บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1581: มอบม้วนหยกเป็นของกำนัล
ตอนที่ 1581: มอบม้วนหยกเป็นของกำนัล
ในห้องพัก
ซูอี้นั่งบนเก้าอี้หวาย มองฟางหานผู้ยืนคอตกไม่พูดจาตรงหน้าและอดยิ้มมิได้ “ข้าชอบตอนที่เจ้าดื้อดึงมากกว่านะ”
หนุ่มน้อยเผลอเงยหน้าขึ้นกล่าว “เจ้า… ไม่โทษข้าหรือ?”
ซูอี้นำไหสุราออกมา เหยียดเส้นยืดสายสบายใจ “มันมิใช่ความผิดเจ้า ไฉนต้องโทษเจ้าด้วย?”
หนุ่มน้อยเม้มปากกล่าวเสียงเบา “ข้า…”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “มิต้องอธิบาย ภายหน้า เจ้าจำไว้ก็พอว่าตราบใดที่มิใช่ความผิดเจ้า ต่อให้ฟ้าถล่มก็มิต้องสนใจ”
หนุ่มน้อยตะลึง
ครู่ต่อมา เขาก็นำน้ำเต้าสีเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกจากในแขนเสื้อ ส่งให้ซูอี้ และกล่าวติดขัด
“นี่… นี่คือสิ่งที่ข้าซื้อมา ข้าให้เจ้า ถึงจะไร้ราคา แต่… แต่มันก็น่าจะแทนใจข้าได้บ้างสักเล็กน้อย”
ซูอี้ผงะไป
ก่อนที่เขาจะทันได้ถาม หนุ่มน้อยก็วางน้ำเต้าลงแล้วหันกายเดินออกจากห้องไป
ซูอี้นำน้ำเต้าสีเหลืองขึ้นมอง
นี่เป็นน้ำเต้าสุรา ไร้ราคาค่างวดอย่างจริงแท้ แต่มันเป็นน้ำใจของฟางหาน เพียงเท่านี้ก็ทำให้ซูอี้รู้สึกปลาบปลื้มเอาการแล้ว
และยามนี้เอง ซูอี้จึงรู้ว่าเหตุที่ฟางหานอยากออกไปซื้อของที่ตลาดวันนี้ก็เพราะอยากหาของขวัญให้เขา
“เจ้าเด็กนี่ยังรู้คุณอยู่!”
ซูอี้แย้มยิ้ม เก็บน้ำเต้าสีเหลืองไป
……
หลังฟางหานกลับห้องพักตน เขาก็นำยันต์ลับเปล่า ๆ ชิ้นหนึ่งออกมา กัดปลายนิ้วแล้วใช้โลหิตแทนหมึก ขีดเขียนลงบนยันต์ลับ
ครู่ต่อมา
ฟางหานผ่อนหายใจยาว ปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วใช้จิตสัมผัสแทนพู่กัน เริ่มเขียนลงบนยันต์ลับ
‘พี่สาว หากได้รับจดหมายนี้ มันพิสูจน์ว่าข้ายังอยู่ดี’
‘ข้ากำลังกลับทวีปกกพิสุทธิ์แล้ว อย่าห่วงเลย ข้ามีผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งผู้หนึ่งอยู่กับข้า กระทั่งราชันเซียนยังต้องปฏิบัติกับเขาอย่างให้เกียรติ…’
ภายใต้แสงประทีป หนุ่มน้อยไล่เรียงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตและเขียนลงบนยันต์ลับอย่างระมัดระวัง
เนิ่นนาน
ฟางหานเขียนเสร็จจึงละจิตสัมผัส ประคองยันต์ลับในมืออย่างถนอม จากนั้นก็ดำเนินอำนาจฝึกฝน สิบนิ้วประกบบนยันต์ลับใช้เคล็ดวิชา
วูบ!
ไม่นานนัก ยันต์ลับชิ้นนั้นก็หลอมละลายเป็นแสงสีเงิน วูบไหวผ่านนภาหายไป
หลังทำทุกสิ่งเสร็จสิ้น หนุ่มน้อยก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างโล่งใจโดยพลัน
“ยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดารา… เจ้าเด็กนี่เกรงว่าคงกำลังส่งข้อความให้พี่สาวเขาอยู่”
ซูอี้ ณ ห้องถัดไปเก็บจิตสัมผัส นั่งดื่มสุราจากไหอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเริ่มทำสมาธิ
สิ่งที่เกิดในหอเมฆาเหมันต์ถูกปิดข่าวเงียบ มิเกิดเหตุชุลมุนใด ๆ บนเรือเมฆา
วันถัดมา
เมื่อใกล้เที่ยง ซูอี้ก็พาฟางหานไปร่วมงานเลี้ยงที่ ‘ศาลาชมสรวง’ บนเรือเมฆา
เมื่อเขามาถึง ไม่เพียงม่อฉานชิวและเก้าราชันเซียนจะรออยู่แล้ว กระทั่งเสวี่ยหงเฟิงและฟู่อวิ๋นจงจากสำนักเซียนหมื่นหยกงามก็อยู่ที่นั่นด้วย
“สหายเต๋าซู เชิญนั่งก่อน!”
ม่อฉานชิวและคนอื่น ๆ ต่างแย้มยิ้มเชื้อเชิญซูอี้สู่ที่นั่งที่พวกเขาเตรียมไว้แล้ว
จากนั้นทุกผู้จึงพากันนั่งลง
ฟู่อวิ๋นจงลุกขึ้นดื่มฉลองเป็นคนแรก เขากล่าวด้วยสีหน้าละอาย “เมื่อคืน คนแซ่ฟู่เลินเล่อล่วงเกินท่าน วันนี้จึงมาขอขมาสหายเต๋าเป็นการพิเศษ! ขอสหายเต๋าอย่าถือสากันเลย”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ “ผู้ไม่รู้ย่อมมิผิด นั่งลงเถิด”
“ขอบคุณ!”
ฟู่อวิ๋นจงกุมกำปั้นคารวะ จากนั้นจึงนั่งลง
เมื่อคืนเขาได้ขอคำแนะนำจากม่อฉานชิวอย่างสุภาพ และแม้จะมิได้ไถ่ถามที่มาของซูอี้ เขาก็ยังได้รู้ความลับบางอย่างเกี่ยวเนื่องกับซูอี้
เช่นครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายสำรวจพบความลับเบื้องหลังเก้าอนุสรณ์สุดวิเวก และเป็นแขกผู้มีเกียรติของราชันวิถีมังกรแดง!
ทั้งหมดนี้ทำให้ฟู่อวิ๋นจงตื่นตะลึง อดมิได้ที่จะลอบโล่งใจที่ไม่ได้ลงมือโดยไม่ดูตามาตาเรือเมื่อคืน หาไม่ ผลลัพธ์คงเกินจินตนาการโดยแท้
ไม่นานนัก สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่น ๆ ต่างพากันยิ้มแย้มเสสรวล ดื่มฉลองให้ซูอี้ตาม ๆ กัน บรรยากาศอบอุ่นครื้นเครง
เสวี่ยหงเฟิงเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ และนอกจากหัวใจจะตื่นตะลึง เขาก็ยังอดผงะไปเล็กน้อยมิได้
ปกติแล้ว ตัวตนระดับราชันเซียนนั้นเป็นเช่นมังกรทิพย์ มิอาจพบเห็นได้โดยง่าย ไม่ว่าจะปรากฏขึ้นยามใดก็ล้วนถูกเทิดทูนบูชาเยี่ยงเทพ!
อย่าว่าแต่เซียนขอบเขตจักรวาลเลย ต่อให้เป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตา มีใครบ้างที่พูดคุยกับราชันเซียนได้อย่างเท่าเทียม?
ยิ่งมิต้องพูดถึงว่ายามนี้ ราชันเซียนทั้งหลายยังถือซูอี้เป็นแขกผู้มีเกียรติแล้วแย่งกันดื่มฉลองให้! เสมือนกับพวกเขาเป็น ‘สหายร่วมอุดมการณ์’!
‘แม้ข้าจะอยากเป็นสหายกับเขา แต่ยามนี้ดูเหมือนจะเก้อเสียแล้วสิ…’
เสวี่ยหงเฟิงรำพึงในใจ
จริงอยู่ที่ซูอี้ต้องสงสัยว่าจะยังมิได้เป็นเซียน
แต่ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนหรือตัวตนก็ล้วนเป็นสิ่งที่เขามิอาจเทียบติด!
ความต่างชั้นสูงเกินไป โอกาสเป็นสหายมีด้วยหรือ?
“สหายเต๋าเสวี่ย ข้าดื่มฉลองให้เจ้า”
ทันใดนั้น ซูอี้ก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มและดื่มฉลอง
เสวี่ยหงเฟิงพลันฟื้นจากความคิดอันวุ่นวาย รีบดื่มฉลองหมดจอกและกล่าวว่า “ข้าควรดื่มฉลองให้เจ้าสิถึงจะถูก!”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เมื่อคืน เจ้าช่วยเหลือฟางหานไว้เยอะเลย สมควรแล้วล่ะที่ข้าจะดื่มฉลองให้ ภายหน้า หากมีสิ่งใดให้ข้าช่วย เพียงปริปากมาได้เลย”
หัวใจของเสวี่ยหงเฟิงอุ่นวาบ กล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “อันที่จริง เหตุที่ข้าช่วยเมื่อคืนเป็นเพราะลูกพี่ซูเป็นคนไม่ธรรมดา และมีเจตนาอยากผูกมิตร ข้าจึงลุกขึ้นทวงความยุติธรรมให้พ่อหนุ่มนั่น น่าละอายที่ท้ายสุด ข้าก็ยังช่วยเขามิได้เลย”
เขาดูแสนสุขุม กล่าวโดยตรึกตรองถี่ถ้วน
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “แค่นั้นก็พอแล้ว”
ม่อฉานชิวยกจอก แย้มยิ้มกล่าวกับเสวี่ยหงเฟิง “น้ำใจของสหายน้อยกว้างขวางอย่างจริงแท้ มาเถิด ตาเฒ่าผู้นี้ดื่มฉลองให้เจ้าหนึ่งจอก”
เสวี่ยหงเฟิงแสนเกรงใจ รีบรับดื่มฉลอง
จากนั้น สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้อื่นก็หันมาดื่มฉลองแก่เสวี่ยหงเฟิง ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก แต่ก็ตื่นเต้นปรีดา
เขามาจากตระกูลราชันเซียน แต่ปกติแล้ว มีหรือจะได้รับดื่มฉลองจากราชันเซียนมากมายเพียงนี้?
ไม่เคยสักหน!
จนท้ายที่สุด เสวี่ยหงเฟิงต้องกล่าวเตือนสติตนเองในใจ ‘ใจเย็น เย็นไว้! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกเขาเห็นแก่หน้าลูกพี่ซู ตัวตนเช่นข้า อย่าว่าแต่ได้รับดื่มฉลองจากราชันเซียนเหล่านั้นเลย หากไร้ลูกพี่ซู จะนั่งที่นี่ข้ายังไร้คุณสมบัติ!’
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ใจเย็นลงได้มากจริง ๆ
“พวกเจ้าจะไปหุบเหวหมอกดำกันหรือ?”
ซูอี้ประหลาดใจ
ระหว่างสนทนา เขาก็ได้รู้ว่าพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าอย่างม่อฉานชิวขึ้นเรือเมฆาด้วยวางแผนไปยังหุบเหวหมอกดำ สถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งในแคว้นหมิง’
“ใช่”
ม่อฉานชิวพนักหน้า “การเดินทางครั้งนี้ ข้าอยากร่วมมือทุกผู้เพื่อเด็ด ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ มาเตรียมการพิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตอัศจรรย์ เป็นมหาเซียนในภายหน้า”
ซูอี้กล่าวเสียงเบา “ที่แห่งนั้นอันตรายอย่างยิ่ง กล่าวไว้ว่า ‘เซียนมิอาจหวนกลับ’ ด้วยนะ”
กล่าวถึงเรื่องนี้ เหล่าราชันเซียนที่นี่ก็อดแสดงความจนใจมิได้
บางผู้ยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวว่า “ไร้หนทางอื่นแล้ว โอกาสพิสูจน์ตนเป็นมหาเซียนนั้นสูงส่งเกินเอื้อม และเท่าที่ข้ารู้ มีเพียงก้นหุบเหวหมอกดำเท่านั้นที่ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์แห่งฟ้าดินเช่น ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ แม้จะมีโอกาสเพียงริบหรี่ ข้าก็ต้องขอลอง”
คนทุกผู้ล้วนพยักหน้า
พวกเขาล้วนเป็นราชันเซียนอาวุโสในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ การก้าวต่อบนวิถีนั้นยากเย็นยิ่ง
ชายในชุดบัณฑิตขงจื๊อกล่าว “เพราะรู้นี่แหละว่าหุบเหวหมอกดำแสนอันตราย เราจึงเลือกร่วมมือกัน และข้าเองก็เตรียมพร้อมแล้ว แต่ก็ยังอยากมา… เพราะยังมีโอกาสชิงโอกาสนั้นได้”
ซูอี้ส่ายหัวกล่าว “ในความคิดข้า การที่พวกเจ้าไปที่นั่น เกรงว่าจะพบอันตรายเหี้ยมโหดมากมาย”
เขากล่าวอย่างสุภาพมากแล้ว
สัจธรรมอันโหดร้ายข้อหนึ่งคือ หุบเหวหมอกดำนั้นมิใช่เพียงสถานที่หวงห้ามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิง แต่ยังเป็น ‘เขตหวงห้ามเข่นฆ่าละเลงเลือด’ อันเลื่องชื่อในสี่สิบเก้าทวีปโลกเซียนอีกด้วย
แม้ผู้มายังหุบเหวหมอกดำจะเป็นตัวตนระดับมหาเซียน โอกาสตายยังมีถึงเก้าส่วน!
ส่วนราชันเซียนนั้น มีแต่ตายสิ้นหวังรอด!
เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าล้วนผงะตะลึง ดูมิสบายใจกันเล็กน้อย
วาจาของซูอี้ตรงไปตรงมาอย่างมาก ไม่ได้ให้ความหวังการกระทำยามนี้ของพวกเขาเลย!
“หากอยากแสวงโอกาส มีเหตุผลใดให้เลี่ยงความเสี่ยงด้วยเล่า? ครานี้เราตั้งมั่นแล้ว และจะต้องไป”
ม่อฉานชิวกล่าว
คนทุกผู้รู้ดีว่ายิ่งโอกาสงาม ความเสี่ยงยิ่งร้ายแรง!
ซูอี้ถอนใจเบา ๆ และกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะให้สิ่งหนึ่งกับพวกเจ้า ยามไปถึงหุบเหวหมอกดำ มันอาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้”
กล่าวจบ เขาก็นำม้วนหยกชิ้นหนึ่งออกมาสลักด้วยจิตสัมผัส จากนั้น เขาก็ผนึกม้วนหยกนี้อย่างแน่นหนาด้วยเคล็ดวิชาประหลาดพิสดาร ส่งให้กับม่อฉานชิว
ทีแรก เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่ายังคงสงสัยว่าซูอี้จะมอบสมบัติใดให้พวกเขา
แต่เมื่อเห็นว่ามันเป็นม้วนหยก พวกเขาก็อดตะลึงไปมิได้ และมิอาจนึกออกว่าคือสิ่งใด
ในหุบเหวหมอกดำแสนอันตรายนั้น ม้วนหยกน้อย ๆ ซึ่งซูอี้เพิ่งสลักเนื้อหานี้จะทำอันใดได้?
ซูอี้มิได้อธิบาย กล่าวเพียงว่า “ยามพวกเจ้าไปถึงหุบเหวหมอกดำและชีวิตอยู่ในอันตราย นำม้วนหยกชิ้นนี้ออกมา”
กล่าวถึงตรงนั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “จำไว้ว่าอย่าเปิดมันง่าย ๆ หาไม่ เจ้าจะนำมาซึ่งเหตุยุ่งยากเกินคาดฝัน”
หัวใจของม่อฉานชิวเย็นเยือก เก็บม้วนหยกไปแล้วกุมกำปั้นกล่าว “ขอบคุณสหายเต๋า!”
เมื่อเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายเห็นสีหน้าจริงจังของซูอี้ พวกเขาก็อดประหลาดใจไม่ได้ ปริศนาใดหนอซ่อนอยู่ในม้วนหยกนี้ ทำให้สหายเต๋าซูแสนจริงจังเช่นที่เห็น?
บางผู้เอ่ยถามทันที
ซูอี้ทำเพียงตอบยิ้ม ๆ ว่า หวังให้ยามพวกเขาไปถึงหุบเหวหมอกดำ จะเป็นการดีที่สุดหากมิประสบภัยถึงชีวิต
เรื่องเล็กน้อยนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกผู้ดื่มฉลองเฮฮา เสวนาถึงเรื่องราวทั้งกาลก่อนและปัจจุบันอย่างเบิกบาน
แม้ซูอี้จะมิค่อยพูด แต่ทุกครั้งที่เขาปริปาก วาจาของเขาล้วนเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์กระจ่างจิต ทำให้ราชันเซียนทั้งหลายรู้สึกแปลกใหม่ประหลาดใจเอาการ
ฟู่อวิ๋นจงเพิ่งคบค้ากับซูอี้เป็นหนแรก และแม้จะยังมิอาจเห็นว่าซูอี้มีที่มาเช่นไร แต่เพียงฟังซูอี้เสวนา เขาก็ตื่นตะลึงจนทอดถอนใจกับตนเองบ่อย ๆ
และยามนี้เอง เขาจึงตระหนักลึกซึ้งว่าเหตุใดเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าในระดับราชันเซียนเหล่านั้นจึงให้เกียรติชายหนุ่มเช่นซูอี้มากนัก
สองวันต่อมา
ม่อฉานชิวและสัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่น ๆ ล้วนลงจากเรือในแคว้นหมิง
ซูอี้และฟางหานกับเสวี่ยหงเฟิงเดินทางต่อบนเรือเมฆาสู่ทวีปกกพิสุทธิ์
“หลังผ่านแคว้นหมิงไปอีกสองวัน ก็จะถึงเขตทวีปกกพิสุทธิ์ มิอาจทราบได้ว่าข่าวที่ข้าให้ชีฝูเฟิงไปสืบเป็นเช่นไรแล้ว”
บนเรือเมฆา ซูอี้ยืนอยู่ข้างราวเรือ สายตาทอดมองไปไกล
อาภรณ์เขียวโบกไสวไปตามวายุ