บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1583: วานรเฒ่าสะพายดาบ
ตอนที่ 1583: วานรเฒ่าสะพายดาบ
เหล่าราชันเซียนเช่นม่อฉานชิวล้วนรู้สึกตื่นเต้นและดีใจ
ในสมองราวกับนึกถึงคำที่ซูอี้เคยกล่าวไว้ในตอนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
‘ยามพวกเจ้าไปถึงหุบเหวหมอกดำและชีวิตอยู่ในอันตราย นำม้วนหยกชิ้นนี้ออกมาได้’
ตอนนั้น ถึงแม้ทุกคนจะสงสัยว่าภายในม้วนหยกนั้นที่แท้แล้วซุกซ่อนความลับอันใดเอาไว้ ทว่าไม่เคยเก็บมาใส่ใจจริงจัง
เพราะอย่างไรเสียก็เป็นเพียงแค่ม้วนหยกเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ เพราะม้วนหยกนั้นทำให้พวกเขาหนีเอาตัวรอดมาได้!
“ฝีมือของสหายเต๋าซู ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราสามารถคาดคิดได้จริง ๆ”
คนหนึ่งกล่าวรำพึงขึ้นมา
ทุกผู้ต่างก็รู้สึกในแบบเดียวกัน
ถึงแม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ประมาท
เพราะการต่อสู้ฆ่าฟันในตอนนี้ยังไม่สิ้นสุด
ฟ้าดินสั่นสะเทือน ห่างออกไป ร่างอันน่ากลัวที่คล้ายกับเทพมารบรรพกาลได้รับความตื่นตระหนกอย่างแรง สองมือกุมหัว ตัวสั่นระริก
อีกทั้งยังกรีดร้องราวกับหวาดกลัวออกมา มันสั่นสะเทือนจนฟ้าดินระส่ำระสาย
ตรงหน้าม่อฉานชิว ม้วนหยกพลันส่งแสงเป็นประกายเจิดจ้าออกมาเป็นรูปอักษรคำว่า ‘ต้องห้าม’ กำลังเผยพลังที่ทำให้เกิดความรู้สึกสบายใจออกมา
ทันใดนั้น เสียงดาบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากภายในหมอกอันไกลโพ้น
จากนั้นปราณดาบอันระยิบระยับก็พุ่งผ่านท้องฟ้า ตรงมายังทางนี้
เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น ปราณดาบเล่มนั้นก็ลอยมาถึง ตั้งอยู่บนไหล่ของร่างน่ากลัวร่างนั้น
นั่นคือวานรที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป มันมีกระดูกใหญ่ ขนเต็มตัว ปากกว้าง สะพายกล่องดาบสีดำกล่องหนึ่ง
เขามีความสูงจั้งกว่า ๆ ดวงตามีประกายเย็นยะเยือก มีพลังดาบอันน่ากลัวไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง ราวกับเทพดาบอันไร้เทียมทานตนหนึ่ง
เมื่อวานรเฒ่าสะพายดาบตนนี้ปรากฏตัว ร่างอันน่ากลัวซึ่งสูงราวกับภูเขาลูกใหญ่ หายจากอาการตื่นตระหนกกลับสู่ความสงบ
พวกม่อฉานชิวต่างก็วิตกกังวลใจ
สาเหตุมีเพียงแค่อย่างเดียว
วานรเฒ่าสะพายดาบตนนี้ มีกลิ่นอายดุร้ายเกินไป ถึงแม้จะแค่มองดูอยู่ห่าง ๆ ก็ยังทำให้จิตใจของราชันเซียนอย่างพวกเขารู้สึกเจ็บแปลบราวกับโดนมีดกรีด!
“ฮวงถัว เหตุใดจึงต้องตกใจถึงเพียงนี้?”
วานรเฒ่าสะพายดาบเอ่ยถาม แค่ละคำราวกับเสียงดาบที่ส่งเสียงชิ้ง ๆ
ขณะที่พูด เขากวาดสายตามองไปทางพวกม่อฉานชิว เมื่อเห็นอักษรคำว่า ‘ต้องห้าม’ ที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นแล้ว เขาถึงกับตะลึง
ราวกับงงและตื่นตระหนกในเวลาเดียวกัน
สีหน้าสับสนไม่นิ่ง
พวกม่อฉานชิวตัวแข็งเกร็งราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
ในความรู้สึกของพวกเขา วานรเฒ่าสะพายดาบตนนี้ เพียงแค่นึกคิดก็สามารถคร่าชีวิตของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
สวบ!
วานรเฒ่าสะพายดาบเอื้อมมือออกมา ม้วนหยกที่อยู่บนร่างของม่อฉานชิวม้วนนั้นพลันลอยขึ้นไปอยู่ในกำมือของตนเอง
เมื่อเปิดม้วนหยกอ่าน ภายในนั้นเขียนอักษรไว้เพียงแค่สี่คำเท่านั้น ‘ไว้หน้าข้าด้วย’
อักษรแต่ละตัวตวัดโฉบเฉี่ยวราวกับคมดาบ!
วานรสะพายดาบนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เมื่อเก็บม้วนหยกเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ฮวงถัว เจ้าจงออกไปจากที่ตรงนี้ก่อน”
พูดจบ เขากระโดดลงมาจากไหล่ของร่างน่ากลัวตนนั้น
และร่างน่ากลัวที่ถูกเรียกว่า ‘ฮวงถัว’ ก็หมุนตัวและสาวเท้าก้าวใหญ่ ๆ เดินจากไป
“พวกเจ้ามีระดับวิถีต่ำต้อยเพียงนี้ ก็ยังกล้ามาในที่แห่งนี้ ที่แท้ก็เพราะมีคนสนับสนุนนั่นเอง”
วานรสะพายดาบเดินมาหาพวกม่อฉานชิว
เมื่อเห็นว่าพวกของม่อฉางชิวมีท่าทีตื่นกลัวกันมาก วานรสะพายดาบอดส่ายหน้าไม่ได้ “กลัวอะไร มีม้วนหยกที่เขามอบให้ พวกเจ้าอยากจะตายก็ยังยาก”
พวกของม่อฉานชิวต่างก็มองหน้ากัน คิดด้วยความขมขื่นในใจ อยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ เป็นใครจะไม่ตื่นกลัว?
“พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อทำอะไร?”
วานรเฒ่าสะพายดาบยืนห่างออกไปสิบจั้ง
ม่อฉานชิวสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง แสดงความคารวะให้ก่อน จากนั้นจึงตอบ “เรียนผู้อาวุโสตามตรง พวกข้ามาที่แห่งนี้ เพราะต้องการจะหา ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ ขอรับ”
เมื่อได้ฟังความ วานรเฒ่าสะพายดาบก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ “เพื่อ… เรื่องเล็กน้อยเท่านี้?”
เรื่องเล็กน้อย?
พวกของม่อฉานชิวมองหน้ากันด้วยความงุนงง
โอกาสที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์เต๋าบรรลุมหาเซียนในวันข้างหน้าของราชันเซียนเช่นพวกเขา เรียกว่าเรื่องเล็กน้อยได้หรือ?
“พวกเจ้าไม่ต้องคิดมาก“
วานรสะพายดาบกล่าวพลางหัวเราะกับตัวเอง “หลังจากที่ข้าเห็นม้วนหยกนี้แล้ว ยังคิดว่ามีเรื่องสำคัญอะไรเสียอีก จึงทำให้เขาต้องสลักบัญชาดาบคำว่า ‘ต้องห้าม’ ตัวนี้ ที่แท้…ก็เพียงเพื่อผลครรภ์วิถีเพลิงดำเท่านั้นเอง…”
พูดจบ เขาก็ถอนหายใจยาว ๆ ออกมา “แต่ก็ดีแล้วเหมือนกัน หากว่าพวกเขาขอมากกว่านี้ ข้าคงปวดหัวแย่”
พวกของม่อฉานชิวจึงเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เห็นได้ชัดว่าม้วนหยกที่ชายหนุ่มมอบให้มีคุณค่าอย่างยิ่ง กระทั่งวานรสะพายดาบตนนั้นก็ยังไม่กล้าเพิกเฉย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าในสายตาของวานรเฒ่าสะพายดาบตนนี้ ใช้ม้วนหยกแผ่นนี้แลกกับ ‘ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ’ เป็นการใช้อย่างไม่คุ้มค่า…
ชั่วครู่เดียว พวกม่อฉานชิวก็ดูสับสนขึ้นมา
ใครกันจะคาดคิดว่า ม้วนหยกหนึ่งแผ่นที่สหายเต๋าซูมอบให้จะมีพลังที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้?
มีคนระงับความอยากรู้ภายในใจเอาไว้ไม่ได้ และกล่าวขอคำชี้แนะขึ้นมา “ผู้น้อยอยากจะรบกวนถามผู้อาวุโส ตามที่ท่านมอง ขอสิ่งใดจึงจะถือเป็นการขอที่มากเกินไป?”
วานรสะพายดาบถามย้อน “เขาไม่ได้เล่าเรื่องของที่แห่งนี้ให้พวกเจ้าฟังหรือ?”
พวกของม่อฉานชิวพากันส่ายหน้า
วานรสะพายดาบกล่าวถามขึ้นอีก “ถ้าเช่นนั้นเขาเคยพูดถึงข้าให้พวกเจ้าฟังบ้างหรือไม่?”
ทุกคนส่ายหน้ากันอีกครั้ง
“เขาถึงกับไม่อยากจะพูดถึงข้าเลยเช่นนั้นหรือ…”
วานรเฒ่าดูจะกระเทือนใจมากที่รู้ความจริง จนถึงกับนิ่งเงียบไป
ผ่านไปสักพักใหญ่ เขากล่าวขึ้นพลางส่ายหน้า “ในเมื่อเขาไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง ข้าก็จะไม่พูดมาก พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่”
พูดจบ วานรตนนั้นก็เดินออกไป
เมื่ออีกฝ่ายกลับมาอีกครั้ง บนไหล่มีต้นไม้ยาวจั้งกว่า ๆ พาดอยู่
ลำต้นราวกับหลอมจากทองแดง มีใบเป็นพุ่ม ๆ คล้ายกับเปลวเพลิง ผลวิญญาณสีดำที่มีขนาดเท่ากับศีรษะทารกหลายผลห้อยอยู่บนนั้น
ผลวิญญาณแต่ละผลอาบไปด้วยเพลิงไฟอันลึกลับ แสงวิถีลุกโชน
ผลครรภ์วิถีเพลิงดำ!
อีกทั้งยังมีอย่างน้อยยี่สิบกว่าผลเสียด้วย!!
วานรเฒ่าโยนต้นไม้นี้ให้ม่อฉานชิว “น่าจะพอแล้วกระมัง?”
พวกม่อฉานชิวพยักหน้าหงึกหงัก ดูตะลึงจนตาค้าง ไม่เพียงแค่พอ ยังมากเกินไปด้วยซ้ำ!
วานรตนนั้นพยักหน้า จากนั้นพลันดีดนิ้ว
เป๊าะ!
ชายชราในชุดผ้าลินินตัวสั่นขึ้นมา หลังจากที่โดนยุงโลหิตกัดเมื่อก่อนหน้านี้ อำนาจกัดกร่อนอันร้ายกาจที่ไหลเข้าสู่ร่างเหล่านั้นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้กระทั่งบาดแผลสาหัสบนตัวเขาก็กำลังสมานอย่างรวดเร็วอีกด้วย!
ทำให้ชายชราคนนั้นทั้งดีใจ ตื่นเต้น และรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณยิ่งนัก
คนอื่น ๆ ก็ตื่นตะลึงในฝีมือของวานรสะพายดาบมากเช่นกัน ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ต้องเป็นตัวตนที่น่ากลัวเพียงใดกันจึงจะสามารถมีความรอบรู้ที่เกินคาดเดาเช่นนี้ได้
“พวกเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับเขา?”
วานรเฒ่าถาม
ม่อฉานชิวไม่กล้ารอช้า เล่าเรื่องที่ได้รู้จักกับซูอี้ออกมาให้ฟังจนหมดเปลือก
ฟังแล้ว วานรเฒ่าสะพายดาบถึงกับรำพึงขึ้นมา “เขาไปทวีปกกพิสุทธิ์แล้วรึ… ที่นั่นเป็นบ้านเดิมของเขา…”
เขาถอนใจยาว ๆ ทีหนึ่ง ก่อนเบนสายตามองไปทางพวกของม่อฉานชิว “พวกเจ้าไปกันได้แล้ว”
พูดจบ เขาก็กลายเป็นริ้วดาบพุ่งทะยานผ่านอากาศออกไป เพียงแค่ชั่วพริบตาก็หายลับไปในหมอกสีดำนั้น
พวกของม่อฉานชิวมีสีหน้าเหม่อลอย รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน ไม่ใช่ความจริง
“ทุกท่านมองออกหรือไม่ว่า ผู้อาวุโสเมื่อสักครู่อยู่ในระดับวิถีใด?”
“ไม่รู้เช่นกัน ด้อยที่สุดก็คงจะเป็นมหาเซียนกระมัง?”
“มหาเซียน? มหาเซียนคนใดในโลกนี้สามารถมีกลิ่นอายน่ากลัวเหมือนผู้อาวุโสท่านนั้นกัน?”
“พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่า สหายเต๋าซูจึงจะเป็นคนที่ลึกลับที่สุด?”
มีคนทนไม่ไหวกล่าวขึ้น
พอประโยคนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างก็พยักหน้า
จริงดังว่า เพียงแค่ม้วนหยกแผ่นหนึ่งเท่านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขารอดตายมาได้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ ‘ผลครรภ์เพลิงดำ’ จากมือของวานรเฒ่าได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
ใครบ้างที่ยังไม่รู้อีกว่าฐานะของชายหนุ่มสูงส่งเพียงใด?
“ที่ตลาดมังกรดำ เขาไขเก้าอนุสรณ์สุดวิเวกอย่างง่ายดาย และตอนนี้ อาศัยเพียงแค่ม้วนหยกแผ่นเดียว ก็สามารถปัดเป่าเคราะห์ภัยให้กับพวกเราในหุบเหวหมอกดำแห่งนี้… หากไม่ใช่เพราะสหายเต๋าซูเป็นคนหนุ่มอายุยี่สิบกว่า ๆ ล่ะก็ ข้าสงสัยว่าเขาคงเป็นบุคคลในตำนานที่ยืนผงาดอยู่บนจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนแน่เลย”
ม่อฉานชิวรำพึง
ทุกคนต่างก็เห็นด้วย
ระหว่างที่เดินทางออกไป พวกเขาไม่เจอกับอุปสรรคอันตรายใด ๆ อีก ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตน่ากลัวตัวประหลาดเหล่านั้นล้วนหลบหนีไปจนไกลหมดแล้ว
และที่ภายในหุบเหวหมอกดำ ร่างของวานรเฒ่าร่อนลงบนรูปปั้นพระที่ล้มลงกับพื้น สายตามองดูยอดภูเขาที่ลอยคว่ำหัวอยู่กลางไอหมอกที่ห่างไกล
นิ่งเงียบไปชั่วครู่ เห็นวานรกล่าวเบา ๆ “เขากลับมาแล้ว”
จากนั้นเขาก็เงยหน้าหัวเราะเสียงดัง
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วสี่ทิศ
เต็มไปด้วยความดีใจ
……
บนเรือเมฆา
ซูอี้นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างราวกั้น เรือเมฆาคล้ายกับกรรไกร ตัดทะเลเมฆาที่กว้างใหญ่จนฉีกขาด แสงตะวันสีทองส่องประกาย กลายเป็นคลื่นแล้วหายลับไป
งดงามน่าดูชม
ฟ้าดินสวยงามจนไม่อาจพรรณนา
‘ทิ้งไว้เพียงแค่ม้วนหยกหนึ่งแผ่น วารเฒ่าตนนั้นจะต้องไม่พอใจแน่’
ซูอี้คิดในใจ ‘แต่เพียงแค่เด็ดผลครรภ์วิถีเพลิงดำไม่กี่ผลเท่านั้น เจ้านั่นคงจะไม่ขี้เหนียวหรอก’
‘วันข้างหน้า เมื่อข้าแสวงวิถีขอบเขตสุญตาได้จะไปเยี่ยมเขา’
ภายในหุบเหวหมอกดำคือสนามยุทธ์เทพมารที่หลงเหลือมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ
หวังเย่ในตอนนั้นเคยถือดาบท่องอยู่ภายในนั้นเพื่อเสาะหาความลับแห่งเทพมาร และก็เป็นเวลานั้นเช่นกัน หวังเย่กับวานรผู้ปกปักรักษาสนามยุทธ์เทพมารจึงได้ต่อสู้และรู้จักกัน
ที่น่าเสียดายก็คือเกิดความผิดปกติขึ้นบนตัวของวานรเฒ่า อีกฝ่ายโดนพลังบางอย่างผูกมัด ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจออกไปจากสนามยุทธ์เทพมารแห่งนั้นได้
“ข้าในชาตินี้ถือครองพลังแห่งวัฏสงสาร จะต้องล้ำหน้ากว่ามรรควิถีในชาติก่อนเป็นแน่ เมื่อหาวิธีการได้แล้ว จะช่วยวานรเฒ่าตนนั้นให้หลุดพ้นจากสนามยุทธ์เทพมารแห่งนั้น”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ
เมื่อก่อนนานมากแล้ว หวังเย่เคยสัญญาว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถช่วยวานรสะพายดาบให้หลุดพ้นจากพันธนาการ
แต่จนกระทั่งหวังเย่กลับชาติก็ยังไม่ได้ทำตามปรารถนา
ต้องบอกเลยว่า นี่เป็นเรื่องเศร้าเรื่องหนึ่งในใจของหวังเย่
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นบนเรือ
“ดูเร็ว ข้างหน้าคือทะเลสาบแว่นฟ้า!”
“ไม่รู้เช่นกันว่า พวกเราจะยังสามารถไปทันงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้าที่หอเทพอัศจรรย์จัดขึ้นหรือไม่”
“ไปดูก็รู้!”
“ข้าตั้งตารอการประลองวิถีของบรรดาตัวตนเก่งกาจอันไร้เทียมทานในสิบอันดับแรกบนทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลแล้วสิ!”
…เสียงอึกทึกครึมโครมดังขึ้นจากทุกจุดบนเรือเมฆา เผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นและรอคอย
แม้กระทั่งฟางหานก็ยังตื่นเต้น เขารีบวิ่งเข้ามาถามซูอี้ว่า “เจ้าจะไปดูหรือไม่?”
บนใบหน้าของหนุ่มน้อยเผยให้เห็นประกายแห่งความหวัง
ซูอี้เก็บกาสุรา ลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย ก่อนจะกล่าวว่า “ก็ดีเช่นกัน”
ฟางหานดีอกดีใจขึ้นมา
และเวลานี้ เรือเมฆาขนาดใหญ่เทียบเท่ากับเมืองนครแห่งหนึ่งค่อย ๆ ร่อนลงบนแผ่นดินใหญ่แล้ว
………………..