บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1591: ตบหน้า!
ตอนที่ 1591: ตบหน้า!
กลางดึก
ฟางโหย่วหรงกลับเรือนพักของนางอย่างหดหู่
“เกิดอันใดขึ้น?”
เหลียงเหวินอวี่ที่กำลังศึกษาคัมภีร์โบราณละสายตามองก็เห็นได้ว่าฟางโหย่วหรงกำลังเศร้าใจ
“น้องชายข้าไม่รู้เป็นอันใด เขามิบอกอันใดข้าเลย”
ฟางโหย่วหรงรำพึง
เหลียงเหวินอวี่ยิ้มทื่อ ๆ และกล่าวว่า “พวกเจ้าพี่น้องห่างเหินกันไปสามปี ฟางหานเองก็โตขึ้นแล้ว ยามนี้พวกเจ้าเพิ่งหวนพานพบ ภายหน้าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”
ฟางโหย่วหรงขมวดคิ้วกล่าว “พี่ใหญ่เหลียง เจ้าคิดว่าสหายเต๋าซูเป็นคนเช่นไร?”
เหลียงเหวินอวี่ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “อย่าคิดเรื่องนี้เลย สถานการณ์เช่นเราสอง ใครเล่าจะมีเจตนาแฝงกับเรา?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวเบา ๆ “แต่ข้าก็เข้าใจความคิดเจ้านะ เจ้าก็แค่เป็นห่วงว่าฟางหานจะถูกหลอก วางใจเถิด ข้าคิดว่าสหายเต๋าซูมิน่าใช่คนชั่ว หาไม่ มีหรือเขาจะเป็นฝ่ายส่งฟางหานกลับมาพบกับเรา?”
ฟางโหย่วหรงพยักหน้าและกล่าวอย่างจริงจัง “ภายหน้า ข้าจะตอบแทนหนี้ชีวิตนี้แน่”
……
ขณะเดียวกัน ซูอี้มายังร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในนครเซียนธารเมฆา
มันเป็นฐานที่มั่นลับของหอเทพอัศจรรย์!
“ข้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลเหลียง ยิ่งละเอียดยิ่งดี”
เขานำม้วนหยกที่ฉู่ไป๋ฉานมอบให้ส่งให้กับเถ้าแก่ร้านน้ำชา “ราคามิใช่ปัญหา”
หลังเถ้าแก่ตรวจสอบม้วนหยก เขาก็กล่าวอย่างจริงจัง “โปรดรอสักครู่”
สองเค่อต่อมา
จากนั้น ซูอี้ก็ไปจองห้องระดับสูงในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง แล้วเริ่มอ่านเนื้อหาภายในหยกดำชิ้นนั้น
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
เนิ่นนานจากนั้น ซูอี้ก็ปล่อยจิตสัมผัส
ข้อมูลในหยกดำชิ้นนี้ละเอียดอย่างยิ่ง ทำให้เขาเข้าใจถ่องแท้ถึงรายละเอียดตระกูลเหลียง
กล่าวให้กระชับคือ ตระกูลเหลียงนี้เป็นขุมกำลังใหม่ เพิ่งเรืองอำนาจในทวีปกกพิสุทธิ์หลังยุคอวสานเซียน และมีตัวตนอยู่เกือบเก้าหมื่นปี
แต่หากเทียบกับกลุ่มเต๋าโบราณอื่น ๆ ภูมิหลังนี้หามีค่าใดไม่
ในตระกูลเหลียงทุกวันนี้มีราชันเซียนอยู่สามคน
ผู้แข็งแกร่งที่สุดเป็นราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง มีนามว่าเหลียงอวิ๋นเทา
ทว่าแปดพันปีก่อนหน้านี้ เหลียงอวิ๋นเทาไปฝึกฝนลัทธิกำเนิดเอกภพ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งโลกเซียน และได้เป็นผู้อาวุโสตำแหน่งสูงส่ง
จุดนี้ดึงความสนใจของซูอี้
เพราะลัทธิกำเนิดเอกภพนี้คือกลุ่มเต๋าที่เจียงไท่เออ ศัตรูร้ายผู้หนึ่งของหวังเย่สร้างขึ้น!
ราชันวิถีมังกรดำ พ่อบุญธรรมของราชันวิถีมังกรแดงถูกเจียงไท่เออสังหาร
เหลียงอวิ๋นเทาไม่อยู่ ตระกูลเหลียงยามนี้เหลือเพียงสองราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น
หนึ่งคือเจ้าตระกูลเหลียงจือเป่ย
อีกหนึ่งคือผู้อาวุโสใหญ่เหลียงอวิ๋นหู่
ทั้งหมดนี้ยังพอรับได้ สิ่งที่ทำให้ซูอี้สนใจคือ ชีวิตของเหลียงเหวินอวี่นั้นสุดรันทดอย่างจริงแท้
คนผู้นี้คือหลานชายของเจ้าตระกูล มีบิดาเป็นน้องชายของเหลียงจือเป่ย
น่าเสียดายที่พ่อแม่ของเขาสิ้นไปแต่ยังเยาว์ คุณสมบัติฝึกฝนของเขาดาษดื่นทั่วไป ไม่ได้ถูกตระกูลเห็นค่าใด ๆ จึงถูกมองข้ามละเลยแสนนาน
เมื่อไม่กี่ปีก่อน เหลียงเหวินอวี่ล้มป่วยรุนแรง พลังชีวิตเสียหายร้ายกาจและยังมิฟื้นตัวจนบัดนี้ การฝึกฝนของเขาจึงถดถอยดิ่งเหว
แย่กว่านั้นคือเมื่อปีก่อน เหลียงเหวินอวี่ถูกเฉดหัวออกจาก ‘บรรพตเซียนอร่ามรวงข้าว’ ซึ่งเป็นแดนที่ตั้งตระกูลเพียงเพราะเขาล่วงเกินผู้อาวุโสท่านหนึ่งในตระกูล เลยจำต้องใช้ชีวิตในคฤหาสน์ ณ นครเซียนธารเมฆาแห่งนี้เรื่อยมา
ทว่า จากจดหมายลับซึ่งบันทึกไว้ในชิ้นหยก ความตายบุพการีของเหลียงเหวินอวี่นั้นต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับเจ้าตระกูลเหลียงจือเป่ย!
กล่าวกันว่าบิดาของเหลียงเหวินอวี่มีข้อขัดแย้งรุนแรงกับเหลียงจือเป่ยเพื่อประชันแย่งตำแหน่งเจ้าตระกูล
หลังเหลียงจือเป่ยรับตำแหน่งเจ้าตระกูลได้ไม่นาน บุพการีทั้งสองของเหลียงเหวินอวี่ล้วนตายตก
นอกจากนั้น อาการป่วยร้ายแรงของเหลียงเหวินอวี่ก็ต้องสงสัยว่าเกิดจากการวางยา!
แน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข่าวลือที่หอเทพอัศจรรย์ได้รับรู้ ไร้หลักฐานอันจับต้องได้
‘ไม่น่าเล่า คนผู้นั้นจึงมีความชิงชังต่อตระกูลสูงมาก สถานการณ์ตลอดมาของเขารันทดเกินไปจริง ๆ…’
ซูอี้คิดในใจ
ขณะครุ่นคิด เขาก็นำม้วนหยกเปล่าออกมาชิ้นหนึ่ง ใช้จิตสัมผัสแทนพู่กันจารึกข้อความลงภายใน
ไม่นานนัก ลวดลายบัญญัติลึกลับรูปร่างเหมือนดาบก็ปรากฏขึ้นในม้วนหยก
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาว จากนั้นจึงเกร็งมือบีบ
เปรี้ยง!
ม้วนหยกแหลกสลาย พิรุณแสงทะยานหายไปในอากาศ
……
หกวันจากนั้น
แสงแรกอรุณเรืองรองเหนือนภา
หลังซูอี้และฟางหานเสวนา พวกเขาก็เดินออกไปยัง ‘บรรพตเซียนอร่ามรวงข้าว’ ซึ่งเป็นที่ตั้งตระกูลเหลียงด้วยกัน
แดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตลือนามนี้ตั้งอยู่ในนครเซียนธารเมฆา
และวันนี้คือวันแต่งงานของเหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรง สถานที่จัดงานแต่งก็คือบรรพตเซียนอร่ามรวงข้าว
“ผู้อาวุโส ตลอดหลายวันมานี้ พี่สาวข้าถามข้าเกี่ยวกับเรื่องของท่านหลายต่อหลายครั้ง และข้าก็เมินทุกครั้งไป”
ระหว่างทาง ฟางหานกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ทำได้ดี วันนี้ข้าเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้พี่เจ้าสามชิ้นเลย”
กล่าวเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็ดูซับซ้อนละเอียดอ่อน
“ของขวัญใหญ่สามชิ้น?”
ฟางหานประหลาดใจ และอดอยากรู้มิได้ “ผู้อาวุโสบอกข้าได้หรือไม่?”
ซูอี้ว่า “ถึงตอนนั้น เจ้าจะรู้เอง”
ในหกวันมานี้ เขาได้เตรียมการมากมายสำหรับงานแต่งงานในวันนี้
โชคดีที่ของขวัญทั้งสามถูกตระเตรียมเรียบร้อย
ณ อาคารโบราณอันสว่างไสวแห่งหนึ่งบนไหล่บรรพตเซียนอร่ามรวงข้าว
พิธีสมรสจะถูกจัดขึ้นที่นี่
ทว่ามีเพียงผู้ถือบัตรเชิญเท่านั้นที่เข้าได้
ซูอี้และฟางหานได้รับบัตรเชิญจากเหลียงเหวินอวี่ พวกเขาจึงได้มายังไหล่เขาโดยไม่ถูกขวางทาง
เมื่อมาถึง แขกผู้มาส่งของขวัญแสดงความยินดีในงานได้มาถึงกันแล้ว มีทั้งผู้สูงส่งเด่นดังในนครเซียนธารเมฆา และผู้แทนขุมกำลังใหญ่ซึ่งได้รับเชิญมาร่วมงานจากเมืองต่าง ๆ ทั่วทวีปกกพิสุทธิ์
บรรยายได้ว่าสถานที่ต่างเนืองแน่นด้วยแขก
เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรงสวมอาภรณ์มงคลสีแดงสด ยืนรับแขกที่หน้าโถง เจ้าบ่าวหล่อเหลา เจ้าสาวโฉมสะคราญ สะดุดตาเอาการ
ทว่ากลับน่าละอายที่แขกเหรื่อทั้งหลายแทบไร้ผู้ใดสนใจคู่บ่าวสาววันนี้เลย
และเมื่อแขกมาถึง พวกเขาก็ล้วนถูกผู้ใหญ่ในตระกูลเหลียงพาตัวไปทั้งสิ้น
โดยผู้ใหญ่ตระกูลเหลียงทั้งหลายก็ไร้เจตนาแนะนำคู่รักคู่นี้แก่เหล่าแขกเช่นกัน
ไม่ห่างกันนักยังมีบ่าวเฒ่าอ่านรายนามของขวัญแสดงความยินดีอยู่
“ตระกูลหวงแห่งนครเซียนธารเมฆามอบศิลาเซียนแสนชิ้น หยกม่วงหรูอี้หนึ่งคู่ และขอแสดงความยินดีแก่คู่สมรส สมปรารถนาทุกประการ!”
“สำนักเซียนไม้เขียวแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ส่งศิลาเซียนสามแสนชิ้นร่วมยินดี และภาพอักษรมงคลอายุวัฒนะ!”
“บรรพตเซียนเอกเมฆาแห่งทวีปกกพิสุทธิ์…”
ของขวัญแสดงความยินดีชิ้นแล้วชิ้นเล่าดึงดูดความสนใจและเสียงหารือ ดูชื่นมื่นเป็นที่ยิ่ง
แต่เหลียงเหวินอวี่ก็รู้ว่าของขวัญเหล่านี้คงไม่พ้นตกสู่ตระกูล ไม่มีทางที่เขาจะได้รับไว้เอง!
ใบหน้าของเขามืดหมอง ริมฝีปากเม้มหากัน ยืนนิ่งกับที่ รู้สึกราวเป็นตัวตลก
นี่เป็นวันแต่งงานของพวกเขาชัด ๆ แต่มันกลายเป็นงานเรี่ยไรทุนซึ่งตระกูลงี่เง่าของเขาฉวยโอกาสริบสารพัดของขวัญเป็นของตน!
ฟางโหย่วหรงกุมมือเหลียงเหวินอวี่อย่างนุ่มนวล ถ่ายทอดวจีกล่าวว่า “อย่าโกรธเลย มิควรค่า”
เหลียงเหวินอวี่สูดหายใจลึก ๆ ฝืนยิ้มและถ่ายทอดวจีตอบกลับ “ความแค้นและความอับอายที่ข้าประสบมาในกาลก่อน ภายหน้าข้าจะคืนให้พวกเขารายหัว!”
นัยน์ตาของเขาปรากฏความแค้น
“พี่ใหญ่เหลียง สหายเต๋าซูกับน้องชายข้ามากันแล้วนะ”
ฟางโหย่วหรงพลันแย้มยิ้มกล่าว นัยน์ตาเฉิดฉายพร่างประกาย
เหลียงเหวินอวี่เงยขึ้นมอง และจริงเช่นนั้น เขาเห็นว่าซูอี้และฟางหานกำลังเดินมาหา
“พี่สาว!”
ฟางหานก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “วันนี้พี่สวยจังเลย”
หัวใจของฟางโหย่วหรงอุ่นวาบ กล่าวอย่างนุ่มนวล “ต่อจากนี้ในงานแต่ง ข้าดูแลเจ้าไม่ได้ เมื่อถึงเวลา เจ้าและสหายเต๋าซูอย่าเที่ยวเพ่นพ่านไปไหนนะ”
ฟางหานพยักหน้า
“เจ้าหนูสองผู้นี้ใครกัน?”
มิห่างไปนัก ชายชราชุดดำซึ่งรับหน้าที่บันทึกและอ่านรายนามของขวัญแสดงความยินดีกล่าวถาม
“เรียนผู้ดูแล นี่คือน้องชายข้าฟางหาน ส่วนท่านนี้คือ…”
ฟางโหย่วหรงกำลังจะแนะนำซูอี้ ทว่าชายชราชุดดำโบกมือกล่าวขัด “มิต้องแนะนำแล้ว ก็แค่ไอ้หนูกินเปลืองข้าวสองคน”
วาจานั้นหาให้เกียรติกันไม่ มิปิดบังเจตนาใด ๆ
ใบหน้าของฟางโหย่วหรงแดงก่ำ นัยน์ตาเปี่ยมโทสะ
เหลียงเหวินอวี่ขมวดคิ้ว “เปลืองข้าวอันใด พูดให้มันสุภาพกว่านี้ไม่ได้หรือ?”
ชายชราชุดดำกล่าวยิ้ม ๆ “ไม่”
กล่าวจบ เขาก็หรี่ตามองซูอี้และฟางหาน กล่าวว่า “ต่อให้พวกเจ้าทั้งสองจะแค่มากินข้าว ก็ต้องเตรียมของขวัญมา หาไม่ อย่าหวังเข้าร่วมงานแต่งนี้เลย!”
ท่าทียโสโอหังนั้นทำให้ฟางหานกัดฟันกรอดด้วยโทสะ
เพียะ!
ใบหน้าของชายชราชุดดำถูกตบดังสนั่น ทำให้เขากรีดร้องเช่นสุกรถูกเชือด ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยใบหน้าบวมแดง เลือดกบปาก ฟันหลุดร่วงหลายซี่
ชายในชุดคลุมผู้หนึ่งก้าวออกมาเตะร่างชายชราชุดดำอย่างแรงพลางสบถด่า
“เจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ พูดเช่นนี้กับลูกพี่ซูของข้าได้เช่นไร! สามหาวสิ้นดี!”
ชายในชุดจีนนั้นเดือดดาลวางตน
นี่คือบรรพตเซียนอร่ามรวงข้าว ที่มั่นตระกูลเหลียง!
ทว่าเขากลับลงมือโจมตีชายชราชุดดำจากตระกูลเหลียงอย่างโผงผางตรงไปตรงมา
เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรงยืนอยู่ไม่ไกลนักอดผงะมิได้
คนผู้นี้ใครกัน ไฉนจึงถือตนนัก?
แขกผู้มีเกียรติบางผู้ซึ่งอยู่ในโถงงานแต่งต่างตะลึงมองมา
ฟางหานประหลาดใจยินดี “พี่ใหญ่เสวี่ย เป็นเจ้า”
ชายในชุดคลุมนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากเสวี่ยหงเฟิง
เขาฉีกยิ้มให้ฟางหาน จากนั้นก็ตรงดิ่งมาหาซูอี้ กุมกำปั้นคารวะ “ลูกพี่ซู เรานี่มีวาสนาต่อกันโดยแท้ ได้พบกันอีกแล้ว!”
ไม่นานนี้ที่งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า เสวี่ยหงเฟิงกล่าวลาซูอี้และกลับสู่ตระกูล
ทว่ายามนี้ เขาปรากฏตัวอีกครั้ง
“ไฉนเจ้าจึงมาที่นี่ได้?”
ซูอี้ประหลาดใจ
เสวี่ยหงเฟิงรีบร้อนกล่าว “ลูกพี่ซูไม่ทราบบางอย่าง ข้ามาร่วมงานแต่งงานตระกูลเหลียงครั้งนี้ด้วยคำสั่งตระกูล แต่พอมาถึงก็เห็นเจ้าสุนัขเฒ่านี่เห่าหอนเสียได้”
ซูอี้เข้าใจว่าตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆของเสวี่ยหงเฟิงนั้นก็อยู่ในทวีปกกพิสุทธิ์ และเป็นขุมกำลังระดับราชันเซียนแห่งหนึ่ง
แต่หากพูดถึงมรดก ตระกูลเหลียงนั้นอ่อนด้อยห่างไกลจากตระกูลเสวี่ยนัก
ขณะเดียวกันในยามนั้น ผู้มีอำนาจบางคนในตระกูลเหลียงได้ข่าวแล้ว พวกเขาล้วนเดือดดาลสีหน้ามิสู้ดี
มีผู้กล้าก่อเรื่องในถิ่นพวกเขา นี่มันตบหน้าตระกูลเหลียงชัด ๆ!