านหนึ่งว่าสหายเต๋าผ่านชั้นเก้าถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมได้อย่างราบรื่น น่าอัศจรรย์จริงแท้!”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขารู้ถึงสิ่งที่ซูอี้ทำในถ้ำสวรรค์อัคคีหลอมหมดแล้ว
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเฉยเมย “ความสำเร็จเล็กน้อย มิต้องพูดถึงหรอก”
ความสำเร็จเล็กน้อย?
ดวงตาของเสวี่ยหงเฟิงดูแปลกพิกล
การผ่านชั้นที่เก้าของถ้ำสวรรค์อัคคีหลอม และฆ่าผูเหิง ซึ่งเป็นตัวตนอันดับหนึ่งแห่งภาคีใต้ตะวันน่ะหรือจะถือเป็นความสำเร็จเล็กน้อยได้?
หากข่าวแพร่ออกไป เซียนขอบเขตจักรวาลทั่วทั้งโลกาคงสะท้านสั่นกันแน่นอน!
เพราะถึงอย่างไร ผูเหิงก็เป็นผู้เลิศล้ำในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล แม้อันดับจะต่ำมาก เขาก็นับเป็นตัวตนกลุ่มสูงสุดในหมู่เซียนขอบเขตจักรวาลทั่วโลกเซียนแล้ว!
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เสวี่ยหงเฟิงก็กล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าขึ้นเรือเมฆาวันนี้ คิดจะไปทวีปกกพิสุทธิ์เหมือนกันหรือ?”
ซูอี้ส่งเสียงรับในลำคอ
“บังเอิญจริง ข้าก็เหมือนกัน แต่ข้าจะกลับบ้านน่ะ”
เสวี่ยหงเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ชายหนุ่มจำได้ว่าเสวี่ยหงเฟิงเคยกล่าวไว้ว่า ตนมาจาก ‘ตระกูลเสวี่ย’ แห่งหุบเขานภาเมฆในทวีปกกพิสุทธิ์แห่งโลกเซียน
หลังพูดคุยเป็นพิธีอีกสักพัก อีกฝ่ายก็กล่าวว่า “สหายเต๋า การพบพานนับเป็นวาสนา คืนนี้เรามิไปดื่มกันที่ ‘หอเมฆาเหมันต์’ กันหน่อยหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็แย้มยิ้มมีเลศนัย “หอเมฆาเหมันต์ในคืนนี้ครึกครื้นยิ่งนัก ฮัวซิงเฉินผู้มีลำดับสิบหกในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลกำลังจัดงานเลี้ยง มีตัวตนอันไร้เทียมทานเข้าร่วมงานอีกสามคน ซึ่งล้วนเป็นตัวตนทรงอำนาจจากทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลทั้งสิ้น”
กล่าวจบ เขาก็ดูคาดหวัง
ฮัวซิงเฉินเป็นผู้เลิศล้ำอันไร้เทียมทาน และเป็นเซียนขอบเขตจักรวาลอันดับหนึ่งจากลัทธิมารนรกโลหิตผู้ทิ้งนามไว้บนทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลในลำดับสิบหกได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทรงอำนาจเพียงใด
เทียบกันแล้ว ผูเหิงผู้ตายด้วยน้ำมือของซูอี้และอยู่ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นกันนั้นยังมิอาจเทียบกับฮัวซิงเฉินได้!
ชายหนุ่มส่ายหัวว่า “ข้าไม่สนใจ”
เขาไม่ได้สนใจงานเลี้ยงเช่นนี้จริง ๆ
“หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าขอตัวก่อน”
ซูอี้ว่าพลางจากไปกับฟางหาน
‘นั่นสินะ ชายหนุ่มผู้สามารถทำให้ราชันเซียนซิงอวี้ติดตามนอบน้อมย่อมมีที่มายิ่งใหญ่ เข้าใจได้ว่าเขาจะมิเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้…’
เสวี่ยหงเฟิงกล่าวในใจ
เขาเคยได้ยินผู้อาวุโสในตระกูลกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโถงพิสูจน์ตนมาก่อน
หลังจากซูอี้ฆ่าผูเหิง เขาก็กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าหลี่ซงฝู่ ผู้อาวุโสจากภาคีใต้ตะวัน!
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ ทว่าราชันเซียนซิงอวี้ออกหน้ามาช่วยคลายมรสุมด้วยตนเอง!
ด้วยเหตุนี้เอง เสวี่ยหงเฟิงจึงตระหนักว่าซูอี้มิเพียงแข็งแกร่งเย้ยนภา แต่ยังมหัศจรรย์อย่างยิ่ง!
‘ยอดฝีมือเร้นกายเช่นนี้เหมาะจะผูกมิตรด้วยที่สุด ระหว่างทางไปทวีปกกพิสุทธิ์ต่อจากนี้ ต้องผูกมิตรกับเขาให้ดี!’
เสวี่ยหงเฟิงลอบตัดสินใจ
……
เพราะเป็นห้องพักธรรมดา เครื่องแต่งห้องจึงเรียบง่ายธรรมดา และพื้นที่ห้องก็ไม่ได้กว้างนัก ทำให้ผู้พักอาศัยรู้สึกอึดอัด
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่
เขาทอดกายนอนบนเก้าอี้หวาย ขณะนำเตาเสริมสวรรค์ออกมาพินิจมอง
ยามออกจากตลาดมังกรดำ เขาโยนวัตถุดิบเข้าไปหลอมในเตาเสริมสวรรค์สองร้อยกว่าชนิดเพื่อสร้างโอสถชั้นหนึ่งสำหรับการสร้างรากฐานวิถีเซียน ซึ่งมีนามว่า ‘ยาประกายทองหมื่นจุด’
แค่ราคาอย่างเดียว โอสถเซียนเพียงเม็ดเดียวนี้ก็มีราคาสูงกว่าหนึ่งแสนหยกเซียน เป็นการผลาญเงินกันชัด ๆ
ทว่าเขาหาสนใจไม่
ขอเพียงหลอม ‘ยาประกายทองหมื่นจุด’ ได้สำเร็จ ทุกสิ่งก็คุ้มค่า
ยามนี้ เตาเสริมสวรรค์กำลังหลอมโอสถเซียนเหล่านั้นอยู่ และเมื่อจิตสัมผัสของซูอี้แผ่เข้าไปตรวจสอบ รัศมีเซียนสีม่วงในเตาเสริมสวรรค์ก็สร้างเป็นข้อความขึ้นมา
“อีกไม่ถึงสามวัน ข้าจะสามารถหลอมยาประกายทองหมื่นจุดสำเร็จ ยามนั้นให้เจ้าช่วยปกป้องข้าด้วย และข้าจะสู้กับภัยพิบัติเอง”
ซูอี้เสสรวล เตาเสริมสวรรค์อันก่อเกิดจากฮุ่นตุ้นโลกเซียนนี้ฟื้นสติส่วนหนึ่งแล้ว ดูฉลาดขึ้นกว่ากาลก่อนนัก
“ทำงานดี ๆ แล้วในภายหน้า ข้าผู้นี้จะสร้างร่างวิญญาณให้เจ้าใหม่”
ซูอี้ยกมือขึ้นเคาะเตาเสริมสวรรค์เบา ๆ
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ชิ้นนี้ต้องหายนะในยุคอวสานเซียน และแม้ว่าจะหนีจากโลกเซียนได้สำเร็จในที่สุด มันก็เสียหายหนัก กระทั่งจิตสมบัติยังแหลกสลาย
มันในยามนี้เพิ่งฟื้นสติได้เพียงเล็กน้อย
รัศมีเซียนสีม่วงในเตาเสริมสวรรค์รัดพันกันราวพู่กัน เขียนข้อความบรรทัดต่อไป ‘ได้! ขอเพียงเจ้าฟื้นร่างวิญญาณให้ข้าสำเร็จ ข้ายอมตั้งเจ้าเป็นบรรพชนเลย!’
สายตาของชายหนุ่มดูประหลาดพิกล
แค่ประโยคนี้ เขาก็รู้แล้วว่าเตาเสริมสวรรค์หาเชื่อไม่ว่าตนจะสามารถช่วยมันฟื้นร่างวิญญาณได้
ทว่าเขาก็มิได้พูดอันใด
“นี่ ข้าอยากออกไปซื้อของที่ข้างทาง”
ทันใดนั้น ฟางหานซึ่งนั่งนิ่งอยู่ก็กล่าวขึ้น
“ซื้ออันใดหรือ?”
ซูอี้ผงะ
ฟางหานกล่าวอย่างมิสบอารมณ์ “ข้าจะซื้ออันใดยังต้องรายงานเจ้าหรือ?”
กล่าวจบ หนุ่มน้อยก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
ชายหนุ่มถูหว่างคิ้ว
ฟางหานนั้นมีอุปนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมลง และจวบยามนี้ก็ยังมิเลิกระแวงเขา
“ต้องการเงินหรือไม่?” ซูอี้ถาม
“ไม่ต้อง”
ฟางหานตอบโดยไม่หันกลับมา จากนั้นร่างของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“นั่นสินะ ตอนออกจากตลาดมังกรดำ ราชันวิถีมังกรแดงให้ของขวัญกับเจ้าหนูนี่มากเสียจนมีเงินไม่ขาดมือ”
ชายหนุ่มเลิกคิดแล้วเริ่มทำสมาธิ
การฝึกฝนในปัจจุบันของเขาขอบเขตแปรสุญตาขั้นสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย
พลังมหาวิถีที่เขาบรรลุต่างเข้าสู่จุดสมบูรณ์ ยามนี้เหลือเพียงหนึ่งโอกาสบรรลุวิถีเซียน!
ซูอี้สังหรณ์ว่าวันนั้นจะมาถึงในไม่ช้า!
……
ยามใกล้ค่ำ ฟางหานเดินออกจากร้านค้าแห่งหนึ่ง
หนุ่มน้อยถอนหายใจยาว ดวงตาพลันเปล่งประกายแสงจ้าออกมา
ช่วงเวลานี้เป็นประหนึ่งความฝันสำหรับเขา
เมื่อก่อน เขาถูกจับตัวไปขายเป็นทาสราวปศุสัตว์ในตลาดมังกรดำ หัวใจสลายแหลกเยี่ยงธุลี รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างมืดบอด
ทว่าด้วยการปรากฏตัวของซูอี้ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
ช่างเกินจริงยิ่งนัก!
ราชันเซียนชิงเวยผู้งดงามสอนเขาฝึกฝนราวพี่สาว ดูแลการเป็นอยู่ของเขา
แม้ซูอี้ผู้นั้นจะเย่อหยิ่งและชอบพูดจาโอ้อวดยิ่งนัก และยังกล้าวิจารณ์เทพตามอำเภอใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็มีฝีมือโดยแท้จริง ทั้งยังไม่เคยปฏิบัติกับเขาอย่างย่ำแย่
กระทั่งตอนออกจากตลาดมังกรดำ ราชันวิถีมังกรแดงยังให้ของขวัญเขาอย่างใจป้ำ!
เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้หนุ่มน้อยผู้มีชีวิตระหกระเหินแต่ยังเยาว์ และประสบกับการถูกข่มเหงอย่างมิจบสิ้นยังรู้สึกเหมือนตนฝันไป
และเมื่อคิดว่าครานี้เขากำลังจะได้กลับทวีปกกพิสุทธิ์ หัวใจของหนุ่มน้อยก็เบาโหวงขึ้นมาก
‘พี่สาว เมื่อข้าพบเจ้า ข้าต้องเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฟังแน่ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะช่วยข้าบอกได้ว่าซูอี้ผู้นั้นเป็นคนดีจริง ๆ หรือไม่’
ฟางหานกล่าวในใจ
เมื่อราตรีมาเยือน ถนนหนทางเป็นประกายด้วยแสงสี
“ข้าจากมาสองชั่วยามแล้ว ไม่รู้คนผู้นั้นจะห่วงว่าข้าหนีไปแล้วหรือไม่…”
หนุ่มน้อยกระชับอาภรณ์ แล้วรีบร้อนกลับห้องพัก
ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งก็มาขวางทางตรงหน้า
“สหายน้อย เราพบกันอีกแล้ว”
เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างผอมผู้หนึ่ง ใบหน้าซูบ อาภรณ์สีทอง ดวงตาเป็นสีเขียวดูเร้นลับ ประหลาดและชวนขนลุก
หัวใจของฟางหานชะงัก “เจ้าเป็นใคร?”
พร้อมกันนั้น เขาก็ก้าวถอยสองสามก้าว
ชายวัยกลางคนคนนั้นแสยะยิ้ม “นับแต่เจ้าขึ้นเรือเมฆามา ข้าก็สังเกตเห็นและดักรอเจ้าอยู่แล้ว เอาล่ะ มากับข้าซะ”
ขณะกล่าว แววตาสีเขียวของเขาก็เรืองประกายประหลาดเยี่ยงวังวน จับจ้องไปยังฟางหาน
ชั่วพริบตานั้น หัวใจของฟางหานกระตุก ดวงตาหม่นแสง พยักหน้าทื่อ ๆ เหมือนหุ่นเชิด
ชายวัยกลางคนชุดทองก้าวออกมาวางมือบนบ่าฟางหานอย่างเรียบง่าย นิ้วชี้ของเขาทะลวงเข้าไปในเลือดเนื้อของหนุ่มน้อย โลหิตสายหนึ่งพลันไหลออกมา
ชายวัยกลางคนยกนิ้วชี้ที่เปื้อนเลือดของเขาเข้าปากเพื่อลิ้มรส จากนั้นคู่เนตรสีเขียวก็ปรากฏความปรีดา พึมพำว่า “สวรรค์ช่วยข้าแล้ว เป็นทายาทสายเลือดแท้ของเผ่าภูติปี้อั้นจริง ๆ!”
ฟางหานยืนนิ่งแต่ต้นจนจบ หามีปฏิกิริยาไม่เหมือนไร้วิญญาณ
“ผู้อาวุโส ต้องการให้ถามไถ่รายละเอียดคนที่มากับเด็กนี่หรือไม่ขอรับ?”
ชายชุดดำผู้หนึ่งถามเสียงต่ำ
“เจ้าหมายถึงชายหนุ่มผู้ไร้ปราณฝึกฝนนั่นน่ะหรือ? มิต้องหรอก ดูจากอายุกระดูก เขาอายุอย่างมากก็ยี่สิบเศษ และยามขึ้นเรือเมฆา เขาก็อยู่ได้เพียงในห้องพักธรรมดาต่ำต้อยที่สุด มองอย่างไรก็มิใช่ผู้แข็งแกร่งหรอก”
ขณะชายวัยกลางคนในชุดทองพูดเช่นนี้ หัวใจของเขากลับรู้สึกไม่มั่นคงอย่างอธิบายไม่ได้
เขาขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะกล่าวว่า “นั่นแหละ ข้าจะพาเจ้าหนูนี่ไปหานายน้อยก่อน เจ้าจะไปสืบไพ่ตายของชายผู้นั้นก็ได้”
“จำไว้ว่าอย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น หากเกิดสิ่งใดกับเจ้า ทำให้หมดจด ให้มันหายไปมิเหลือซากบนเรือเมฆาลำนี้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ!”
ชายชุดดำรับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม
จากนั้นชายวัยกลางคนคนนั้นก็พาฟางหานหายไปในท้องถนนที่พลุกพล่านด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว
หอเมฆาเหมันต์ เป็นหนึ่งในหอที่หรูหราที่สุดบนเรือเมฆา มันมีความสูงทั้งหมดเก้าชั้น
ภายในห้องที่อยู่บนชั้นสูงสุดของหอเมฆาเหมันต์ในยามนี้กำลังมีงานเลี้ยงหนึ่งดำเนินอยู่
ผู้นั่งบนเก้าอี้ประธานกลางห้องโถงเป็นชายชุดม่วงผู้หนึ่ง สวมมงกุฎหยกและเข็มขัดทองรอบเอว แม้จะนั่งเฉย ๆ เขาก็ดูมีสง่าราศีอย่างมาก
ฮัวซิงเฉิน!
เซียนขอบเขตจักรวาลอันดับหนึ่งจากลัทธิมารนรกโลหิต ตัวตนล้ำเลิศอันไร้เทียมทานในลำดับที่สิบหกบนทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาล!
วิถีเต๋าของเขานั้นร้ายกาจ มีสถานะสูงส่ง กระทั่งเซียนแท้ขอบเขตสุญตาในโลกหล้า ยามเผชิญหน้ากันยังต้องให้เกียรติเขาสามส่วน มิกล้ากระทำตัวหยิ่งผยอง
งานเลี้ยงในคืนนี้ ฮัวซิงเฉินเป็นผู้จัดขึ้น
นอกจากเขาแล้ว ยังมีตัวตนสูงสุดคนอื่น ซึ่งก็อยู่ในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเข้าร่วมอีกสามคน เป็นสองบุรุษหนึ่งสตรี ต่างผู้ล้วนมีที่มาแตกต่างกัน
และทุกผู้ที่อยู่ในที่แห่งนี้ต่างก็มีความมั่งคั่งไม่ต่างกันนัก
เสวี่ยหงเฟิงก็รวมอยู่ในนั้น สถานะของเขาสูงส่งมาก เป็นรองเพียงสองบุรุษหนึ่งสตรีขอบเขตจักรวาลขั้นสูงสุดเท่านั้น
ผู้คนที่นี่คลาคล่ำ เสียงเสสรวลเฮฮาเต็มไปหมด
ในหมู่พวกเขา ผู้ที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมเป็นฮัวซิงเฉิน!
กระทั่งเสวี่ยหงเฟิงยังดื่มฉลองให้เขาบ่อย ๆ
ทันใดนั้น บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งก็รี่เข้ามากระซิบข้างหูฮัวซิงเฉิน
“นายน้อย ผู้อาวุโสเยว่กลับมาแล้วขอรับ และยังพาเจ้าหนูผู้หนึ่งจากเผ่าภูติปี้อั้นมาด้วยกัน!”