บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1582: ต้องห้าม
ตอนที่ 1582: ต้องห้าม
หลังออกจากแดนบรรลุสรวงบนเขากวางขาวได้ไม่นาน ซูอี้ได้จัดแจงให้ชีฝูเฟิงหาที่พักแก่กลุ่มผู้จุติสรวงผู้มายังโลกเซียน
ขณะเดียวกัน เขายังให้ชีฝูเฟิงไปยังทวีปกกพิสุทธิ์ด้วย เพื่อตรวจสอบเรื่องราวบางเรื่อง
ทว่าระหว่างสัญจรอยู่ในโลกเซียน ชายหนุ่มพลันตระหนักได้ว่าหลังยุคอวสานเซียนอันยาวนาน โลกเซียนในทุกวันนี้แตกต่างจากในความทรงจำของหวังเย่โดยสิ้นเชิง
สิ่งนี้ยังทำให้เขาสงสัยว่าเหล่า ‘เจ้าเฒ่า’ ในความทรงจำของหวังเย่ เกรงว่าคงหาเบาะแสได้ยากนัก
‘ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องไปที่ทวีปกกพิสุทธิ์’
ซูอี้กล่าวในใจ
ทวีปกกพิสุทธิ์เป็นสถานที่พิเศษอย่างมากสำหรับหวังเย่
อาจกล่าวได้ในระดับหนึ่งว่าทวีปกกพิสุทธิ์เป็นจุดเริ่มต้นของวิถีเซียนสูงสุดของหวังเย่
และยังเป็นบ้านเกิดของเขาอีกด้วย!
เมื่อก่อน เขาได้ต่อสู้กับเผ่ามารนอกแดน ณ ด่านสวรรค์แห่งทวีปกกพิสุทธิ์
ครั้งหนึ่ง เขาเคยก่อตั้งตำหนักอนันตรัตติกาลที่มีชื่อว่า ‘ริมแม่น้ำลั่ว’ ขึ้นในทวีปกกพิสุทธิ์
เขาเคยมอบศาลเซียนรวมศูนย์ที่อยู่บน ‘ยอดเขาโอฬารยุทธ์’ ให้กับจอมราชันทั้งสาม
เวลานั้น… หวังเย่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในทวีปกกพิสุทธิ์มากมาย
ก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียน ทวีปกกพิสุทธิ์กระทั่งถูกเรียกว่าเป็น ‘ศาลสวรรค์น้อย’ เพราะที่แห่งนี้มีจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เป็นหนึ่งทั่วแดนเซียน!
อำนาจของคนคนหนึ่งเทียบได้กับศาลสวรรค์!
อันที่จริง เหตุผลที่เขาคิดจะไปยังทวีปกกพิสุทธิ์นั้นหาใช่ด้วยความคิดชั่ววูบไม่
นับตั้งแต่อยู่ในจักรดาราตงเสวียนแห่งโลกมนุษย์ เขาได้บอกกับปราชญ์หงอวิ๋นไว้แล้วว่า ตอนที่มายังแดนเซียนในภายหน้า เขาจะมาที่ทวีปกกพิสุทธิ์
และยามนี้ ไม่ว่าจะเพื่อตรวจสอบ ‘เหล่าเฒ่า’ เมื่อกาลก่อนหรือเพื่ออารักขาฟางหาน และสืบสาเหตุการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้น ซูอี้ก็ต้องมาที่นี่
และ ‘ตระกูลหนิงแห่งหนานเสวียน’ ผู้อยู่เบื้องหลังปราชญ์หงอวิ๋นก็อยู่ในทวีปกกพิสุทธิ์เช่นกัน
“สหายเต๋าซู เย็นวันมะรืนนี้ เรือเมฆาน่าจะเทียบท่าที่ ‘ทะเลสาบแว่นฟ้า’ ได้”
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ฟู่อวิ๋นจงกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม “และวันมะรืนนี้ที่ท่าเรือทะเลสาบแว่นฟ้าจะมี ‘งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า’ ซึ่งเป็นที่สนใจของทั่วหล้าขึ้น หากมีเวลา สหายเต๋าก็สามารถไปชมความยิ่งใหญ่ของงานชุมนุมเซียนนี้ได้ และหากสนใจ คนแซ่ฟู่สามารถเตรียมที่นั่งให้เจ้าล่วงหน้าได้เช่นกัน”
ซูอี้คิดชั่วขณะและกล่าวว่า “หากยามนั้นมีเวลา ไปดูสักหน่อยก็มิเสียหาย ส่วนที่นั่ง มิจำเป็นต้องจัดเตรียมหรอก”
งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า!
งานใหญ่ในโลกเซียนซึ่งจัดขึ้นโดยหอเทพอัศจรรย์ และเป็นที่สนใจของผู้คนในโลกเซียนตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน
ภายในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้าจะมีตัวตนอันไร้เทียมทานมากมายที่ติดอันดับในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเข้าร่วมด้วย
รวมถึงสัตว์ประหลาดทั้งสิบอันดับแรกก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน!
ยอดฝีมือในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลเหล่านี้จะประชันกันหนึ่งต่อหนึ่งในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า
และในฐานะเจ้าภาพงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า หอเทพอัศจรรย์จะประกาศทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลใหม่ในงานชุมนุมนี้!
จึงกล่าวได้ว่าเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ยากที่จะไม่ดึงความสนใจของผู้คนทั่วทั้งโลกหล้า
ทว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจเหตุการณ์ใหญ่ที่ว่ามากนัก
เขาสนใจเพียงว่าหอเทพอัศจรรย์เป็นขุมกำลังแบบใด เหตุใดจึงมีสิทธิ์วิจารณ์และจัดทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลและขอบเขตแปรสุญตา
เพราะก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะมาถึง เขาไม่เคยได้ยินชื่อของหอเทพอัศจรรย์มาก่อน
สีหน้าของฟู่อวิ๋นจงดูซับซ้อนขึ้นมา ขณะกล่าวออกมาว่า “แต่เดิมแล้ว ฮัวซิงเฉิน เถาซานอวิ๋นและคนอื่น ๆ กำลังจะเข้าร่วมงานอันยิ่งใหญ่นี้ ทว่าน่าเสียดายที่มิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้ามาล่วงเกินสหายเต๋า ตายไปก็มิน่าเสียดาย”
ซูอี้นิ่งไป แล้วจึงเข้าใจ
จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นอย่างเฉยเมย “ในเมื่อพวกเขาตาย ทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลก็จะว่างหลายตำแหน่ง”
ฟู่อวิ๋นจงนิ่งไป ก่อนจะเสสรวลทันใด “ก็จริง!”
เรือเมฆาล่องลอยอยู่ภายใต้นภาสีคราม ขณะเคลื่อนเข้าสู่แดนดินอันห่างไกลโดยมิหยุดพัก
……
ณ แคว้นหมิง ภายในหุบเหวหมอกดำ
หมอกทมิฬหนาทึบปกคลุมแดนดินอันแห้งแล้ง บนพื้นเกลื่อนไปด้วยซากศพและเศษสมบัติวิเศษ
ศพบางร่างเปื่อยเน่าไปนานแล้ว เพียงสายลมโชยก็ป่นพวกเขาให้เป็นผงได้
อสนีบาตแดงสดแลบแปลบปลาบท่ามกลางหมอกทมิฬเยี่ยงอสรพิษคลั่ง
มันเป็นทัณฑ์อสนีบาตที่แปลกประหลาดยิ่ง หากพลั้งพลาดโดนมันเข้า แม้แต่ราชันเซียนก็ยังไม่อาจเหลือชีวิต
บนพื้นมีฝูงมดสำริดที่มีขนาดเท่ากำปั้นเดินเรียงแถวกันอยู่ ทุกย่างก้าวสะท้านทั่วทั้งแดนดิน ส่งฝุ่นตลบขึ้นสู่นภา
ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินสะเทือนสั่นเยี่ยงรัวกลอง
ใครเล่าจะคิดได้ว่ามันเป็นเพียงเสียงฝีเท้าของมดสำริดเพียงฝูงเดียว?
“ฆ่า!”
ภายในม่านหมอกอันแสนไกลบังเกิดเสียงคำรามที่สะท้านแดนดิน และหมู่ดาวเหนือท้องนภาถึงกับไหววูบ
ภายในม่านหมอกทมิฬ เห็นได้ว่ามีร่างใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่งซึ่งมิอาจเห็นได้ว่าสูงเพียงใดกำลังต่อสู้อย่างเลือนราง
เขาดูเหมือนเทพในตำนาน ดวงตาใหญ่โตมีประกายวาวโรจน์ที่ดูราวกับผืนธารา ร่างที่มีความสูงหลายพันจั้งถูกพันธนาการด้วยตรวนสีเลือดเส้นหนา ซึ่งดูดุร้ายและทรงพลังยิ่ง
ทุกครั้งที่ขยับตัว ฟ้าดินแถบนั้นพลันทลายลงมา พิรุณแสงนับไม่ถ้วนพร่างพรม มิติกระเพื่อมอย่างชวนขวัญผวาท่ามกลางสุญญะที่อยู่ใกล้เคียง
เฮือก!
เสียงสูดหายใจหนึ่งครั้งดังขึ้น
ใกล้เนินเขาแห่งหนึ่ง ม่อฉานชิวและเก้าราชันเซียนคนอื่น ๆ ล้วนรู้สึกหนาวเยือก ใบหน้าเปี่ยมความหวาดกลัวพรั่นพรึง
“เฒ่าเฟยอวิ๋น เจ้าต้องแข็งใจไว้นะ!”
ม่อฉานชิวก้มลงมองชายชราในชุดผ้าลินินอย่างร้อนใจ
ชายชราคนนั้นน้ำตานอง ผิวกายของเขาเป็นสีเขียวคล้ำอย่างประหลาด พลังชีวิตในร่างหายไปช้า ๆ ขณะนอนทอดร่างด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด
“เราไม่น่ามาเลย”
น้ำเสียงของชายชราแหบแห้งอย่างอ่อนแรง “ใครเล่าจะคิดว่าเพียงถูกยุงโลหิตตัวเท่าฝ่ามือกัดจะทำข้าเกือบตาย?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทุกผู้ดูตกตะลึง
พวกเขาเข้ามาในหุบเหวหมอกดำได้สามชั่วยามแล้ว ประสบกับเรื่องประหลาดและอันตรายระหว่างทางมากมาย ซึ่งแต่ละสิ่งล้วนสามารถฆ่าราชันเซียนเช่นพวกเขาได้โดยง่าย
ตั้งแต่ผีเสื้อที่มีหนวดสีเงินมากมาย ยุงโลหิตซึ่งมีปีกแปดคู่ ฝูงมดสำริด คางคกซึ่งสามารถถล่มภูผาลำธารได้เพียงส่งเสียงเบา ๆ…
ชายชราในชุดผ้าลินินผู้นี้ถูกยุงโลหิตตัวหนึ่งกัดเข้า ผลก็คืออำนาจกัดกร่อนร้ายกาจได้แทรกซึมเข้าสู่ร่าง ทั้งวิญญาณและพลังชีวิตเสียหายอย่างร้ายแรง!
ระหว่างทาง คนอื่น ๆ เองก็ได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกเขาก็หมดหวังที่จะแสวงหา ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ แล้ว และอยากออกไปจากสถานที่บ้า ๆ นี่เสียที
ทว่าก็ต้องสิ้นหวังเมื่อพบว่าพวกตนออกไปไม่ได้!
ภายในดินแดนรกร้างอันไพศาลนี้ปกคลุมด้วยหมอกทมิฬ ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตดุร้ายและแปลกประหลาดอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทำให้พวกเขามิอาจหนีไปไหนได้เลย
“สุดท้ายพวกเราก็ยังประเมินความน่ากลัวของหุบเหวหมอกดำนี้ต่ำเกินไป เกรงว่าแม้ผู้มาเยือนจะเป็นมหาเซียนก็ยังต้องดิ้นรน!”
บางผู้รำพึง
มีผู้กล่าวเสียงต่ำ “อย่าพูดตัดกำลังใจกันเช่นนั้นสิ เรื่องด่วนที่สุดคือรีบหาทางหนีจากที่นี่ต่างหาก!”
“หนี? จะหนีไปที่ใด? ทั่วทิศมีแต่หายนะเต็มไปหมด! พวกบ้านี่จะโผล่มาฆ่าเราง่าย ๆ ยามใดก็ได้นะ!”
มีผู้กล่าวอย่างรันทดใจ
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศพลันตึงเครียด อารมณ์ของทุกผู้หนักอึ้งขึ้น
ราชันเซียนเช่นพวกเขา หากเป็นโลกภายนอกนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้เชิญวายุเร่งพิรุณ ทว่ากลับดูแสนเปราะบางยามอยู่ภายในหุบเหวหมอกดำนี้!
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ทันใดนั้น ฟ้าดินก็สั่นสะท้าน ทั้งภูผาและธาราต่างพังทลายลงมา
ในฟ้าดินอันไกลห่าง ร่างที่มีความสูงหลายหมื่นจั้งอันน่าสะพรึงกลัวเยี่ยงเทพมารโบราณกำลังเดินมาทางนี้
เขาถูกพันธนาการด้วยตรวนเส้นหนา ดวงตาสีแดงฉานวาวโรจน์ขึ้นมา
เพียงหนึ่งก้าว แดนดินก็ถูกเหยียบย่ำกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่
ความดุร้ายที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้พื้นดินที่เขาเคลื่อนผ่านระเบิดออกเยี่ยงปะทะเข้ากับพายุ ท้องนภาถึงกับแหวกแยกออก
สารพัดสัตว์ประหลาดทั่วทั้งแดนดินรกร้างต่างแตกฮือรีบหนีจากตัวตนอันร้ายกาจเยี่ยงเทพมารนี้ ราวกับหวาดกลัวสุดขีด
“ไม่นะ เจ้านั่นกำลังมาหาเรา!”
บางผู้อุทาน
“เผ่น หนีเร็ว!”
ม่อฉานชิวกับคณะลงมือทันที พวกเขาเคลื่อนผ่านเวหา เร่งทะยานไปให้ไกลอย่างสุดกำลัง
ทว่ายังมิทันไร มือใหญ่ข้างหนึ่งก็บดบังแสงตะวัน มันอาบด้วยอำนาจทำลายล้างอันร้ายกาจพุ่งเข้ามาปกคลุมพวกเขาเอาไว้
มือใหญ่ข้างนี้โรยตัวลงเยี่ยงผืนม่าน
นิ้วใหญ่เยี่ยงเสาค้ำสวรรค์
เทียบกันแล้ว พวกม่อฉานชิวหาต่างจากมดตัวจ้อยไม่
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ เมื่อหัตถ์ใหญ่ข้างนี้กวาดเข้ามา แดนดินทั่วทุกทิศล้วนแยกออก วิถีเต๋าของพวกฉานชิวถูกสะกดเอาไว้จนสิ้นท่าและมิอาจขัดขืนได้
ในชั่วขณะนั้น ทุกผู้ล้วนพรั่นพรึง
ในใจมีเพียงหนึ่งคำนึง… จบเห่แล้ว!
หัตถ์ใหญ่นั้นเป็นของตัวตนซึ่งดูราวเทพมารโบราณ และแขนของมันก็ยังคงถูกรัดพันด้วยตรวนเส้นหนา
ทว่ายามที่มือใหญ่ข้างนั้นจับคว้า ลวดลายบัญญัติอันเจิดจรัสพลันพุ่งออกมาจากร่างของม่อฉานชิว วูบไหวอยู่กลางอากาศ และแปรเปลี่ยนเป็นอักขระวิถีอันโบราณลึกลับที่มีรูปร่างเหมือนดาบ
“ต้องห้าม!”
หนึ่งคำสะท้อนทั่วทั้งเวหา แม้จะมีขนาดเพียงหนึ่งฉื่อแต่ก็สว่างไสวเรืองรองประหนึ่งประทีป
เทียบกับหัตถ์ใหญ่ตรงหน้า มันดูเป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งกลางมหาสมุทร ซึ่งไม่ได้สะดุดนัก
ทว่าในยามนี้ หัตถ์ใหญ่ซึ่งยื่นเข้ามาพลันชะงัก ก่อนจะหดกลับสู่ร่างยิ่งใหญ่เยี่ยงเทพมารราวตื่นกลัว
จากนั้นดวงตาของตัวตนอันร้ายกาจตนนั้นก็เผยเค้าความหวาดผวาไม่ต่างจากพบกับบางสิ่งที่ร้ายกาจยิ่ง ร่างสูงใหญ่สั่นสะท้านไม่หยุด
เคร้ง!
ตรวนทั่วทั้งร่างของเขากระทบกันจนส่งเสียงดังก้อง
ยังไม่ตายหรือ?
พวกม่อฉานชิวฟื้นจากภวังค์ ร่างของแต่ละคนชุ่มโชกด้วยเหงื่อกาฬราวกับเพิ่งเดินเฉียดประตูผีมา ตะลึงงันกันถ้วนหน้า
ทันใดนั้น ทุกสายตาก็หันมองม่อฉานชิวเป็นตาเดียว
บนร่างของเขา มีม้วนหยกม้วนหนึ่งทะยานขึ้นไป มันเจิดจรัสเรืองรอง สะท้อนอักขระวิถีลึกลับที่เขียนว่า ‘ต้องห้าม’ เอาไว้!
เพียงหนึ่งคำ แต่กลับเป็นเช่นเข็มแห่งเจ้าสมุทร ซึ่งให้ความรู้สึกมิอาจสั่นคลอนได้อย่างน่าประหลาด
และเพราะคำว่า ‘ต้องห้าม’ นี้เองที่ทำให้ตัวตนร้ายกาจเยี่ยงเทพมารตื่นกลัวจนหดหัตถ์ยักษ์ของมันกลับไป!
ในเหตุการณ์คับขันอันสิ้นหวังนี้ ความยินดีเกินบรรยายได้ผุดขึ้นภายในใจของพวกม่อฉานชิว
บางผู้ตัวสั่น “นี่มัน… ม้วนหยกที่สหายเต๋าซูให้มานี่!!”
ทันใดนั้น เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าต่างตื่นเต้นยกใหญ่
ราวกับได้ประจักษ์ปาฏิหาริย์ที่อยู่ตรงหน้า!