บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1589: พี่สาวน้องชายหวนพานพบ
ตอนที่ 1589: พี่สาวน้องชายหวนพานพบ
เซียนแท้ขอบเขตสุญตามาทำวางท่าต่อหน้าข้าหรือ?
ซูอี้รู้สึกขบขันในใจ
ทว่า ก่อนเขาจะทันได้กล่าววาจาใด ฟางหานก็ส่ายหน้าพูดขึ้นแล้ว “หากเจ้าไม่ให้ผู้อาวุโสซูไปด้วย ข้าก็มิไปกับเจ้าหรอก”
อวี๋ถิงชะงัก คิ้วของเขาย่นเล็กน้อย
ในที่สุดเขาก็พยักหน้าพลางกล่าวเชิงประนีประนอมว่า “ก็ได้ ไปด้วยกันเลย”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อ เรือสมบัติลำหนึ่งปรากฏขึ้นในอากาศ “ทั้งสองท่าน เชิญ”
ฟางหานมองซูอี้
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม แล้วเดินขึ้นเรือสมบัติไปทันที
ฟางหานติดตามไปอย่างร้อนใจ
เมื่อเห็นเช่นนี้ อวี๋ถิงก็ไม่ได้กล่าววาจาใด และขึ้นเรือสมบัติก่อนจะทะยานผ่านนภาไปทันที
“ผู้อาวุโส ข้าคิดว่าเจ้าจะโมโหแล้วฆ่าเจ้าแก่นั่นเสียอีก”
เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นเมื่อทั้งสองขึ้นมาอยู่บนเรือสมบัติแล้ว
เขาเห็นวิธีการประหารเซียนของซูอี้ซึ่งกล่าวได้ว่าเฉียบขาดอหังการมาก่อน และมิกล่าววาจาพร่ำเพรื่อใด ๆ
ซูอี้เกาจมูกพลางกล่าว “นี่ในใจเจ้า ข้ากลายเป็นพวกบ้าบิ่น ที่เปิดศึกทันทีที่มิเห็นชอบแม้หนึ่งวาจาแล้วหรือ?”
ฟางหานเงียบไป
“ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นผู้ที่พี่สาวเจ้าส่งมา ข้าไม่เล่นกับบ่าวเฒ่าผู้ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนี้หรอก”
ชายหนุ่มตบบ่าของฟางหาน
เด็กหนุ่มลังเลชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นผ่านกระแสปราณ “ผู้อาวุโส จากวาจาของคนผู้นั้น ไม่ได้พบพี่สาวมาสามปี นางก็จะแต่งงานเสียแล้ว เจ้าคิดเช่นไรกับเรื่องนี้หรือ?”
ซูอี้ตอบด้วยเสียงเนิบนาบว่า “หากพี่สาวของเจ้าตกลงปลงใจแต่งงานกับเหลียงเหวินอวี่ผู้นั้นจริง มันก็ย่อมเป็นเรื่องดี แต่หาไม่ ถามเหตุผลนางให้กระจ่าง และปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในพลัน
บนหนทางต่อมา อวี๋ถิงก็มาทักทายฟางหานอย่างอบอุ่น
ทว่าเขากลับดูเงียบอย่างมาก หากมิพูดก็ส่ายหน้าหรือส่งเสียงในลำคอเป็นครั้งคราว
เดิมที อวี๋ถิงตั้งใจจะถามไถ่เรื่องราวในช่วงสามปีผ่านมา และถือโอกาสถามถึงที่มาของซูอี้
ไม่คาดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือจนเขาคว้าน้ำเหลว
ในที่สุดเขาก็เลิกทำตัวขายหน้า และตัดสินใจหยั่งเชิงซูอี้ด้วยตนเอง!
“ท่านมีนามเช่นไรหรือ?”
อวี๋ถิงถามด้วยรอยยิ้มขณะถือไหสุรา
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวาย หลับตาพักผ่อน ขณะขานนามตนอย่างสบาย ๆ
ซูอี้?
อวี๋ถิงครุ่นคิดในใจ ทว่ากลับรู้สึกแปลกนัก
จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา วางไหสุราไว้ข้างกายชายหนุ่ม และกล่าวต่อ “ตาเฒ่าผู้นี้ขออภัย ต้องถามว่าท่านกับสหายน้อยฟางหานเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือ?”
ซูอี้ว่า “เจ้าคิดว่ามีปัญหาใดหรือ?”
คิ้วของอวี๋ถิงขมวดหากันเล็กน้อย
ท่าทางขอไปทีของซูอี้ทำให้เขามิพอใจยิ่ง
ในที่สุด เขาก็เลิกอ้อมค้อม และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกว่า “โลกนี้อันตราย ใจคนยากหยั่งถึง สหายน้อยฟางหานเป็นน้องชายฮูหยินน้อยของข้า และตาเฒ่าผู้นี้ย่อมต้องคำนึงความปลอดภัยของเขา เพื่อมิให้ถูกผู้ประสงค์ร้ายหลอกใช้!”
ซูอี้กล่าวพลางหัวเราะออกมา “เจ้านี่ห่วงมิเข้าเรื่อง โง่เง่าจริง ๆ”
โง่เง่า?
อวี๋ถิงตกใจ เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มที่มีเพียงอายุยี่สิบปีเศษผู้นี้จะกล่าด่าเขาซึ่งเป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตา!
สีหน้าของเขาดำคล้ำ ฝืนกล้ำกลืนโทสะขณะกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “หากท่านไม่อธิบายแก่ตาเฒ่าผู้นี้ ก็อย่าโทษข้าว่ามิไว้หน้ากันเลย!”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว พลางรำพึงเบา ๆ “เจ้าคิดว่าผู้ประสงค์ร้ายจะไปตระกูลเหลียงกับเจ้าหรือ?”
อวี๋ถิงดูไม่สบายใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งนี้
นั่นสิ ตระกูลเหลียงเป็นตระกูลราชันเซียนนะ!
หากเป็นเช่นนี้ ผู้ประสงค์ร้ายใดเล่าจะกล้าเป็นฝ่ายเอาตัวมาส่งถึงที่?
อวี๋ถิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา จับจ้องซูอี้อย่างลึกล้ำ และกล่าวว่า “บางทีเจ้าอาจอยากฉวยโอกาสไต่เต้าสู่ที่สูงในตระกูลเหลียงของข้ากระมัง?”
ซูอี้หัวเราะลั่น พลางกล่าวล้อเลียน “ตระกูลเหลียงมีบ่าวเฒ่าผู้ภักดีเช่นเจ้า มีหรือจะมอบโอกาสให้ข้าเกาะกิน?”
วาจานั้นเต็มไปด้วยคำถากถาง
ใบหน้าชราของอวี๋ถิงดำคล้ำ กล่าวชัดทีละคำ “ให้มันจริงเถอะเจ้าหนุ่ม! ข้าเห็นแก่หน้าของสหายน้อยฟางหานหรอกนะจึงได้มองข้ามเจ้าไป แต่หากทำอันใดไม่เหมาะไม่ควรเข้าละก็ ข้ารับปากว่าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้าคนแรกเลย!”
กล่าวจบ เขาก็ลาจากไปพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อด้วยความกระฟัดกระเฟียด
ซูอี้ลูบคางและตกอยู่ในภวังค์
……
ทวีปกกพิสุทธิ์
นครเซียนธารเมฆา
เมืองโบราณแห่งนี้เป็นที่ตั้งของตระกูลเหลียง ตระกูลราชันเซียน
แม้จะกล่าวว่าเป็นเมือง ทว่าที่จริงมันก็หาแตกต่างจากมหานครย่อม ๆ อันปกคลุมด้วยพื้นที่แสนกว้างไกลไม่
วันถัดมา
จากการนำทางของอวี๋ถิง ซูอี้และฟางหานก็มาถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่ง ซึ่งกินพื้นที่นับพันหมู่ในนครเซียนธารเมฆา
นี่คือหนึ่งในคฤหาสน์ของตระกูลเหลียงภายในเมืองนี้
“ตาเฒ่าผู้นี้จะพาสหายน้อยฟางหานไปพบนายน้อยกับฮูหยินน้อยก่อน ให้ท่านรอที่นี่”
อวี๋ถิงพาชายหนุ่มมายังห้องพักแขกและกล่าวเสียงเย็น “เมื่อนายน้อยตกลงเชิญท่าน ข้าจะมานำทางท่านเอง”
ไม่รีรอให้เขาเอ่ยปาก เด็กหนุ่มก็กล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโสซูและข้าจะรอที่นี่แหละ หากพี่สาวอยากพบข้า ให้นางมาหาเราเอง”
อวี๋ถิงตะลึง
ซูอี้กล่าวทั้งรอยยิ้ม “รีบไปเถอะ”
กล่าวจบ เขากับฟางหานก็เดินเข้าห้องพักแขกไป
สีหน้าของอวี๋ถิงดูมิอาจคาดเดา จนในที่สุดก็แค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วหันหลังจากไป
“ผู้อาวุโส เมื่อครู่… ข้าทำถูกหรือไม่?”
ฟางหานถามเสียงเบาในห้องพักแขก
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ทำดีมาก”
เด็กหนุ่มฉีกยิ้ม “ข้าก็คิดอยู่ว่าแม้ตระกูลเหลียงของพวกเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด เราก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อผูกมิตร เหตุใดเราต้องทำตามที่เขาสั่งด้วย?”
ซูอี้เองก็หัวเราะพลางกล่าวอย่างปลาบปลื้ม “ยืนหยัดเด็ดเดี่ยว สมแล้วที่เป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้น”
……
ภายในโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
เหลียงเหวินอวี่ผู้กำลังอ่านม้วนหยกม้วนหนึ่งพลันกระอักไอจนตัวโยน
เขาสวมอาภรณ์เรียบง่าย ขมวดผมเป็นมวย ทว่าปราณกลับอ่อนแอ ใบหน้าอมโรค ยามกระอักไออย่างรุนแรง สีหน้าของเขาก็ปรากฏความเจ็บปวดเกินสกัดกั้น
“พี่ใหญ่เหลียง บาดแผลของเจ้ากำเริบอีกแล้ว”
ข้างกายเขา สีหน้าของฟางโหย่วหรงเปี่ยมความกังวลสงสาร
นางมีรูปลักษณ์งดงาม ดวงตากระจ่างใสเยี่ยงวารี ผิวเนียนเหมือนหิมะ สวมชุดยาวสีเทาอมชมพู มิได้ประแป้งแต่งหน้า ทว่ากลับงดงามเยี่ยงบุปผาที่อยู่กลางวารีใส
“ไม่เป็นไรหรอก โรคเดิมน่ะ”
เหลียงเหวินอวี่สูดหายใจลึก ๆ และโบกมือพร้อมกับแย้มยิ้ม “โหย่วหรง เราจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่วันแล้วนะ ข้ายินดียิ่งที่ในที่สุดน้องชายของเจ้าก็ปรากฏข่าวคราว กล่าวได้ว่าเป็นความสุขสองชั้น รออวี๋ถิงพาฟางหานกลับมา แล้วเราฉลองกันก่อนนะ”
ดวงตาของฟางโหย่วหรงทอประกาย สีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง “ดีเลย!”
ตลอดสามปีมานี้ สิ่งเดียวที่นางกังวลจนไม่อาจปล่อยวางได้คือฟางหานผู้เป็นน้องชาย นางร่วมมือกับเหลียงเหวินอวี่สืบหาเบาะแสของน้องชายหลายต่อหลายครั้งด้วยอำนาจของตระกูลเหลียง
ทว่าสุดท้ายก็ไร้วี่แวว
แต่มิคาดคิดเลยว่าก่อนนางกับเหลียงเหวินอวี่จะแต่งงานกัน นางจะบังเอิญได้รับ ‘ยันต์ปี้อั้นเคลื่อนดารา’ จากน้องชายของนาง ทำให้นางปรีดายิ่งนัก
เมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้หวนพานพบน้องชายอีกครั้ง ในใจของฟางโหย่วหรงก็รู้สึกราวกับฝันไป ทั้งตื่นเต้น ใจสั่น คาดหวัง ปรีดาตีรวนกันไปหมด
“บ่าวเฒ่าอวี๋ถิงคารวะนายน้อยและฮูหยินน้อย!”
อวี๋ถิงเดินเข้ามาในโถง คำนับแก่เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรง
ใบหน้าของฟางโหย่วหรงแดงเรื่ออย่างเขินอายเล็กน้อย แม้นางจะแต่งงานกับเหลียงเหวินอวี่ในวันพรุ่งนี้ การถูกเรียกว่า ‘ฮูหยินน้อย’ ก็ยังทำให้นางกระอักกระอ่วนอยู่ดี
ทว่าทันใดนั้น นางก็ทิ้งความคิดนั้นไปแล้วถามอย่างกระตือรือร้น “ลุงอวี๋ น้องชายข้าอยู่หนใด?”
เหลียงเหวินอวี่เองก็มองไปยังอวี๋ถิง
อวี๋ถิงกล่าวอย่างร้อนใจว่า “สหายน้อยฟางหานรออยู่ที่ห้องรับรองแขกในยามนี้ขอรับ”
เหลียงเหวินอวี่ขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงมิเชิญเขามากัน?”
อวี๋ถิงอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา “นายน้อยคงไม่ทราบขอรับ แต่สหายน้อยฟางหานมีผู้ช่วยชีวิตเขาตามมาด้วย คนผู้นั้นมีที่มาประหลาด ตาเฒ่าผู้นี้ยังกังวลว่าเขาจะมีเจตนาแอบแฝง จึงมิได้พามาขอรับ”
กล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาก็เล่าเรื่องที่ประสบมาตลอดทางหลังจากรับตัวเด็กหนุ่มมา
แล้วเขาก็บ่นอุบอิบ “ซูอี้ผู้นั้นหยาบคายยิ่งนัก แม้เยาว์วัยแต่ยโสที่สุด…”
เพล้ง!
ถ้วยชาถ้วยหนึ่งถูกขว้างจนแตกละเอียดอยู่บนพื้น
เหลียงเหวินอวี่ลุกขึ้นกล่าวตำหนิด้วยใบหน้าดำคล้ำ “อวี๋ถิง เจ้าเองก็สามหาวเกินไป! รู้ทั้งรู้ว่าสหายเต๋าซูเป็นผู้ช่วยชีวิตฟางหาน เจ้ายังกล้าดูหมิ่น ช่างน่าละอายเสียนี่กระไร?”
อวี๋ถิงเงียบไป
ฟางโหย่วหรงขมวดคิ้ว ลุกขึ้นกล่าวว่า “พี่ใหญ่เหลียง ไปพบน้องข้ากันก่อนเถอะ”
เหลียงเหวินอวี่กล่าวอย่างรีบร้อน “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง!”
กล่าวจบ เขาก็ชี้อวี๋ถิงพลางกล่าวว่า “เจ้าก็มาด้วย เมื่อไปถึง จงขออภัยสหายเต๋าซูผู้นั้นด้วยตนเองเสีย!”
……
ภายในห้องพัก
ฟางหานกับฟางโหย่วหรง พี่สาวน้องชายหวนพานพบหลังแยกจากสามปี สองพี่น้องล้วนตื่นเต้นจนอารมณ์หลุดการควบคุม
ดวงตาของฟางหานแดงก่ำ
ฟางโหย่วหรงมิอาจหยุดน้ำตาได้เนิ่นนาน
ซูอี้ถอยออกไปอย่างรู้ความ เพื่อให้คู่พี่น้องได้ใช้เวลาร่วมกัน
“ผู้น้อยเหลียงเหวินอวี่คารวะสหายเต๋าซู”
ณ สวนอันเขียวชอุ่มด้วยพืชพรรณนานาพันธุ์ เหลียงเหวินอวี่ประสานมือทำท่าคารวะ ขณะกล่าวอย่างขอโทษขอโพยว่า “ระหว่างทางมายังที่นี่ อวี๋ถิงได้ล่วงเกินสหายเต๋ามากมาย หวังว่าสหายเต๋าจะอภัยให้เขาด้วย”
อวี๋ถิงซึ่งอยู่ข้างกายเขาก้มหัวลงคำนับชายหนุ่ม ท่าทีของเขาดูวิตกกังวลและไร้ร่องรอยความโอหัง
ซูอี้อดประหลาดใจไม่ได้
เขาเมินอวี๋ถิง พินิจมองเหลียงเหวินอวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า และกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าหาใส่ใจไม่”
เหลียงเหวินอวี่แย้มยิ้ม แล้วกล่าวขึ้นทันใด “ข้าได้ยินว่าสหายเต๋าซูเป็นผู้ช่วยชีวิตฟางหาน รู้สึกเป็นพระคุณยิ่ง ข้าจึงจัดงานเลี้ยงขึ้น ขอเชิญให้สหายเต๋าซูเข้าร่วมเป็นน้ำใจเจ้าบ้านในภายหลังด้วย”
ต้องกล่าวว่าคนผู้นี้มีการวางตัวดีเยี่ยม ถ่อมตัวมิโอ้อวด นุ่มนวล และไม่มีการวางมาด
ซูอี้พยักหน้า “ก็ได้”
เขาเองก็อยากใช้โอกาสนี้สืบเรื่องราวระหว่างเหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงเช่นกัน
ภายในห้องพักแขก
สองพี่น้องสงบใจลงอย่างรวดเร็ว
ฟางโหย่วหรงกล่าวเบา ๆ “น้องชาย ข้าได้อ่านจดหมายของเจ้าแล้ว วางใจเถิด หากสหายเต๋าซูผู้นั้นมิใช่คนเลวจริง ๆ ข้าจะตอบแทนที่เขาช่วยชีวิตเจ้าแน่นอน แต่หากเขาช่วยเจ้าด้วยเจตนาอื่น ข้าจะมิยอมให้เขาทำสำเร็จแน่”
เด็กหนุ่มรีบร้อนกล่าว “พี่สาว ข้าสรุปได้แล้วว่าผู้อาวุโสซูไม่มีทางเป็นคนชั่วได้แน่นอน!”
ฟางโหย่วหรงกล่าวอย่างนุ่มนวล “ข้าก็อยากเชื่อเช่นกันว่าเขามิใช่คนเลว แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เจ้าลืมประสบการณ์รันทดของเราแล้วหรือ? แดนเซียนนี้มีคนดีไม่มากนัก ไม่มีความเมตตาใดในโลกหล้าที่ไร้เหตุผลหรอก”
ฟางหานกำลังจะอธิบาย ทว่าหญิงสาวกลับกล่าวขัดขึ้น “เรามิพูดเรื่องนี้กันดีกว่า ไปพบสหายเต๋าซูกัน เขาเป็นผู้ช่วยชีวิตเจ้า จะให้เขารอนานมิได้”
จากนั้นนางก็จูงมือผู้เป็นน้องชายเดินออกไปนอกห้อง