บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1590: หัวอกเดียวกัน
ตอนที่ 1590: หัวอกเดียวกัน
ภายในโถงกว้าง
สำรับกับข้าวโอชารสอุ่นร้อนเรียงราย
ที่โต๊ะมีเพียงซูอี้ ฟางหาน เหลียงเหวินอวี่ และฟางโหย่วหรงนั่งด้วยกัน
ไร้ผู้ใดอื่น
“สหายเต๋าซู ขอคนแซ่เหลียงฉลองให้เจ้าก่อน”
เหลียงเหวินอวี่ยกจอกสุราขึ้นพลางกล่าวขึ้นพร้อมกับแย้มยิ้ม “บุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิตฟางหาน ข้ากับโหย่วหรงจะตอบแทนคืนอย่างแน่นอน!”
ว่าแล้ว เขาก็ดื่มรวดเดียวหมด
จากนั้นฟางโหย่วหรงก็ดื่มให้เขาเช่นกัน ทั้งนอบน้อมและกระตือรือร้นยิ่ง
ทางด้านซูอี้เองก็ดื่มฉลองจอกแล้วจอกเล่าโดยไม่เกี่ยงงอน
จนกระทั่งกินดื่มจนอิ่มหนำ ฟางหานก็อดถามมิได้ว่า “พี่สาว พี่กับพี่ใหญ่เหลียงพบกันได้เช่นไรหรือ?”
เหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงมองหน้ากันแล้วแย้มยิ้มราวคาดไว้แล้ว
“ให้ข้าเล่าเถอะ”
ดวงตาของฟางโหย่วหรงทอประกายด้วยความหวนรำลึก เล่าย้อนความถึงความหลังจากที่ได้การพบพานกับเหลียงเหวินอวี่
สามปีก่อน ฟางโหย่วหรงถูกพ่อค้าทาสขายให้เป็นทาสของนักพรตชั่วร้ายผู้หนึ่ง
นักพรตชั่วร้ายผู้นั้นเรียกตนเองว่า ‘นักพรตอัคคีหยก’ เป็นผู้นำกลุ่มเต๋าชั่วร้ายแห่งหนึ่ง และมีผู้ฝึกตนเลวทรามรับใช้อยู่ภายใต้อาณัติกลุ่มหนึ่ง
หลังจากนักพรตคนนั้นซื้อโหย่วหรงมา เขาก็คิดจะใช้โลหิตของนางเป็นกระสายยา หล่อหลอมเป็นเม็ดโอสถ
หลังจากฟางโหย่วหรงสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางก็ฉวยโอกาสยามนักพรตอัคคีหยกเผลอหนีออกไป
ทว่าระหว่างหลบหนี นางก็ถูกกลุ่มสมุนของนักพรตอัคคีหยกไล่ตามทัน และยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง เหลียงเหวินอวี่ผู้เดินทางผ่านมาพอดีก็สะบั้นหัวผู้ฝึกตนชั่วร้ายสิบเก้าคน ช่วยชีวิตหญิงสาวจากเงื้อมมือของนักพรตอัคคีหยก
ทั้งสองจึงได้รู้จักกัน
จากนั้นมา ฟางโหย่วหรงก็อาศัยอยู่ในเรือนของตระกูลเหลียง และค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับเหลียงเหวินอวี่
เมื่อรู้เช่นนี้ ฟางหานก็พลันกล่าวว่า “ที่แท้พี่ใหญ่เหลียงก็เป็นผู้ช่วยชีวิตพี่สาวข้า ไม่น่าเล่า พี่สาวข้าจึงตกลงแต่งงานกับท่าน”
เหลียงเหวินอวี่ส่ายหน้าพลางกล่าว “อย่าพูดเช่นนี้เลย ที่พี่สาวของเจ้ากับข้าจะแต่งงานกันหาเกี่ยวข้องกับเรื่องช่วยชีวิตไม่ แต่เป็นเพราะเราทั้งสองต่างรักใคร่ มองกันและกันเป็นคนสนิทต่างหาก”
ฟางโหย่วหรงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของนางนุ่มนวลอ่อนหวาน
ซูอี้ผู้มิได้กล่าววาจาใด ๆ มาตลอดพลันกล่าวขึ้น “คนสนิท? ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
คิ้วของฟางโหย่วหรงขมวดเล็กน้อยราวคิดว่าคำถามของชายหนุ่มดูกะทันหันไปสักหน่อย
เหลียงเหวินอวี่ยิ้มอย่างมิคิดติดใจ “ตอบสหายเต๋าซูตามตรง หลังจากรู้จักกับโหย่วหรง เราต่างก็เล่าเรื่องราวของกันและกันให้ฟัง เราทั้งสองจึงตัดสินใจเกี่ยวดอง ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกชั่ววูบแน่นอน”
หญิงสาวเองก็พยักหน้า “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ พี่ใหญ่เหลียงเจ็บป่วยมานาน สถานะของเขาภายในตระกูลเองก็กระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง เขาเป็นกังวลว่าจะทำให้ข้าผิดหวังจึงปฏิเสธความรักของข้ามาหลายต่อหลายหน มิได้อยากให้ข้าแต่งงานกับเขา”
ฟางหานผงะ
ซูอี้เองก็ประหลาดใจ
ฟางโหย่วหรงจึงเล่าต่อว่า “ข้าในยามนั้นก็เลยบอกพี่ใหญ่ไปตามตรงว่าข้าเป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้น ตระกูลพังทลายจากการกวาดล้าง ร่างของข้าแบกรับเคราะห์ร้ายหลายประการ ไม่ว่าผู้ใดอยู่กับข้าก็คงมิพ้นต้องพัวพันทุกผู้ไป”
“ทว่าพี่ใหญ่เหลียงหาสนใจเรื่องนี้ไม่ แต่นั่นก็เป็นการดีกว่าสำหรับข้า”
กล่าวถึงตรงนี้ นางก็ดูจะเต็มไปด้วยอารมณ์ตื้นตัน เมื่อสงบสติได้แล้ว หญิงสาวจึงกล่าวว่า “และยามนั้นด้วยเช่นกัน ที่พี่ใหญ่เหลียงและข้าไตร่ตรองถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจแต่งงานกัน”
เหลียงเหวินอวี่พยักหน้า กล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน “หากสหายเต๋าซูจะหัวเราะเยาะกัน ข้าก็มิกลัว ข้าเป็นเพียงสมาชิกไร้ศักดิ์ศรีในตระกูล กำพร้าแต่ยังเล็ก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ถูกตระกูลมองข้าม กระทั่งบ่าวเฒ่าทั้งหลายยังไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา”
“ทั้งยังมีโรคเรื้อรัง บางทีข้าคงสิ้นใจภายในปีนี้หรือปีหน้า”
สายตาของซูอี้ดูประหลาดพิกล สมาชิกไร้ศักดิ์ศรีในตระกูล?
มันออกจะคล้ายกับตัวตนของเขาในชาตินี้ซึ่งเกิดในตระกูลซู นครหลวงอวี้จิงแห่งต้าโจวอยู่บ้าง…
ดวงตาของเหลียงเหวินอวี่อ่อนแสงลง ขณะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เราสองตัดสินใจแล้วว่าหลังแต่งงานกัน โหย่วหรงจะให้กำเนิดทายาทสืบตระกูลให้ข้า ต่อให้ภายหลังข้าตาย ข้าก็จะยังมีทายาท”
ฟางโหย่วหรงกล่าวอย่างรีบร้อนว่า “เรื่องนี้ ข้าเองก็มีเจตนาเห็นแก่ตัวเช่นกัน ข้าในยามนั้นวางแผนเพื่อสถานการณ์แย่สุดขีด หากชั่วชีวิตนี้มิอาจหาน้องชายพบ ข้าก็คิดว่าหากแต่งงานกับพี่ใหญ่เหลียง ข้าก็ยังสามารถสืบสายเลือดเผ่าภูตปี้อั้นต่อไปได้ เพื่อไม่ให้สิ้นเชื้อสายในโลกหล้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจ
ในที่สุด เหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงต่างมีความคิดและความต้องการของตนเอง และในที่สุดทั้งสองผู้มีหัวอกเดียวกันก็ตกลงปลงใจ
หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าอ่อนหวาน “ยิ่งกว่านั้น ข้ายังบอกพี่ใหญ่เหลียงแล้วว่าข้าจะล้างแค้นให้เผ่าในภายหน้าอย่างสุดกำลัง เขาเข้าใจข้าดี และเต็มใจจะทำทุกสิ่งเพื่อช่วยข้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเด็กหนุ่มก็บิดมวน เขาลุกขึ้นกุมกำปั้นให้กับเหลียงเหวินอวี่ “ขอบคุณพี่ใหญ่เหลียงที่ดูแลพี่สาวข้า!”
เหลียงเหวินอวี่รีบโบกมือกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “พี่สาวเจ้าและข้าก็แค่คู่รักอับเฉาคู่หนึ่ง บอกมิได้หรอกว่าใครดูแลใครกันแน่ เจ้าอย่าสุภาพกับข้าเลย ภายหน้าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าก็อยากจะเบิกอนาคตให้เจ้า!”
ทันทีที่เขากล่าวถึงตรงนี้ อวี๋ถิงพลันเข้ามาขอพบ
อวี๋ถิงกล่าวเสียงเบา “นายน้อย เจ้าตระกูลรับปากเพียงจะเขียนจดหมายเชิญให้นายน้อยสามฉบับขอรับ”
ทันใดนั้น สีหน้าของเหลียงเหวินอวี่ก็มืดทะมึน “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้?”
อวี๋ถิงก้มหัวลง มิกล้าสบสายตากับเหลียงเหวินอวี่ และกล่าวว่า “เจ้าตระกูลกล่าวว่าเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงตระกูล เขาเป็นห่วงว่ายามนายน้อยแต่งงาน ท่านจะเชิญสหายชั่วบางผู้เข้ามาร่วมงาน อาจทำให้งานกร่อยเอาได้ขอรับ”
เปรี้ยง!
เหลียงเหวินอวี่ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ กล่าวอย่างเดือดดาล “ลุงใหญ่เขา… จะมิเห็นหัวข้าเกินไปแล้ว!”
บรรยากาศในโถงหดหู่นัก
ฟางโหย่วหรงรีบปลอบใจ “พี่ใหญ่เหลียงอย่าโกรธเรื่องนี้เลย ยิ่งโกรธจะยิ่งแย่ต่อร่างกายนะ”
เหลียงเหวินอวี่ยิ้มขมขื่น โบกมือให้อวี๋ถิงแล้วกล่าวว่า “เจ้าออกไปก่อน”
“ขอรับ!”
อวี๋ถิงหันหลังจากไป
เหลียงเหวินอวี่กล่าวขอโทษขอโพยต่อซูอี้และฟางหาน “ทำให้พวกเจ้าหัวเราะเสียแล้ว”
“พี่ใหญ่เหลียง มันเกิดอันใดขึ้นกัน?”
ฟางหานอดถามมิได้
เหลียงเหวินอวี่หัวเราะเย้ยตนเอง “เป็นเพราะฐานะของข้าในตระกูลต่ำต้อยเกินไป กระทั่งงานแต่งนี้ข้ายังตัดสินใจเองไม่ได้ จึงทำได้เพียงขอให้พวกคนใหญ่คนโตในตระกูลตัดสินใจ!”
กล่าวจบ เขาก็ผ่อนลมหายใจยาว
ฟางโหย่วหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “พี่ใหญ่เหลียง ไม่ว่าอย่างไร ตระกูลเหลียงก็บอกจะรับปากจัดงานแต่งให้เราแล้วนะ แค่นั้นก็พิสูจน์ได้ว่าพวกเขายังถือเจ้าเป็นคนในตระกูลอยู่”
เหลียงเหวินอวี่เสสรวล “โหย่วหรง เจ้ามิเข้าใจหรือ ที่เหล่าพวกผู้มีอำนาจในตระกูลอยากจัดงานแต่งก็เพราะฉวยโอกาสนี้เชิญแขกผู้มีเกียรติทั่วโลกหล้าและรับของขวัญแสดงความยินดีต่างหาก ส่วนเจ้าและข้า… ก็แค่ตัวเบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง!”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น แล้วเขาก็ส่ายหัวอย่างจนใจ “แต่เจ้าก็พูดถูก ขอเพียงเราแต่งงานกันได้ก็พอแล้ว”
ทั้งหมดนี้ทำให้ฟางหานอึดอัดใจ
เดิมที เขาคิดว่าพี่สาวกับเหลียงเหวินอวี่รักใคร่ต่อกัน และในเมื่อทั้งสองกำลังจะเป็นคู่วิถี งานแต่งก็คงสวยสดงดงาม
แต่ใครเล่าจะคิดว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่!
เขาไม่คิดเลยว่าเหลียงเหวินอวี่ ทายาทตระกูลเหลียงผู้ดูสูงส่งสง่างาม จะอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายเช่นนี้ กระทั่งจะแต่งงานยังมิอาจตัดสินใจเองได้!
ซูอี้ยังคงเงียบมาตลอด
หรือก็คือ เขาทำตัวเป็นคนนอก โดยไม่กล่าวความคิดเห็นอะไรออกมา
และเหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงเองก็ไม่มีอารมณ์เฉลิมฉลอง งานเลี้ยงนี้จึงจบลงอย่างซึมกะทือ
“สหายเต๋าซู หากเป็นไปได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวันเพื่อร่วมงานเลี้ยงแต่งงานระหว่างข้ากับพี่ใหญ่เหลียงพร้อมกับน้องชายนะเจ้าคะ”
ก่อนจากกัน ฟางโหย่วหรงเชื้อเชิญซูอี้ “จะเย้ยเยาะข้าก็ได้ แต่โลกนี้ ข้าไม่มีญาติคนใดเว้นเพียงน้องชาย และยามนี้เมื่อกำลังจะแต่งงาน ข้าก็อยากให้มีผู้มาเป็นสักขีพยานแก่ข้าเช่นกัน”
การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งนัก
ทั้งเรื่องการเงิน บุคคลและฝ่ายที่แต่งงานล้วนเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงอย่างรอบคอบ
โดยภาพรวมแล้ว ยามแต่งงาน หากฝ่ายเจ้าสาวไร้ผู้ใดมาร่วมยินดี นางจะถูกมองข้าม
แน่นอนว่า ฟางโหย่วหรงหาใส่ใจเรื่องนั้นไม่ นางแค่อยากให้น้องชายและผู้มีพระคุณของน้องชายมาร่วมงานกันเท่านั้น
ชายหนุ่มพยักหน้าพลางกล่าว “ถึงยามนั้น ข้าจะไป”
กล่าวจบ เขาก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกวักมือเรียกฟางหาน “ขอคุยด้วยหน่อย”
แม้จะงุนงง แต่เขาก็ยังตกลง
ทั้งสองหาที่ปลอดคน จากนั้นชายหนุ่มก็ใช้วิชาพรางตา แยกพวกเขาออกจากโลกภายนอก
จากนั้นจึงกล่าวว่า “พี่สาวเจ้าจะสงสัยที่มาของข้า และจะต้องถามเจ้าอย่างแน่นอน ก่อนมื้อเย็นวันนี้ข้าหาสนใจไม่ แต่ยามนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
ฟางหานงุนงง “ผู้อาวุโสหมายความเช่นไรหรือ?”
ซูอี้กล่าว “เจ้าจำไว้ก็พอ อย่าแพร่งพรายเรื่องของข้า ยามพี่สาวเจ้าแต่งงาน ข้าจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่แก่นาง นางจะไม่ถูกหัวเราะเยาะแน่นอน”
ฟางหานพยักหน้าและกล่าวอย่างคาดหวัง “มีผู้อาวุโสหนุนหลังพี่สาวข้า พวกคนใหญ่คนโตในตระกูลเหลียงไม่มีทางกล้าดูถูกพี่สาวข้าแน่! บางทีมันอาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตระกูลของพี่ใหญ่เหลียงได้ด้วยซ้ำ!”
เขาประจักษ์ได้แล้วว่าฝีมือของซูอี้ล้ำเลิศเพียงใด ย่อมเฝ้ารอยามที่อีกฝ่ายจะมอบของขวัญใหญ่ในวันแต่งงานของพี่สาว
ซูอี้แย้มยิ้ม ตบบ่าหนุ่มน้อยเบา ๆ และกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ตามนี้ อีกสองสามวันข้าจะกลับมาพบเจ้าอีก”
ฟางหานตะลึง รีบกล่าวว่า “ผู้อาวุโสจะไปที่ใด?”
ซูอี้กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ไปเดินเล่นในเมือง และถือโอกาสไปหาว่าควรเตรียมของขวัญใดให้พี่สาวเจ้า”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังจากไป
เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะจากไป เหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงก็กล่าวรั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก็มิอาจหยุดซูอี้ได้
สุดท้าย เหลียงเหวินอวี่จึงส่งบัตรเชิญเข้าร่วมงานแต่งงานให้เขาหนึ่งฉบับ
จนกระทั่งส่งอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อย เหลียงเหวินอวี่ก็อดรำพึงมิได้ “แม้ว่าสหายเต๋าซูผู้นี้จะดูไม่โดดเด่นนัก ทว่าข้าก็สัมผัสได้ว่าเขาเป็นตัวตนที่น่าอัศจรรย์ผู้หนึ่ง”
“แน่นอน!”
ฟางหานกล่าวโดยไม่ลังเล แต่เมื่อคิดถึงคำสั่งของซูอี้เมื่อครู่ขึ้นมา เขาก็พลันหยุดปาก
ฟางโหย่วหรงสังเกตเห็นชัดเจนว่าพฤติกรรมของน้องชายผิดแปลกไป จึงกล่าวขึ้นทันที “ไปหาที่คุยกันดี ๆ เถอะ”