บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1597: เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว
ตอนที่ 1597: เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว
วันเดียวกันนั้น ข่าวคราวสิ่งที่เกิดในตระกูลเหลียงก็แพร่ออกไป ก่อเกิดเสียงลือลั่นทั่วนครเซียนธารเมฆา
ขณะเดียวกัน ข่าวก็ยังคงแพร่ต่อสู่โลกภายนอก!
เพราะถึงอย่างไร ตระกูลเหลียงก็เป็นขุมกำลังราชันเทพแห่งหนึ่ง ทว่าทั้งเจ้าตระกูล ผู้อาวุโส รวมถึงเซียนขอบเขตจักรวาลอีกสิบสี่คนต่างตายตกในถิ่นตัวเอง เป็นการยากนักหากจะไม่ดึงความสนใจ
คนทุกผู้ทำนายได้ว่าสังคมผู้ฝึกตนทั่วทวีปกกพิสุทธิ์จะเดือดพล่านด้วยเรื่องนี้เป็นแน่แท้!
และในวันเดียวกัน เรือสมบัติลำหนึ่งก็พาซูอี้ ฟางหาน ฟางโหย่วหรง เหลียงเหวินอวี่และคนอื่น ๆ จากนครเซียนธารเมฆาไป
……
บนเรือสมบัติ
ซูอี้ถือไหสุรายืนอยู่ที่กราบเรือ อาภรณ์โบกไสวตามวายุพัดพา
“ใต้เท้าจอมราชัน อีกไม่ถึงสองวันก็จะไปถึงฝั่งแม่น้ำลั่วแล้วขอรับ”
ข้างกายเขา ชีฝูเฟิงกล่าวอย่างนอบน้อม
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอ และกล่าวว่า “ภายหน้า เรียกข้าว่าคุณชายก็พอ”
“ขอรับ!”
ชีฝูเฟิงรับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม
“ตลอดมา ลำบากเจ้าแล้ว”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ
หกวันก่อน ในคืนที่เขาเพิ่งมาถึงนครเซียนธารเมฆา เขาได้สลักข้อความในม้วนหยกที่โรงเตี๊ยมเพื่อติดต่อกับชีฝูเฟิง
และยามนั้นเองที่เขาสั่งให้ชีฝูเฟิงลอบตรวจสอบเรื่องราวของเหลียงเหวินอวี่ จึงทราบว่าสามปีมานี้เหลียงเหวินอวี่ทำอันใดลงไปบ้าง
ชีฝูเฟิงส่ายหน้ากล่าว “ผู้น้อยไม่ได้ลำบากเลยขอรับ ทว่าในใจกลับรู้สึกผิดเอาการ ข้าทำให้ผู้อาวุโส… เอ่อ คุณชายผิดหวังที่งานมอบหมายล้มเหลว”
“อย่าโทษตนเองเลย เพราะถึงอย่างไรกาลเวลาก็เปลี่ยนผัน ยุคอวสานเซียนอันยาวนานแปรเปลี่ยนแดนเซียนทุกวันนี้จนไม่เหมือนเดิม”
ซูอี้กล่าวอย่างอบอุ่น
เดิมที ชีฝูเฟิงมายังทวีปกกพิสุทธิ์ตามคำสั่งเขาเพื่อตรวจสอบ ‘เรื่องราวความหลัง’ บางอย่าง
ความหลังเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับหวังเย่
เหตุเป็นเพราะทวีปกกพิสุทธิ์นี้คือบ้านเกิด และยังเป็นรากฐานสู่อำนาจของหวังเย่ ณ ที่แห่งนี้มีผู้คนและสิ่งของอันเกี่ยวข้องกับหวังเย่อยู่มาก
และสิ่งที่ซูอี้สั่งชีฝูเฟิงไปทำก็เกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้
เช่นไปค้นหาเบาะแสมิตรเก่าผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับหวังเย่เมื่อกาลก่อน หาเบาะแสของ ‘ตำหนักอนันตรัตติกาล’ ที่หวังเย่เคยสร้าง และเพื่อหาว่าแท่นผนึกธรรมซึ่งหวังเย่สร้างไว้ ณ ‘เขาโอฬารยุทธ์’ ยังอยู่หรือไม่…
โชคร้ายที่กาลเวลาแปรเปลี่ยนทุกอย่างสิ้นเค้า แดนเซียนทุกวันนี้ต่างจากเดิมเนิ่นนาน ผู้คนและสิ่งของส่วนใหญ่ก่อนยุคอวสานเซียนล้วนถูกลบหายไปในธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์
แม้ชีฝูเฟิงจะพยายามค้นหาอย่างสุดความสามารถ เบาะแสที่เขาได้มาก็ยังแสนน้อยนิด
ยามนี้ เขารู้เพียงว่า ‘ตำหนักอนันตรัตติกาล’ ที่ฝั่งแม่น้ำลั่วซึ่งเดิมหวังเย่เคยสร้างด้วยตนเองได้หายไปนับแต่ยุคอวสานเซียนแล้ว หลงเหลือเพียงซากโบราณแห่งหนึ่ง
และราวกับจะประชดกัน ทุกวันนี้ซากโบราณแห่งนั้นได้กลายเป็นแหล่งแสวงโอกาสสำหรับตัวตนวิถีเซียนยื้อแย่งกันสำรวจ
ผู้ฝึกตนทั้งหลายในทวีปกกพิสุทธิ์เรียกมันว่า ‘เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว’ และมันคือหนึ่งในหกเขตหวงห้ามอันเลื่องชื่อสูงสุดในทวีปกกพิสุทธิ์ทุกวันนี้!
ขุมกำลังวิถีปีศาจบางแห่งกระทั่งมาตั้งรกรากใกล้ ๆ แม่น้ำลั่วเพื่อตั้งศาลาชมจันทร์ริมน้ำ และยังเป็นการทำเพื่อเข้าสำรวจหาโอกาสใน ‘เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว’ ได้ตลอดทั้งปี
ยามนี้ สถานที่ที่เรือสมบัติของพวกซูอี้กำลังมุ่งหน้าไปนั้นก็คือเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว!
เพราะชีฝูเฟิงพบว่า แม้ตำหนักอนันตรัตติกาลจะล่มสลายไปตั้งแต่ยุคอวสานเซียน มันก็ยังหลงเหลืออนุสรณ์อยู่เป็นจำนวนมากซึ่งกระจัดกระจายทั่วส่วนลึกของ ‘เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว’ และมิได้ถูกขุดค้นพบจนบัดนี้
นอกจากนั้น เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วยังมีความลับเกินหยั่งรู้มากมายซุกซ่อน และยังมีตัวตนลึกลับทรงพลังยิ่งบางอย่าง!
คราวก่อนที่ชีฝูเฟิงไปตรวจสอบเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว เขาถูกตัวตนประหลาดร้ายกาจยิ่งผู้หนึ่งขวางไว้
ตัวตนประหลาดนั้นมีรูปร่างคล้ายวิญญาณ รายล้อมด้วยอัสนิบาต ผลุบโผล่วูบไหวเกินหยั่งคาด ราชันเซียนเช่นชีฝูเฟิงยังแทบสิ้นชีพด้วยมือตัวตนประหลาดนี้
สิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของซูอี้ เขาย่อมอยากเห็นว่าเกิดอันใดขึ้น
นอกจาก ‘เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว’ ชีฝูเฟิงยังพบว่าเขาโอฬารยุทธ์ซึ่งเดิมถูกมองเป็น ‘ศาลสวรรค์น้อย’ จากทั่วแดนเซียนได้หายไปในยุคอวสานเซียน
มันเคยเป็นสถานฝึกฝนเมื่อกาลก่อนของหวังเย่ บรรพตเซียนอันดับหนึ่งแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ และทั่วทั้งแดนเซียน นอกจากนี้มันยังเป็นหนึ่งใน ‘ห้าบรรพตเหนือหล้า’ อีกด้วย
ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง มันถูกถือเป็นสุดยอดแห่งห้าบรรพตเหนือหล้า!
กาลก่อน หวังเย่เคยสร้างแท่นผนึกธรรมไว้เหนือเขาโอฬารยุทธ์ และตลอดกาลนานมา ไม่ว่าศาลเซียนรวมศูนย์จะแต่งตั้งจอมราชันคนใหม่ขึ้นยามใด เขาก็จะมายังยอดเขาโอฬารยุทธ์เพื่อให้หวังเย่ ‘สถาปนา’ ด้วยตนเอง
แล้วคนผู้นั้นจึงถืออำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์ได้โดยชอบธรรม!
เหมือนเช่น ‘จอมราชันหนานเสวียน’ บรรพชนของปราชญ์หงอวิ๋น ยามได้รับแต่งตั้งเป็นจอมราชันโดยศาลเซียนรวมศูนย์ เขาก็เคยเข้าพิธีแต่งตั้ง ณ เขาโอฬารยุทธ์เช่นกัน
กล่าวโดยสรุปคือ เขาโอฬารยุทธ์ซึ่งเป็นบรรพตสูงสุดแห่งห้าบรรพตเหนือหล้าในแดนเซียนนั้นเรียกได้เต็มปากว่าเป็น ‘แดนศักดิ์สิทธิ์’ ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง!
เปรียบดั่ง ‘ศาลสวรรค์น้อย’!
ทั้งหมดนี้ย่อมไม่อาจแยกออกจากหวังเย่ได้
แต่จากวาจาของชีฝูเฟิง เขาโอฬารยุทธ์นั้นหายไปในยุคอวสานเซียน กระทั่งร่องรอยใด ๆ ยังไม่หลงเหลือ!
ตลอดกาลผ่านมา มิอาจทราบได้ว่ามีขุมกำลังยักษ์ใหญ่ไปตรวจสอบมากเพียงไร แต่ท้ายที่สุดก็มิอาจค้นพบเบาะแส
นี่ยังกลายเป็น ‘ปริศนาอันมิอาจแก้’ ที่ทุกผู้ในแดนเซียนต่างรู้ทุกวันนี้
เหตุนี้ก็ดึงความสนใจของซูอี้เช่นกัน
เพราะเขาโอฬารยุทธ์มิได้ถูกทำลาย แต่หายไปจากโลกหล้าเสียดื้อ ๆ ผิดปกติมากอย่างถึงที่สุด!
เดิมที เมื่อซูอี้มายังทวีปกกพิสุทธิ์ เขาก็ตั้งใจไปยังยอดเขาโอฬารยุทธ์เพื่อหาว่ายังมีสิ่งของดั้งเดิมหลงเหลือในแดนฝึกฝนแห่งอดีตชาตินี้หรือไม่
เพราะในความทรงจำของเขา หวังเย่มีดาบแฝดคู่หนึ่งอันสะท้านสะเทือนสวรรค์เมื่อกาลก่อน
เล่มหนึ่งนามว่า ‘สุดเหินห่าง’
เล่มหนึ่งนามว่า ‘โพ้นทะเล’
ทิศทางแห่งดาบ กว้างไกลสุดเหินห่าง ไร้อริทั่วด้าวแดน
บรรพตสูงโพ้นทะเลไร้จำกัด เกินสิ่งใดหยุดยั้ง!
ไม่ว่าจะสุดเหินห่างเพียงไร ก็ไร้สิ่งใดมิอาจเอื้อมถึง
บรรพตสูงโพ้นทะเล มิอาจหยั่งยอดเกินพินิจฝั่ง
ดังคำกล่าวว่า ‘ผืนสมุทรใช้นภาเป็นฟากฝั่ง ข้าคือยอดแห่งบรรพตจรดฟ้า’
นี่คือที่มาแห่งนาม ‘ดาบสุดเหินห่าง’ และ ‘ดาบโพ้นทะเล’
ในศึกอนันตรัตติกาล หวังเย่ใช้ดาบโพ้นทะเลต่อสู้กับศัตรูร้ายไร้เทียมทานสามสิบสามคน และท้ายที่สุด ดาบเล่มนี้ก็เสียหายหนักและถูกทิ้งไว้ในสนามรบ
ส่วนดาบสุดเหินห่างนั้นถูกหวังเย่ทิ้งไว้ที่ ‘เขาโอฬารยุทธ์’ เพื่อพิทักษ์ข้างแท่นผนึกธรรม และไร้ผู้ใดใช้ดาบนี้ได้นอกจากเขา
ทว่าช่างโชคร้าย หลังได้รู้ว่าเขาโอฬารยุทธ์หายไปจากโลกหล้า ซูอี้หรือจะไม่รู้ว่าดาบสุดห่างเหินก็อันตรธานไปกับมันด้วย?
ชีฝูเฟิงกล่าวเสียงเบา “คุณชาย ในความเห็นผู้น้อย แม้กาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานและแดนเซียนแตกต่างจากเดิม แต่ขอเพียงท่านออกโองการ ผู้ติดตามรับใช้ท่านในกาลก่อนไม่ว่าจะกระจัดกระจายอยู่หนใดทั่วหล้า พวกเขาจะเป็นฝ่ายมาพบท่านแน่ขอรับ!”
กล่าวจบ เขาก็รำพึง “ข้อเสียเดียวคือหากตัวตนของคุณชายถูกเปิดเผย มันก็จะดึงความสนใจและความมุ่งร้ายจากเหล่าศัตรูร้ายเมื่อกาลก่อน ประสบหายนะไม่รู้จบเช่นกัน”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “เรื่องนี้หาเร่งร้อนไม่ ค่อย ๆ วางแผนในภายหน้าก็ได้”
ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเขา มันยังห่างไกลเกินกว่าจะเข้าสู่ศึกตัดสิน
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็กล่าวว่า “ต่อจากนี้ ข้ามีสองเรื่องให้เจ้าจัดการ”
“ขอคุณชายบัญชามาได้เลยขอรับ”
ชีฝูเฟิงกล่าวอย่างนอบน้อม
“เรื่องแรก ไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนมา มุ่งเป้าที่ด่านสวรรค์ชั้นหกและเจ็ดเป็นพิเศษ”
ซูอี้กล่าวแล้วเล่าเรื่องการสังหารยอดฝีมือจากเผ่ามารไร้ลักษณ์ ‘ลี่เฟิงหาน’ ณ งานชุมนุมเซียนทะเลสาบแว่นฟ้า ทำให้หัวใจของชีฝูเฟิงครั่นคร้าม
เผ่ามารไร้ลักษณ์นั้นคือหนึ่งในเก้าเผ่ามารในหมู่มารนอกแดน ยอดฝีมือจากเผ่านี้เป็นมือสังหารโดยกำเนิด แปรลักษณ์เปลี่ยนพลังได้ตามใจ อันตรายอย่างยิ่ง
ยามนี้ ยอดฝีมือจากเผ่ามารที่ว่าข้ามแนวป้องกันเก้าด่านสวรรค์แทรกซึมสู่แดนเซียน ทำให้ชีฝูเฟิงเองก็ตระหนักแล้วว่าปัญหานี้ร้ายแรง
“ยามทำเช่นนี้ เจ้าต้องระวังให้หนัก หากพบสิ่งใด ติดต่อข้าโดยเร็วที่สุด อย่าลงมือบุ่มบ่าม”
ซูอี้ออกคำสั่ง
ชีฝูเฟิงพยักหน้า
ซูอี้กล่าว “เรื่องที่สอง สืบเหตุการณ์ล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นต่อ ไม่ว่าอย่างไร ความแค้นนี้ต้องชำระด้วยเลือด!”
ก่อนหน้านี้ เขาก็เคยคุยกับฟางโหย่วหรงถึงประเด็นดังกล่าว ทว่าน่าเสียดายที่สิบปีก่อนยามเผ่าภูตปี้อั้นล่มสลาย ฟางโหย่วหรงนั้นยังเด็กนัก มิอาจทราบว่าผู้ใดคือคนร้ายทำลายเผ่าภูตปี้อั้น
“ขอรับ!”
ชีฝูเฟิงรับปากอีกหน
ซูอี้นำม้วนหยกออกมาส่งให้ชีฝูเฟิงสามชิ้น “ม้วนหยกชิ้นแรก หอเทพอัศจรรย์ให้มา เจ้าใช้มันติดต่อคนของหอเทพอัศจรรย์เพื่อถามไถ่ข่าวสารได้”
“ม้วนหยกชิ้นที่สองบันทึกลักษณะนิสัย มรดกวิชา จุดอ่อนและข้อมูลอื่น ๆ ของเก้าเผ่ามารนอกแดน ข้าทิ้งวิถีรับมือพวกมันไว้ในนั้นแล้ว”
“ส่วนม้วนหยกชิ้นที่สามนี้เป็นปราณดาบ อย่าใช้มันง่าย ๆ เว้นแต่ชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น”
ชีฝูเฟิงเก็บม้วนหยกทั้งสามและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้น้อยจะทุ่มสุดฝีมือขอรับ!”
วันเดียวกันนั้น ชีฝูเฟิงเคลื่อนเรือสมบัติเริ่มลงมือลำพัง
ซูอี้ไปหาคู่พี่น้อง ฟางโหย่วหรงและฟางหาน กล่าวกับพวกเขาว่า “พรุ่งนี้เราจะไปถึงนครเซียนเพลิงนภา ถึงยามนั้น ข้าจะให้พวกเจ้าอยู่ในหอน้อยสมปรารถนา”
เขาไถ่ถามจากเสวี่ยหงเฟิงและรู้มาว่าในนครเซียนเพลิงนภามีฐานที่มั่นของหอน้อยสมปรารถนาอยู่
เขาจะส่งสองพี่น้องไปอยู่ในหอน้อยสมปรารถนาและส่งข้อความหาชิงเวย เพียงพอให้ทั้งสองอยู่อย่างสงบสุขไร้กังวลได้
ซูอี้กล่าวว่า “เมื่อข้าพบคนร้ายที่ทำลายเผ่าภูตปี้อั้นของพวกเจ้าในภายหน้า ข้าจะช่วยพวกเจ้าล้างแค้น”
ฟางโหย่วหรงอดถามมิได้ “ผู้อาวุโส ไฉน… ท่านจึงช่วยเราเจ้าคะ?”
ซูอี้ว่า “ข้าบอกเจ้ายามนี้ยังมิได้ ภายหน้าพวกเจ้าจะเข้าใจเอง”
ฟางโหย่วหรงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น… ให้พี่ใหญ่เหลียงไปกับเราด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูอี้พยักหน้า
เขาไม่ได้มีอคติกับเหลียงเหวินอวี่มากนัก
ฟางโหย่วหรงพลันโล่งใจ กล่าวอย่างตื้นตัน “ขอบคุณผู้อาวุโส”
คืนนั้น ยามเรือสมบัติเคลื่อนสู่นครเซียนเพลิงนภาผ่านป่าเขาแห่งหนึ่ง พวกซูอี้พลันประสบเข้ากับศึกใหญ่ที่บังเกิดขึ้น ณ เบื้องหน้า!
สองฝ่ายที่กำลังประชันกันนั้น ฝ่ายหนึ่งเป็นเซียนดาบสตรีผู้สวมอาภรณ์ขาวดุจแสงจันทร์ กิริยาโดดเด่นเรืองราศี จิตฆ่าฟันสะท้านสะเทือน ทั่วร่างเปี่ยมด้วยปราณเซียนแท้ขอบเขตสุญตา
และคู่ต่อสู้ของนางเป็นราชันเซียนฝ่ายอธรรมผู้หนึ่ง!
ทั้งสองต่อสู้กันในป่าเขา เป็นศึกอันดุเดือด
ราชันเซียนฝ่ายอธรรมผู้นั้นเป็นชายในอาภรณ์สีเลือด ปราณอธรรมเนืองแน่น ถือธงกระดูกขาวในมือ และด้วยผืนธงโบกไสว วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นแน่นฟ้าท่วมแดน
ทั่วฟ้าดินถิ่นนั้นดูจะแปรเปลี่ยนเป็นพงไพรเมืองผี!
เรื่องน่าประหลาดใจคือชายในอาภรณ์สีเลือดผู้มีการฝึกฝนระดับราชันเซียนเป็นฝ่ายเสียเปรียบยามเผชิญหน้าเซียนดาบสตรีผู้มีการฝึกฝนในขอบเขตสุญตา!
เมื่อเห็นเหตุนี้จากไกล ๆ เสวี่ยหงเฟิง ฟางโหย่วหรง และคนอื่น ๆ ล้วนตกตะลึง
และเมื่อเห็นวิชาดาบที่เซียนดาบสตรีผู้นั้นใช้ ซูอี้ก็เหมือนจะเข้าใจบางอย่างและเผยความประหลาดใจออกมา