บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1593: ส่งจุดจบ
ตอนที่ 1593: ส่งจุดจบ
สถานจัดพิธีสมรสนี้อยู่ในโถงมโหฬารจุคนได้ถึงพันคน
สมาชิกตระกูลเหลียงเข้าร่วมงานแต่งงานนี้ของเหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรงไม่มากนัก
ในหมู่แขกในงาน แขกผู้มีเกียรติสูงส่งมีเพียงสองสามคน
กระทั่งประธานพิธีสมรสนี้ยังไม่ใช่เจ้าตระกูลเหลียงจือเป่ย แต่เป็นผู้อาวุโสใหญ่เหลียงอวิ๋นหู่
ทุกสิ่งนั้นเป็นเพราะเหลียงเหวินอวี่มีความสำคัญต่ำ ถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิง
ไม่นานนัก ภายใต้สายตาคนทุกผู้ เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรง คู่แต่งงานใหม่ก็เดินเข้ามาในโถง
“ผู้อาวุโส แล้วของขวัญใหญ่อีกสองชิ้นที่ท่านจะให้เล่า?”
ฟางหานมิอาจเก็บความอยากรู้ไว้ในใจ จึงถ่ายทอดวจีออกถาม
ซูอี้ดื่มสุราหนึ่งจอก จึงกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย”
“เริ่มพิธีได้”
ผู้อาวุโสใหญ่เหลียงอวิ๋นหู่ ณ ที่นั่งประธานกลางโถงกล่าวเบา ๆ
“ขอรับ!”
โฆษกผู้หนึ่งรับคำสั่ง
ทว่าทันใดนั้น เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังมาจากนอกโถง
“ช้าก่อน!”
ผู้ชมทั้งหลายต่างหันมองเป็นตาเดียว
และพบตัวตนกลุ่มหนึ่งเดินอาด ๆ เข้ามาในโถง
ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนในชุดขุนนาง ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ จอนผมหงอกขาว นัยน์ตาคมกริบดุดัน ปราณราชันเซียนแผ่ซ่านทั่วร่าง
เขาคือเหลียงจือเป่ย ผู้นำตระกูลเหลียง!
“เจ้าตระกูล?”
เหลียงอวิ๋นหู่ตกตะลึงลุกขึ้น “ไฉนท่านจึงมาที่นี่กัน?”
ก่อนหน้านี้หลายวัน เจ้าตระกูลเหลียงจือเป่ยประกาศชัดแล้วว่าเขาจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงแต่งงานของเหลียงเหวินอวี่ในวันนี้
ทว่ายามนี้ เหลียงจือเป่ยไม่เพียงเข้ามาในงาน แต่ยังพาผู้อาวุโสระดับสูงในตระกูลคนอื่น ๆ มาด้วยกัน!
“ผู้อาวุโส เหมือนจะมีบางอย่างมิชอบมาพากลนะ”
ฟางหานขมวดคิ้ว
ดวงตาของซูอี้วูบไหว “รอดูเถอะ”
หลังเหลียงจือเป่ยพาคนอื่น ๆ เข้ามา เขาก็กล่าวอย่างเย็นชา “หากข้าไม่มีวันนี้ ตระกูลเหลียงคงจมธรณีด้วยหายนะเป็นแน่!”
กล่าวจบ สายตาของเขาก็มองเหลียงเหวินอวี่อย่างทิ่มแทงราวดาบคม “กระทำผิดใหญ่หลวง ไม่สำนึกบ้างหรือไร!?”
กดดันคุกคาม!
โถงเงียบกริบ คนทุกผู้ประหลาดใจ นี่มันเหตุใดกัน?
เหลียงเหวินอวี่กล่าวอย่างเดือดดาล “ลุงใหญ่ นี่ท่านหมายความเช่นไร วันนี้เป็นวันสำคัญของหลานผู้นี้ ไฉนท่านจึงพูดเช่นนี้กัน?”
ฟางโหย่วหรงข้างกายเขาตัวแข็งเกร็ง งุนงงทำตัวมิถูกเล็กน้อย
เหลียงจือเป่ยแค่นหัวเราะ “อยากให้ข้าเผยเจตนาชั่ว ๆ ของเจ้าต่อสาธารณะหรือ?”
กล่าวจบ เขาก็ชี้ไปยังฟางโหย่วหรง “ข้าถามหน่อย สตรีผู้นี้เป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้นหรือไม่?”
ตู้ม!
เกิดเสียงฮือฮาอลหม่านฉับพลัน
เผ่าภูตปี้อั้น!
สิบปีก่อนเกิดเหตุนองเลือดสะเทือนขวัญขึ้นในทวีปกกพิสุทธิ์ เผ่าภูตปี้อั้นโบราณถูกทำลายล้างตระกูลในชั่วข้ามคืน!
กล่าวกันว่าแค่ราชันเซียนก็มีผู้ตายตกถึงสิบสามคน!
เรื่องโหดร้ายที่สุดคือ กระทั่งรังเก่าของเผ่าภูตปี้อั้นยังถูกกวาดล้างหายสิ้นจากโลกหล้า!
ทว่าจนบัดนี้ ก็ยังไร้ผู้ใดรู้ว่าใครกันคือฆาตกรที่ทำลายเผ่าภูตปี้อั้น
เหตุนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทวีปกกพิสุทธิ์
เพราะถึงอย่างไร รากฐานของเผ่าภูตปี้อั้นก็โบราณอย่างยิ่ง สามารถนับย้อนไปได้ถึงก่อนยุคอวสานเซียนมาเยือน และเผ่านี้ก็เป็นผู้แข็งแกร่งคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาหลายชั่วรุ่น หลั่งเลือดสละเนื้อสร้างผลงานดีงามมากมายในแดนเซียน!
หากมิใช่เพราะเผ่าภูตปี้อั้นเสียหายร้ายแรงในยุคอวสานเซียนอันยาวนาน พวกเขาคงเป็นขุมกำลังสูงสุดในทวีปกกพิสุทธิ์ไปแล้วเป็นแน่แท้
ทว่าขุมกำลังโบราณนี้กลับล่มสลายชั่วข้ามคืน ผู้ใดเล่าจะมิตระหนกตกใจ?
บางผู้กล่าวไว้ว่าผู้ทำลายเผ่าภูตปี้อั้นน่าจะเป็นขุมกำลังระดับมหาเซียนซึ่งชิงชังเผ่าภูตปี้อั้น
บางผู้ยังกล่าวว่าฆาตกรต้องสงสัยจะเป็นตัวตนค้ำนภาซึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!
ลือกันกระทั่งว่าความล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นเกี่ยวเนื่องกับเผ่ามารนอกแดน และเหตุเป็นเพราะก่อนยุคอวสานเซียน เผ่านี้สังหารยอดฝีมือของเผ่ามารนอกแดนไปมากมายเหลือเกิน
กล่าวสั้น ๆ คือ การล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นถูกตีความไปต่าง ๆ นานา ทว่าจวบจนยามนี้ก็ยังไร้ผู้ใดให้คำตอบชัดเจนได้
และยามนี้ ทายาทเผ่าภูตปี้อั้นผู้หนึ่งกลับปรากฏขึ้นในตระกูลเหลียง และกำลังจะแต่งงานกับเหลียงเหวินอวี่ ทายาทตระกูลเหลียงอยู่รอมร่อ ใครเล่าจะมิประหลาดใจ?
“นี่… นี่มันดาวหายนะ!”
ทันใดนั้น สีหน้าของสมาชิกตระกูลเหลียงมากมายก็แปรเปลี่ยน
ส่วนแขกผู้มาเป็นสักขีในพิธีต่างก็ผงะอึ้ง ในที่สุดก็ตระหนักแล้วว่าไฉนเหลียงจือเป่ยจึงมาหยุดงานแต่งนี้
หากเรื่องผู้เหลือรอดจากเผ่าภูตปี้อั้นแพร่ออกไปถึงหูฆาตกรผู้ล้างเผ่าภูตปี้อั้น เขาจะไม่อยู่เฉย!
และเรื่องนี้ยังจะกระทบต่อตระกูลเหลียงทั้งตระกูลด้วย!
“นี่… นี่มันหายนะที่ต้องหยุดไว้จริง ๆ ด้วย! ยังดีที่พิธีแต่งงานยังไม่ลุล่วง หาไม่ คงสายเกินไปที่ตระกูลเหลียงจะยุติสัมพันธ์ได้!”
บางผู้พึมพำ
สีหน้าของฟางโหย่วหรงซึ่งจู่ ๆ ก็ถูกคนทุกผู้เล็งเป็นเป้าสายตาซีดขาว หัวใจเปี่ยมด้วยโทสะและความลังเล
มือของฟางหานบนที่นั่งกำเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ กัดฟันเดือดดาล
เขาไม่คิดว่ามรสุมนี้จะเล็งไปที่พี่สาวเขา!
เสวี่ยหงเฟิงเหลือบมองซูอี้โดยพลัน และพบว่าอีกฝ่ายนั่งเฉย หัวใจของเขาจึงสงบในทันที
เขาลอบกล่าวในใจว่า หากเจ้าพวกคนตระกูลเหลียงรู้ว่าซูอี้เคยละเลงเลือดเซียนล้างหอเมฆาเหมันต์เพราะฟางหานซึ่งก็เป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้นมาก่อน เกรงว่าคงไม่กล้าถือฟางโหย่วหรงเป็นดาวหายนะออกหน้าออกตาเช่นนี้!
เหลียงอวิ๋นหู่เดือดดาล ตำหนิเสียงแข็ง “เหลียงเหวินอวี่ เจ้าคนชั่วช้า มีความผิดสมควรตายนัก!”
สมาชิกตระกูลเหลียงทั้งหลายต่างล้วนมาดร้าย มองเหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรงอย่างเดือดดาล
ยามนี้ เหลียงเหวินอวี่เองก็ระเบิดโทสะ ตะโกนด้วยหน้าดำคล้ำ “หากอยากจะโทษกัน ยังต้องกังวลอันใดอีก? กาลก่อน เจ้าร่วมมือกันฆ่าบุพการีข้า บัญชีนี้ยังไม่ทันได้สะสาง ยามนี้ข้าแค่อยากแต่งงานกับโหย่วหรง เจ้าก็ยังมาขวางด้วยวิธีการน่ารังเกียจเช่นนี้ มันมิมากไปหน่อยหรือ?”
ด้วยวาจาเหล่านี้ เหล่าผู้ชมก็เงียบไป
เหลียงจือเป่ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “สัตว์ร้าย ความตายบุพการีเจ้า ตระกูลเห็นชอบตัดสินแล้ว ยามนี้ข้าว่าเจ้าและฟางโหย่วหรงนั่นแต่งงานกันโดยมีจุดประสงค์ร้ายกาจ พยายามสร้างเรื่องให้ตระกูลเหลียงเสียมากกว่า เรื่องนี้ไร้ช่องให้เจ้าโต้เถียงใด ๆ ได้เลย!”
เหลียงเหวินอวี่โกรธจนกัดฟันเค้นเสียง “ลุงใหญ่ ไม่ใช่เจ้าอยากเห็นข้าตายหรอกหรือ? ไฉนต้องหาข้ออ้างข้าง ๆ คู ๆ เช่นนี้?”
กล่าวจบ เขาก็กระอักไอตัวโยน มุมปากของเขามีเลือดย้อยหยด ใบหน้าซีดขาวยากมอง
เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “ลุงใหญ่ เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าพิษร้ายในกายข้าไม่เกี่ยวพันกับเจ้า?”
ยามนี้ เหลียงเหวินอวี่มิคิดปิดสิ่งใดในใจ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวเยี่ยงคนบ้า ดวงตาเปี่ยมความแค้นเคืองเพลิงสุม
บรรยากาศในโถงหดหู่ ผู้คนสีหน้าแตกต่าง
มิคาดเลยว่าจะเกิดมรสุมเช่นนี้ขึ้นในโถงพิธีสมรส
เริ่มจากเหลียงจือเป่ยปรากฏขึ้นขวางพิธีสมรส เผยตัวตนของฟางโหย่วหรงว่ามาจากเผ่าภูตปี้อั้น
จากนั้น เหลียงเหวินอวี่ก็ปรามาสเหลียงจือเป่ยต่อหน้าธารกำนัลว่าเป็นผู้ฆ่าบุพการี กระทั่งพิษร้ายในร่างเขายังมิอาจแยกจากเหลียงจือเป่ยได้
เหตุพลิกผันเช่นนี้ทำให้หลายผู้ตะลึงทำตัวไม่ถูก
ยามนี้ เหลียงจือเป่ยหาคิดโต้เถียงไม่ เขาโบกมือกล่าวด้วยสายตาเฉยเมย “มาจัดการเจ้าสัตว์ร้ายนี่กับเศษซากเผ่าภูตปี้อั้นนั่นเสีย! หากกล้าขัดขืน ฆ่าได้เลย! นอกจากนั้น…”
กล่าวถึงตรงนั้น สายตาของเขาก็วาวโรจน์ หันไปมองซูอี้กับฟางหานและกล่าวเสียงเย็น
“ยามข้ามา ข้าได้ยินว่าสองคนนี้ก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับเศษเดนเผ่าภูตปี้อั้น พาตัวพวกเขาไปด้วยกันเสีย! วันนี้ไม่ว่าอย่างไร อันตรายแฝงนี้ต้องถูกกำจัด!”
วาจานั้นดังสนั่นมาดร้าย เผยเจตนาเฉียบขาดในฐานะเจ้าตระกูลของเหลียงจือเป่ยชัดเจน
“ขอรับ!”
ยอดฝีมือตระกูลเหลียงกลุ่มหนึ่งรับคำสั่งพร้อมเพรียง
“เจ้ากล้า!”
เสวี่ยหงเฟิงลุกขึ้นอย่างเดือดดาล
ทันทีที่เขากำลังจะกล่าวบางสิ่ง เหลียงจือเป่ยก็กล่าวอย่างเย็นชา “คุณชายเสวี่ย ข้าแนะนำอย่าให้เจ้าอย่าสำคัญตัวผิดไป หาไม่ ข้าจะจับตัวเจ้าแน่ และเมื่อจบเรื่องวันนี้ ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้านและให้คำอธิบายอันฟังขึ้นกับตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆแน่นอน”
“เจ้า…”
เสวี่ยหงเฟิงเดือดดาลจนรวดร้าวถึงทรวง
ยามนี้เอง ซูอี้ลุกขึ้นกล่าวเบา ๆ “เจ้าถอยไป”
หัวใจของเสวี่ยหงเฟิงตะลึง เขาเงียบไปแล้วยืนนิ่งอย่างว่าง่าย ลอบรำพึงว่ากะแล้ว วาจาดีมิอาจหยุดผีไม่ให้ตาย!
เหตุนี้ทำให้หลายผู้คนประหลาดใจ
เสวี่ยหงเฟิงเป็นทายาทตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ ทว่าเขากลับฟังวาจาของผู้สมรู้ร่วมคิดเดนตายจากเผ่าภูตปี้อั้น
เมื่อคิดถึงระฆังโบราณสวรรค์มงคลที่ซูอี้นำออกมาอย่างเฉยเมยวันนี้ ทำให้ผู้ทรงอำนาจหลายคนจากตระกูลเหลียงตระหนักแล้วว่าบางอย่างผิดปกติ
ผู้อาวุโสใหญ่เหลียงอวิ๋นหู่รีบกล่าว “เจ้าตระกูล ไฉนไม่ให้โอกาสสหายเต๋าซูผู้นี้อธิบายสักหน่อยเล่า?”
เหลียงจือเป่ยหรี่ตากล่าว “ก็ได้”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “มิต้องอธิบายหรอก ข้ามาวันนี้ก็เพื่อส่งพวกเจ้าสู่จุดจบ”
ส่งสู่จุดจบ!
ผู้คนอดคิดถึงระฆังโบราณสวรรค์มงคลที่ซูอี้ส่งออกมามิได้
ทว่าผู้ใดเล่าฟังมิออกว่าวาจาของซูอี้ที่ว่า ‘ส่งสู่จุดจบ’ นั้นหมายถึงสิ่งอื่น?
สีหน้าของเหลียงจือเป่ยดำคล้ำ กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “มัวตะลึงอันใดอยู่ ลงมือ!”
ตู้ม!
ยอดฝีมือตระกูลเหลียงซึ่งเตรียมลงมืออยู่แล้วเคลื่อนไหวมิลังเล
หนึ่งกลุ่มพุ่งเข้าใส่เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรง
อีกกลุ่มพุ่งเข้าใส่ซูอี้
เหล่าแขกทั้งหลายล้วนถอยกรูดไม่ให้ถูกลูกหลง
ยามนี้ เหลียงเหวินอวี่ยิ้มเศร้า สีหน้าแสนสิ้นหวัง ดูจะหมดอาลัยตายอยากโดยสิ้นเชิง
เหตุเช่นนี้ ต่อให้เขาสามารถดั้นนภา ก็มิอาจพลิกสถานการณ์แปรชะตาได้
ยามนี้ ฟางโหย่วหรงบีบมือเหลียงเหวินอวี่ ถ่ายทอดวจีให้เขา “หากจะตาย เราก็ตายด้วยกันเถอะ”
แล้วนางก็มองไปที่น้องชายของนางฟางหานซึ่งอยู่มิไกลด้วยหัวใจเปี่ยมความรวดร้าวไร้กำลัง
และยามนี้เอง ซูอี้ก็ลงมือ
เขาโบกแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา และทันใดนั้น วจีดาบก็ดังไร้จุดจบ
ปราณดาบฉวัดเฉวียนทั่วโถง
ดุจแสงสว่างสะบั้นความมืดชั่วนิรันดร์ เจิดจรัสพร่างพราว
ครู่ต่อมา
สิบสี่ยอดฝีมือตระกูลเหลียงซึ่งพุ่งเข้าหาซูอี้ เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรงต่างถูกสะบั้นไร้ปรานีเยี่ยงรวงข้าวกลางทุ่งนา
ร่างของพวกเขาแหลกสลาย
สิ้นชีพ
โลหิตสาดกระเซ็นสีแดงฉานเยี่ยงดอกไม้ไฟเจิดจ้า เบ่งบานขึ้นในคลองจักษุคนทุกผู้
เพียงหนึ่งโบกแขนเสื้อ ดาบก็ปลิดวิญญาณสิบสี่เซียน!
มีเพียงวจีดาบร่ำร้อง ปราณทรงอำนาจสะท้อนทั่วชายคา
ผู้คนล้วนตะลึง
คู่บ่าวสาวแต่งงานใหม่ตะลึงเช่นกัน
พวกเขาสวมอาภรณ์มงคลอันแปดเปื้อนด้วยเลือด
สีแดงฉานทิ่มแทงสายตา
………………..