บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1584: ช่างน่าเศร้าเสียจริง
ตอนที่ 1584: ช่างน่าเศร้าเสียจริง
ทะเลสาบแว่นฟ้า ผิวน้ำราบเรียบประดุจกระจก ไร้ซึ่งคลื่น
ทะเลสาบแห่งนี้ราวกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล ตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างแคว้นหมิงกับทวีปกกพิสุทธิ์
ในเวลานี้ ณ ริมทะเลสาบ มีผู้คนมากมายล้นหลาม
แถวด้านหน้าสุดคือที่นั่งของผู้เข้าชมเรียงกันเป็นแถว ตัวตนใหญ่โตและผู้มีชื่อเสียงที่มาจากภูมิเซียนแต่ละภูมิต่างเข้านั่งประจำตำแหน่ง
ในจำนวนดังกล่าวมีตัวตนยิ่งใหญ่ในวิถีราชันเซียนอยู่จำนวนไม่น้อย!
และบนทะเลสาบแว่นฟ้าที่ห่างไกลออกไป มีลานขนาดยักษ์ที่กินอาณาบริเวณมากถึงพันจั้งตั้งอยู่
ในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ แสงตะวันราวกับเพลิงไฟ แดดสีแดงอมส้มส่องกระทบลงบนทะเลสาบแว่นฟ้าจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับกำลังลุกไหม้
ภายใต้การนำของฟู่อวิ๋นจง ซูอี้กับฟางหานจึงผ่านแนวป้องกันจนมาถึงริมทะเลสาบแว่นฟ้าได้อย่างราบรื่น
“เสียดาย พวกเรามาช้าไป งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้าในครั้งนี้ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว”
ฟู่อวิ๋นจงกล่าวด้วยความเสียดาย
ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะออกมา “แต่ไม่ถึงกับว่าช้าเกินไปนัก รายการถัดไปที่จะเริ่มแสดงก็คือการประลองครั้งสุดท้าย!และก็เป็นการต่อสู้ที่ผู้คนต่างรอคอยมากที่สุดของงานชุมนุมเซียนแห่งนี้”
ซูอี้พยักหน้า ขณะหยิบเก้าอี้หวายออกมาแล้วนั่งลง
เขาไม่จำเป็นต้องฟังคำแนะนำจากฟู่อวิ๋นจงเลย เพราะริมทะเลสาบแว่นฟ้าในเวลานี้ล้วนพูดคุยกันถึงการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทังเว่ยหานมาจากตระกูลทังโบราณ ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ ก่อนยุคอวสานเซียนจะมาถึง พวกเขาก็เป็นขุมกำลังระดับมหาเซียนที่มีชื่อเสียงสั่นสะเทือนแดนเซียนแล้ว
ยิ่งกว่านั้น บรรพชนของพวกเขาเคยมีตัวตนทะลุฟ้าที่บรรลุสู่จุดสุดยอดของวิถีเซียน!
และในโลกปัจจุบัน อำนาจของตระกูลทังโบราณสูสีพอ ๆ กับยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินกับอารามบงกชได้เลย!
ส่วนทังเว่ยหาน เป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นในบรรดาเซียนขอบเขตจักรวาลของตระกูลทังโบราณ และเป็นปีศาจที่มีชื่อเสียงดังกึกก้องในแดนเซียน!
จนถึงตอนนี้ ระดับการฝึกตนของเขาก็ก้าวหน้าอยู่ตลอดโดยใช้เวลาไม่ถึงร้อยปี เก่งกาจจนน่าตื่นตะลึง โดดเด่นจนสั่นสะท้านไปทั่วทั้งแดนดิน!
เมิ่งซินกวน เป็นผู้เก่งกาจคนหนึ่งเช่นกัน เขามี ‘หอตำราภูผาขจี’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามขุมกำลังใหญ่แห่งวิถีขงจื่อของแดนเซียนเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้ ทั้งยังมีชื่อติดอันดับแรกใน ‘ยอดสัตตะแห่งวิถีขงจื่อ’
ภายในงานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้าของวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทังเว่ยหานหรือเมิ่งซินกวน ล้วนผ่านด่านต่าง ๆ มาได้อย่างราบรื่น สยบศัตรูคนแล้วคนเล่า ไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้
และตอนนี้ ระหว่างผู้เก่งกาจทั้งสองกำลังจะมีการประลองกำลังครั้งสุดท้ายขึ้น จึงเป็นที่จับตามองของทุกคนเป็นธรรมดา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาดังไม่หยุด
คำสนทนาเหล่านั้นเต็มไปด้วยคำชมเชยและยกย่องคนทั้งสอง
ราชันเซียนคนหนึ่งถึงกับรำพึงออกมาว่า “ทังเว่ยหานคนนี้ มีความสง่างามของมหาเซียน!”
“คนแก่คนเฒ่าอย่างพวกข้า ครั้งเมื่ออยู่ขอบเขตจักรวาล คงจะไม่มีใครสามารถเปรียบตัวเสมอทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวนได้”
“แผ่นดินมั่นคง คนใหม่แทนที่คนเก่า คนรุ่นใหม่แข็งแกร่งกว่าคนรุ่นเก่า แดนเซียนในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์อย่างที่สุด พวกเขาจะต้องเติบใหญ่กลายเป็นเสาหลักแห่งสวรรค์อย่างแน่นอน!”
ตัวตนเฒ่าทั้งหลายต่างพากันชื่นชม
ทางด้านฟางหาน เมื่อได้ฟังแล้วจิตใจพลันฮึกเหิม เลือดร้อนพลุ่งพล่าน ความดื้นรั้นและดึงดันในสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
แล้วหนุ่มน้อยจึงกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “น่าฉงนนักว่า สองคนนั้นจะเก่งกาจเพียงใด เหตุใดผู้คนจึงได้ยกย่องเช่นนี้”
ฟู่อวิ๋นจงที่ยืนอยู่อีกด้านได้ฟังแล้วอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “พวกเขานับว่าเก่งกาจก็จริง แต่…”
เขาลอบมองดูซูอี้ที่นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายแวบหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว “ไม่จำเป็นต้องยกย่องพวกเขามากมายถึงเพียงนี้หรอก”
แล้วเขาก็ลอบคิดในใจ คนที่อยู่ข้างกายเจ้าต่างหากที่เป็นตัวตนลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดา สามารถฆ่าสังหารฮัวซิงเฉินได้อย่างง่ายดาย
หากพูดถึงฐานะแล้ว เขาลึกลับยิ่งกว่าทังเว่ยหานและเมิ่งซินกวนมากนัก!
อย่างน้อย ทั้งสองคนนั้นในยามนั้นยังมีคุณสมบัติไม่พอที่จะเทียบเคียงกับราชันเซียนได้ การจะไปดื่มสุราพูดคุยอย่างสนุกสนานกับราชันเซียนทั้งหลายก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ย้อนกลับมาดูซูอี้ ไม่ต้องพูดถึงความสามารถอื่น ก็สามารถทำให้เหล่าราชันเซียนเข้ามานั่งข้างกายตัวเอง แล้วทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวนสามารถเปรียบได้เช่นนั้นหรือ?
“ก็แค่ตัวตนที่ติดทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลคนหนึ่งเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นตัวแทนของขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตจักรวาลแห่งแดนเซียน”
ขณะที่กำลังพูดคุย จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องต้อนรับดังสนั่นแผ่นฟ้าขึ้น ในที่สุดการประลองครั้งสุดท้ายที่คนทั้งหลายตั้งตารอก็กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว!
จากนั้นก็มองไปเห็นร่างคนทั้งสองปรากฏตัวขึ้นบนสนามเต๋าที่อยู่ใจกลางทะเลสาบแว่นฟ้า
คนหนึ่งสวมชุดสีหยก ผมยาวถึงเอว ใบหน้าหล่อเหลา ดูองอาจและสง่างาม
ส่วนอีกคนหนึ่งสวมชุดพรต สุขุมสุภาพ สะพายดาบปลายมนสีหยกที่ด้านหลัง เสื้อผ้าโบกสะบัด ดูงดงามยิ่งนัก
ทั้งสองก็คือทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวน!
หลังจากที่ทั้งสองปรากฏตัวขึ้น ชั่วครู่เดียวก็กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของทั่วทั้งลานประลอง
“สองคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นแผ่วเบา “คนหนึ่งฝึกฝน ‘คัมภีร์วิญญาณสุญตาขุ่นใส’ มี ‘ร่างแห่งขันธ์ห้า’ โดยกำเนิด กลิ่นอายพลังในตัวถูกขัดเกลาจนเป็นเนื้อแท้ เต็มสมบูรณ์ไร้รูรั่ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่นานนักย่อมสามารถพิสูจน์เต๋าสู่ขอบเขตสุญตา สร้างพื้นฐานแห่งเซียนแท้”
“ส่วนอีกคนหนึ่งฝึกฝน ‘คัมภีร์ทะเลชาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คัมภีร์โบราณของหอตำราภูผาขจี กลิ่นอายพลังในตัวกว้างใหญ่ดั่งทะเล ฝึกจนถึงขั้นไร้รูปร่างแล้ว ไม่เลวเลยจริง ๆ”
ขณะกล่าวอยู่นั้น ซูอี้ก็ตกตะลึงมากเช่นกัน
เมื่อเขาได้เห็นทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวนแล้ว จึงรู้ว่าสองคนนี้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นคนเก่งและไร้เทียมทานมีพื้นฐานที่สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้แก่คนใต้หล้าได้จริง ๆ
ขอเพียงไม่มีอะไรผิดพลาด สองคนนี้ก็ไม่ต้องกังวลเลยสักนิดว่าจะพิสูจน์เต๋าเข้าสู่ขอบเขตมหาเซียนไม่ได้ ความสำเร็จในวันข้างหน้า ไม่อาจจำกัดขอบเขตได้!
‘ดูท่าแล้ว หลังจากผ่านพ้นยุคอวสานเซียนอันยาวนาน เมื่อแดนเซียนในปัจจุบันได้ก้าวสู่ยุคทองแห่งความรุ่งเรือง โลกนี้ก็จะมีตัวตนที่มีโชคยิ่งใหญ่ติดตัวผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากตามไปด้วย’
ซูอี้แอบคิด
ยามบ้านเมืองวุ่นวายมีผีร้าย ยามบ้านเมืองรุ่งเรืองมีวีรบุรุษ!
“สหายเต๋าซูสายตาเฉียบคม!” ฟู่อวิ๋นจงอุทาน
เขาเป็นถึงราชันเซียน แต่กลับมองเคล็ดวิชาที่ทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวนฝึกฝนไม่ออก
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับเฉลยวิชา กลิ่นอายพลัง และพื้นฐานของสองคนนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
ซูอี้หัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไร
เวลานี้ ณ ที่นั่งสูงสุดของที่นั่งชม ผู้เฒ่าในชุดสีเทาผมขาวโพลนได้ลุกขึ้นยืน เขายิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า
“สหายน้อยทั้งสองท่าน สามารถเริ่มการประลองได้”
เสียงดังก้องไปทั่งทั้งลานประลอง
ผู้เฒ่าชุดสีเทาคนนี้ก็คือผู้อาวุโสคนหนึ่งของหอเทพอัศจรรย์แห่งแดนเซียน
เขามีนามว่าฉู่ไป๋ฉาน มีความสามารถล้ำลึกจนคาดเดาได้ยากและมีฐานะสูงส่งเช่นกัน
เมื่อเสียงของเขาดังขึ้น เสียงพูดคุยกันในลานประลองก็หายไป ทุกคนต่างหยุดพูด ตั้งสติ มองไปที่สนามเต๋าที่อยู่ใจกลางทะเลสาบแว่นฟ้าแห่งนั้น
หลังจาการต่อสู้ในครั้งนี้จบ งานชุมนุมทะเลสาบแว่นฟ้าในครั้งนี้ก็จะปิดฉากลง
ที่แท้แล้วใครกันจะกลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย?
ทุกคนต่างก็ตั้งตารอดู
ทว่าในเวลานี้เอง จู่ ๆ ก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น
“ช้าก่อน!”
ร่างคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือทะเลสาบแว่นฟ้า
คนคนนี้เป็นผู้ชายสวมชุดสีดำ ผมเผ้ารุงรัง สีหน้าแข็งกระด้างราวกับก้อนหิน กลิ่นอายแห่งโทสะตลบอบอวลไปทั่วตัว
ราวกับคนอำมหิตโหดเหี้ยมที่เดินออกมาจากทะเลเลือดที่เต็มไปด้วยภูเขาศพ!
เขากวาดสายตามองดูสี่ด้าน ก่อนจะฉีกยิ้มหัวเราะแล้วกล่าวขึ้นว่า “งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้านี้จะไม่มีข้าลี่เฟิงหานร่วมด้วยได้อย่างไร?”
ทุกคนส่งเสียงร้องตกใจ
ทว่าไม่มีใครรู้ที่มาของผู้ชายชุดสีดำที่เรียกตัวเองว่า ‘ลี่เฟิงหาน’ คนนั้น แม้กระทั่งชื่อก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
มีแต่เพียงซูอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายคนเดียวเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องดูผู้ชายชุดสีดำคนนั้นนิ่ง ในสายตาผุดประกายประหลาดขึ้นมา
“เจ้าหนุ่ม รีบถอยไปโดยเร็ว อย่าได้ทำลายกฎระเบียบ มิเช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ละเว้นเจ้า!”
ใต้เท้าราชันเซียนท่านหนึ่งเอ่ยพูดเสียงดัง
ลี่เฟิงหานยืนเอามือกอดอก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตาเฒ่า ระวังวาจาของเจ้าด้วย ตามกฎระเบียบของงานชุมนุมทะเลสาบแว่นฟ้า ใครก็ตามที่มีระดับการฝึกตนต่ำกว่าขอบเขตสุญตาล้วนมีสิทธิ์ท้าประลองทั้งสิ้น ถูกต้องหรือไม่?”
พอเอ่ยเช่นนี้ออกมา ทุกคนต่างก็มองหน้ากัน
ฉู่ไป๋ฉาน ผู้อาวุโสแห่งหอเทพอัศจรรย์พลันกล่าวขึ้นมา “มีกฎข้อนี้อยู่ก็จริง แต่ท่านมาช้าไปเสียแล้ว การประลองครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่ม…”
ลี่เฟิงหานกล่าวตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า “การประลองยังไม่เริ่ม ไม่ช้าเลยสักนิด!”
เขายืนอยู่กลางอากาศ ท่าทีเอาเรื่องไม่กลัวใคร ทำให้เหล่าราชันเซียนในงานรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ทว่าอาจเป็นเพราะลี่เฟิงหานไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด กลับทำให้คนทั้งหลายไม่อาจดูแคลน แต่ละคนต่างก็กำลังคาดการณ์อยู่ว่าคนแปลกหน้าไม่รู้ที่มาคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน ถึงบังอาจวิ่งมาท้าประลองในเวลานี้ได้
เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวมาพร้อม ไม่ใช่ทำไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ!
“ท่านต้องการจะท้าประลองกับใคร?”
บนสนามเต๋า จู่ ๆ ทังเว่ยหานก็เอ่ยขึ้น “ในเมื่อเจ้ากล้าแสดงตัวออกมา ข้ากับเมิ่งซินกวน ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนรับคำท้าประลองของเจ้าทั้งสิ้น”
เมิ่งซินกวนยิ้มน้อย ๆ พลางกล่าวตอบรับเช่นกัน “ไม่ผิด”
ลี่เฟิงหานกระโดดมาอยู่กลางสนามเต๋าแห่งนั้น เขากวาดสายตามองดูรอบด้าน ฉีกปากหัวเราะ ยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้น แล้วชี้ไปที่ปลายจมูกของตัวเอง “ข้าต้องการสู้กับคนทั้งสิบ!”
เสียงดังกึกก้องขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่มันจะเงียบกริบ
แล้วทันใดนั้นเอง เสียงเอ็ดอึงพลันก้องสนั่นไปทั่วทั้งงานชุมนุม
“คน ๆ นี้ โอหังเกินไปแล้ว!”
“เขาเป็นใครกันแน่ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน จึงได้ผยองถึงเพียงนี้?”
“สู้สิบคน? เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้มองทังเว่ยหานกับเมิ่งซินกวนอยู่ในสายตาเลยสักนิด!”
…ผู้คนพูดวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเจ็บใจ
เพราะว่าลี่เฟิงหานคนนี้โอหังเกินไปแล้ว!
ราชันเซียนเหล่านั้นไม่พอใจจนหัวเราะออกมา
“ฟังไม่เข้าใจหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะพูดอีกครั้ง ตัวตนสิบอันดับแรกบนทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลบุกเข้ามาพร้อมกันเลย!”
ลี่เฟิงหานเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากว่าข้าแพ้ จะปาดคอฆ่าตัวตายกลางงาน!”
“แต่หากว่าชนะ…”
เขาหัวเราะดีใจอย่างเต็มที่ พลางกล่าวทีละคำอย่างช้า ๆ “ข้าไม่ฆ่าคน แต่ให้พวกที่พ่ายแพ้ต่อข้าเหล่านั้นเรียกข้าว่าปู่ก็พอแล้ว!”
โห!
หินหนึ่งลูก เกิดเป็นคลื่นได้หลายชั้น คำกล่าวอันยโสโอหังเช่นนี้ ทำให้ทุกคนในงานโห่ร้องด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ในฐานะที่ฉู่ไป๋ฉานเป็นประธาน สีหน้าของเขาจึงเคร่งขรึมทันใด
ไม่มีใครคาดคิดว่า ขณะที่การประลองครั้งสุดท้ายกำลังจะดำเนินขึ้น กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนี้ได้
และไม่คาดคิดด้วยว่า ผู้ชายชุดสีดำที่เรียกตัวเองว่าลี่เฟิงหานคนนั้นจะจองหองถึงขั้นนี้!
“คน ๆ นั้นจะโอหังเกินไปแล้วกระมัง…”
ฟางหานถึงกับตาโต
แววตาของซูอี้ยากจะคาดเดา กล่าวเบา ๆ “โอหัง? ไม่เลย เขามาก็เพื่อจะหาเรื่อง”
ฟู่อวิ๋นจงหรี่ตาราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง “สหายเต๋าซู หรือว่าเจ้ามองที่มาของคน ๆ นี้ออก?”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมา จิบไปคำหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น “ประเดี๋ยวก็รู้”
“ท่านกล่าวเช่นนี้ เท่ากับไม่ได้มองข้ากับเมิ่งซินกวนในสายตาเลย!”
กลางสนามเต๋า สายตาของทังเว่ยหานเย็นยะเยือก เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจแล้ว
บนสีหน้าของเมิ่งซินกวนก็มีความไม่พอใจปรากฏขึ้นเช่นกัน เขายังไม่เคยเห็นใครโอหังเช่นนี้มาก่อน
แต่ทว่าลี่เฟิงหานกลับหัวเราะเสียงดังขึ้นมา ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้ากล่าวไม่ผิด ข้าไม่ได้มีพวกเจ้าในสายตาเลย!”