บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1596: ปลาหนึ่งตัวเป็นอาหารได้หลากหลาย*[1]
ตอนที่ 1596: ปลาหนึ่งตัวเป็นอาหารได้หลากหลาย*[1]
เมื่อสงครามใหญ่ปิดฉากลง บรรยากาศพลันเงียบสงัด
คนตระกูลเหลียงทั้งหมดล้วนพรั่นพรึง ไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดต่อ
เหล่าแขกหากล้าขยับเขยื้อนไม่ด้วยกลัวจะถูกเข้าใจผิด
บรรยากาศในชั่วขณะนั้นทั้งน่าอึดอัดและหดหู่ยิ่ง
หลังจากได้รับคำเตือนจากคนข้างกาย เหลียงเหวินอวี่พลันตระหนักว่าตนเสียอาการ และกำลังจะเอ่ยขอบคุณซูอี้
ชายหนุ่มกลับส่ายหัว “หลังได้ของขวัญชิ้นที่สามจากข้า เกรงว่าเจ้าคงจะมิอยากขอบคุณข้าอีก”
คนฟังถึงกับนิ่งไป
ฟางหานเองก็พึมพำในใจ หรือของขวัญชิ้นที่สามของผู้อาวุโสซูจะยิ่งเกินคาดหนักกว่าเด็ดหัวเหลียงจือเป่ยเป็นกำนัลอีก?
ซูอี้กล่าวขึ้นเบา ๆ “พาคนขึ้นมา”
“ขอรับ!”
เสียงอันหนักแน่นพลันดังขึ้นแว่วมาจากแสนไกล
จากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงมากมาย ร่างสูงร่างหนึ่งที่เปี่ยมด้วยปราณราชันเซียนก็เคลื่อนเวหาตรงมา
ผู้มาเยือนมีรูปร่างผอม ใบหน้าดูชรา ให้ความรู้สึกแห้งเหี่ยวโรยรา
เขาคือชีฝูเฟิง!
ยามซูอี้เพิ่งมาถึงแดนบรรลุสรวงแห่งเขากวางขาว ชีฝูเฟิงก็พิทักษ์อยู่ที่นั่น
จนกระทั่งในภายหลัง ชีฝูเฟิงรับคำสั่งของชายหนุ่ม ให้พากลุ่มผู้จุติสรวงจากมายังทวีปกกพิสุทธิ์ล่วงหน้าเพื่อสืบความลับบางอย่างให้เขา
ทั่วหล้าเกิดเสียงอื้ออึง หัวใจของหลายคนสั่นเทาด้วยความกลัว
ปรากฏว่ามีราชันเซียนผู้หนึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาของซูอี้!
ภายในมือของชีฝูเฟิงในขณะนี้ยังหิ้วตัวของคนผู้หนึ่งอยู่
บ่าวเฒ่าผู้รับใช้ข้างกายเหลียงเหวินอวี่
“ผู้อาวุโส เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
ฟางหานตะลึง
และเมื่อเห็นอวี๋ถิงถูกชีฝูเฟิงจับตัว เหลียงเหวินอวี่ก็ดูจะตระหนักถึงบางอย่าง สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน
“ของขวัญนี้เป็นเช่นไรบ้าง?”
ซูอี้กล่าวกับเหลียงเหวินอวี่
ชายหนุ่มก้มหัวลงพลางกล่าวขึ้นอย่างขมขื่น “ข้าตระหนักแล้วว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดโปงไม่ช้าก็เร็ว…”
ทุกผู้ล้วนสับสน
ฟางหานดูจะตระหนักถึงบางสิ่ง กล่าวขึ้นเสียงสั่น “ผู้อาวุโส พี่ใหญ่เหลียงเป็นคนเลวหรือ?”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบ “ฝูเฟิง เจ้าเล่าเลย”
“ขอรับ!”
ชีฝูเฟิงรับคำสั่ง โยนอวี๋ถิงผู้ไร้สติลงกับพื้น และกล่าวว่า “สามปีก่อน คนผู้นี้ได้รับคำสั่งจากเหลียงเหวินอวี่ให้ปลอมตัว จ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อแม่นาง ‘ฟางโหย่วหรง’ จากพ่อค้าทาสในนาม ‘นักพรตอัคคีหยก’ มา”
“จากนั้น เหลียงเหวินอวี่กับคนผู้นี้ก็เล่นละครวีรบุรุษช่วยสาวงาม เพื่อให้เหลียงเหวินอวี่พาตัวแม่นางฟางโหย่วหรงไปได้”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ เด็กหนุ่มก็หน้าเปลี่ยนสี “เหตุใดพี่ใหญ่เหลียงจึงทำเช่นนี้?”
ในความคิดเขา เหลียงเหวินอวี่นั้นกระทำการซ้ำซ้อนเกินจำเป็น
ชีฝูเฟิงกล่าว “การทำเช่นนั้นก็เป็นเพราะต้องการทำให้แม่นางฟางรู้สึกซาบซึ้งใจ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นบุญคุณช่วยชีวิต หากทุ่มเงินซื้อตัวมา แม่นางฟางก็จะรังเกียจและปฏิเสธอย่างแน่นอน ทั้งยังทำให้นางไม่ปลื้มใจอีกด้วย”
เด็กหนุ่มพลันเงียบไป
สามปีมานี้ เขาถูกขายเปลี่ยนมือหลายหน มีหรือจะมิเข้าใจความแตกต่าง?
เหมือนยามที่เขาอยู่ในตลาดมังกรดำ แม้ซูอี้จะช่วยชีวิตเขา เขาก็หายินดีไม่ แต่กลับระแวดระวังว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาอื่น!
ขณะเดียวกัน เหลียงเหวินอวี่ยืนก้มหน้าก้มตา สีหน้าของเขาหม่นหมองลง และฟางโหย่วหรงที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็กำหมัดอย่างเงียบงัน เม้มปากราวกับไม่อยากจะเชื่อ
ซูอี้ดื่มสุราเงียบ ๆ หากล่าววาจาใดไม่
ชีฝูเฟิงกล่าวต่อ “หลังเหลียงเหวินอวี่ได้สร้างบุญคุณช่วยชีวิตกับแม่นางฟาง เดิมทีเขาก็วางแผนจะให้นางคลอดทายาทเชื้อสายเผ่าภูตปี้อั้น จากนั้นก็สกัดเลือดแท้ของแม่นางฟางออกมาหล่อหลอมเป็นโอสถเซียน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสียงฮือฮาก็ก้องไปทั่วทั้งโถงจัดงานเลี้ยง
สายตามากมายที่มองไปยังเหลียงเหวินอวี่แตกต่างจากเดิม
สีหน้าของฟางหานยิ่งแปลกพิกลกว่าใคร
“อันที่จริง สามปีมานี้ เหลียงเหวินอวี่กับแม่นางฟางสนิทสนมกันมากขึ้นทุกวันคืน เขาก็พยายามทำตามแผนนี้หลายหน ทว่าท้ายที่สุดเขาก็เปลี่ยนใจ”
น้ำเสียงของชีฝูเฟิงยังคงสุขุม “ทว่าไม่ใช่เพราะเขารู้สึกเห็นใจ แต่เป็นเพราะมีแผนอื่นอันยิ่งใหญ่กว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหลียงเหวินอวี่ก็ถอนใจ
ร่างบอบบางของฟางโหย่วหรงสั่นสะท้านน้อย ๆ มิอาจทราบได้ว่าเพราะสะเทือนใจหรือโทสะกันแน่
“แผนใดหรือ?” ฟางหานอดถามมิได้
ชีฝูเฟิงว่า “เพื่อแต่งงานกับแม่นางฟางอย่างชอบธรรมในวันนี้ ณ ถิ่นฐานตระกูลเหลียง!”
“หากทำเช่นนี้ เขาก็จะนำหายนะมาสู่ตระกูลเหลียง ล้างแค้นให้บุพการีของเขาได้”
“ประการที่สอง เขาก็สามารถทิ้งทายาทสืบสายเลือดของเขาหลังงานสมรสได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ป่วยหนัก ไม่อาจอยู่ได้นานนัก หากทิ้งทายาทไว้ได้ สายเลือดของเขาก็มีผู้สานต่อ”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ทุกผู้ในตระกูลเหลียงต่างเดือดดาล ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเคืองแค้น
ถ้อยคำของชีฝูเฟิงยืนยันการคาดการณ์เมื่อครู่ของเจ้าตระกูลเหลียงจือเป่ยอย่างชัดเจน การแต่งงานของเหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่จริง ๆ!
ในทวีปกกพิสุทธิ์ ใครเล่ามิทราบว่าเมื่อสิบปีก่อน เผ่าภูตปี้อั้นล่มสลายชั่วข้ามคืน?
และหากงานสมรสนี้สำเร็จลุล่วง เหลียงเหวินอวี่ก็แค่เผยเรื่องที่ฟางโหย่วหรงเป็นทายาทเผ่าภูตปี้อั้นออกไป หายนะก็มาเยือนตระกูลเหลียงแล้ว!
เพราะถึงอย่างไร หากฆาตกรที่ทำลายเผ่าภูตปี้อั้นได้รับรู้ มีหรือเขาจะปล่อยฟางโหย่วหรงไว้?
และตระกูลเหลียงก็ย่อมถูกลากลงปลักโคลนไปด้วย!
หลังจากได้ยินเช่นนี้ มือเท้าของฟางหานก็ชาวาบ นี่เขากับพี่สาวถูกเหลียงเหวินอวี่ผู้นั้นหลอกหรือ?
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ เด็กหนุ่มถูกขายมิอาจนับครั้ง ประสบกับเหตุพลิกผันจนต้องระหกระเหิน และยามนี้ก็ยากจะเชื่อใจใครได้อีก ทว่ามิคาดเลยว่าอีกฝ่ายจะยังเป็นคนชั่วร้าย!
ชั่วขณะนั้น เขาพลันทึ่มทื่อ
เสวี่ยหงเฟิงฟังแล้วก็นิ่งไป
ปรากฏว่าเหลียงเหวินอวี่ผู้นั้นมิใช่คนดี!
ทางฝั่งตระกูลเหลียง ผู้ทรงอำนาจผู้หนึ่งอดกล่าวมิได้ว่า “ท่านเคยกล่าวว่าท่านออกมาช่วยเหลียงเหวินอวี่เพราะแม่นางฟาง ทว่าท่านก็ช่วยเขาฆ่าเจ้าตระกูลและผู้อาวุโสใหญ่ของข้าทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนผู้นี้มีเจตนาร้ายหรือ?”
เห็นได้ชัดว่ากายของเขาสั่นสะท้านด้วยโทสะ
สีหน้าของเหล่าสมาชิกตระกูลเหลียงล้วนบิดเบี้ยวมิต่างกัน
ซูอี้กล่าวเฉยเมย “ไม่ว่าอย่างไร สามปีมานี้ พวกเขาก็ถือได้ว่ามีเยื่อใยต่อกัน ช่วยเขาล้างแค้นกล่าวได้ว่าเป็นการทดแทนบุญคุณ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “และยามนี้ก็ถึงเวลาที่เขาต้องสารภาพแล้ว”
ชีฝูเฟิงจ้องมองเหลียงเหวินอวี่อย่างเย็นชา “สิ่งที่ข้าว่าล้วนมีหลักฐาน ยังมีอันใดจะพูดหรือไม่?”
เหลียงเหวินอวี่ส่ายหน้าอย่างขมขื่น ถอนใจรำพึง “ข้า…”
โดยมิรีรอให้เขาพูดต่อ ฟางโหย่วหรงผู้เงียบอยู่นานพลันกล่าวขึ้น “ผู้อาวุโส สิ่งที่ท่านว่าแท้จริงข้ารู้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา ทุกผู้ซึ่งฟังอยู่ล้วนนิ่งไป
ฟางหานกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่สาว ในเมื่อท่านรู้อยู่แล้ว ไฉน…”
ฟางโหย่วหรงกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน “ข้ากับพี่ใหญ่เหลียงของเจ้าล้วนเป็นผู้ตรอมตรมขมขื่น เขาอยากล้างแค้นให้บุพการี ข้าอยากล้างแค้นให้เผ่า เขามีเจตนาเห็นแก่ตัวได้ แล้วข้าจะมีไม่ได้บ้างหรือ?”
นางรำพึงเบา ๆ “สามปีมานี้ อวี๋ถิงเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่เหลียงให้ทำอันใดกับข้าหลายหน ทว่าสุดท้ายเขาก็ใจอ่อนไม่ทำร้ายข้า เขาคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ทว่าข้ารู้มานานแล้ว แต่ซ่อนมันไว้ในใจมิได้กล่าวเป็นวาจา”
ว่าแล้ว หญิงสาวก็หัวเราะเยาะตนเอง “ข้าน่ะนะ เป็นดาวหายนะจริงแท้ ในเมื่อทุกผู้ที่พานพบตลอดมาล้วนคิดใช้ข้า แล้วข้าจะมิให้พี่ใหญ่เหลียงใช้ประโยชน์จากข้าได้บ้างหรือ? ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าพี่ใหญ่เหลียงดีต่อข้าจริง ๆ”
เหลียงเหวินอวี่ตะลึง ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น “โหย่วหรง นี่… เจ้า…”
ฟางโหย่วหรงกุมมือเหลียงเหวินอวี่และกล่าวเสียงเบา “พี่ใหญ่เหลียง ฟังข้าสิ”
ดวงตาของเหลียงเหวินอวี่แดงฉาน สูดหายใจลึก ๆ และพยักหน้า
ฟางโหย่วหรงดูรวบรวมความกล้าได้แล้ว เงยหน้ากล่าวกับซูอี้ “ผู้อาวุโส สามปีมานี้ ข้าก็มีแผนของข้าอยู่เช่นกัน อยากใช้พี่ใหญ่เหลียงสืบสายเลือดแก่เผ่าภูตปี้อั้นของข้า และยังอยากใช้ฐานะของข้าชักศึกเข้าตระกูลเหลียงเพื่อล้างแค้นบุพการีของพี่ใหญ่เหลียง!”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว ทุกผู้ก็ตกตะลึง
ดวงตาของฟางหานสับสนงุนงง หัวใจชาวาบ
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
เด็กหนุ่มหาเข้าใจไม่
ซูอี้จิบสุรา มิกล่าววาจาใด
ฟางโหย่วหรงกล่าวเสียงต่ำ “ทว่าข้ากับพี่ใหญ่เหลียงหาคาดไว้ไม่ว่าแผนของเราล้วนเด่นชัดในสายตาไอ้แก่อย่างเหลียงจือเป่ย และเขาก็ออกมาขวางพิธีสมรสไว้ก่อน”
“โชคดีที่ผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ หาไม่…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฟางโหย่วหรงก็กล่าวพร้อมแสดงความตื้นตันจากใจ “เกรงว่าพี่ใหญ่เหลียงกับข้าคงตายไปนานแล้ว”
บรรยากาศภายในงานพลันเงียบกริบอย่างน่าอึดอัด
ตุ้บ!
เหลียงเหวินอวี่คุกเข่าลงบนพื้นกะทันหัน โขกหัวลงกับพื้นพลางสารภาพ “ผู้อาวุโส สามปีมานี้ ในใจข้ามีแผนน่ารังเกียจมากมาย ละอายแก่ตนเองเสมอมา มิอาจขออภัยใด ๆ ได้ และเต็มใจชดใช้กรรมขอรับ!”
ฟางโหย่วหรงเองก็คุกเข่ากับพื้นแล้วก้มหัวลง “ข้าเต็มใจรับโทษทัณฑ์ไปกับพี่ใหญ่เหลียงเจ้าค่ะ!”
เหล่าผู้ชมต่างเงียบกริบ
ทุกสายตามองซูอี้เป็นตาเดียว
ชายหนุ่มเก็บไหสุราแล้วยกมือขึ้น
ระฆังโบราณสวรรค์มงคลปรากฏขึ้นในมือของเขา
“เสียงระฆังนี้เป็นได้ทั้งระฆังสั่งตาย ส่งผู้คนจุดจบ แต่ก็เป็นระฆังเตือนสติได้เช่นกัน”
ซูอี้กระซิบ พร้อมกันนั้นเขาก็ส่งวัตถุนี้ให้แก่เหลียงเหวินอวี่และฟางโหย่วหรง “สมบัตินี้ข้าให้แก่พวกเจ้า”
ระฆังสั่งตายนั้นส่งเหลียงอวิ๋นหู่กับเหลียงจือเป่ยสู่จุดจบ ล้างแค้นให้กับเหลียงเหวินอวี่
ส่วนระฆังเตือนสตินั้นมอบให้แก่เหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรง เพื่อให้คู่รักรันทดซึ่งต่างคนต่างคิดคดทว่าพึ่งพาจริงใจต่อกันสามารถเปิดใจรักกันได้โดยแท้จริง
นี่คือจุดประสงค์การมอบของขวัญชิ้นแรกนี้ของซูอี้!
หากคิดอยากทำลายเหลียงเหวินอวี่จริง เขาก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทลงแรงมากมายเช่นนี้ และไม่ต้องให้โอกาสอีกฝ่ายอธิบายเลยก็ย่อมได้
มันเป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วนั่นเองว่าแม้เหลียงเหวินอวี่จะมีความคิดเกินรับไหว แต่อีกฝ่ายก็ปฏิบัติต่อฟางโหย่วหรงอย่างจริงใจ ซูอี้จึงเมตตาผู้ใต้บัญชาของเขา
และยังช่วยเขาประหารเหลียงจือเป่ยและเหลียงอวิ๋นหู่เป็นการแก้แค้นแทนอีกด้วย
เหลียงเหวินอวี่กับฟางโหย่วหรงตะลึงค้าง ราวตระหนักได้ว่าซูอี้มิสนใจแล้ว ก่อนจะพากันตื่นเต้นก้มหัวติดพื้นอย่างตื้นตัน
“ลุกขึ้นเร็วเข้า”
ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะหันไปพูดกับฟางหาน “ข้าพาเจ้ามาที่นี่ ก็เพื่อสั่งสอนเจ้าสักหน่อย เพื่อให้เจ้าเข้าใจว่าธรรมชาติมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินคาดเดา ไม่มีผู้ใดในโลกดีอย่างสุดขั้วหรือชั่วอย่างสุดขีด เรื่องนี้อาจเปลี่ยนความคิดของเจ้าได้”
สีหน้าของเด็กหนุ่มดูตกตะลึง ก่อนจะดูเหมือนตระหนักรู้ถึงอะไรบางอย่าง
เสวี่ยหงเฟิงซึ่งมองเรื่องทุกอย่างนี้อยู่อดเบิกตาในความทึ่งมิได้
ปรากฏว่าทุกสิ่งในวันนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของลูกพี่ซูอี้ตั้งแต่แรกแล้ว
และการกระทำของเขาก็แฝงความหมายลึกล้ำ!
แยบยล!
ช่างแยบยลยิ่งนัก!
[1] ปลาหนึ่งตัวเป็นอาหารได้หลากหลาย เป็นสำนวนโดยนัย สื่อความหมายว่าสันดานคนมีหลากหลาย ไม่มีใครดีเสมอไป ชั่วตลอดกาล ทุกสิ่งเป็นไปได้
………………..