บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1598: กระดิ่งรู้แจ้ง
ตอนที่ 1598: กระดิ่งรู้แจ้ง
ประกายดาบทะยานพลิ้ว สร้างรัศมีเจิดจรัสสาดส่องสว่างไสวทั่วนภายามราตรี
เซียนดาบสตรีนั้นมีรูปลักษณ์งดงาม ถือดาบลายสนอันสว่างไสวเยี่ยงอรุณรุ่ง ทุกคราที่ตวัดดาบฟาดฟันล้วนทิ้งรัศมีแสงดาบพรั่งพรูเยี่ยงน้ำตก
นางเกิดมางดงามยิ่งนัก สะอาดบริสุทธิ์เยี่ยงหยกน้ำแข็ง กิริยาสูงส่งเลิศล้ำ
ยามลงมือ กล่าวได้ว่าเฉียบคมทรงพลัง โจมตีหนักหน่วงเสียจนราชันเซียนฝ่ายอธรรมผู้นั้นจนมุม บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
“เซียนดาบสตรีผู้นั้นทรงพลังนัก!”
ฟางหานอุทาน
ฟางโหย่วหรงและเหลียงเหวินอวี่เองก็ตกตะลึง
มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตสุญตา ทว่ากลับโจมตีราชันเซียนจนแทบไร้ทางสู้ ตัวตนเช่นนี้ที่มาต้องไม่ธรรมดาแน่!
“ข้ารู้แล้ว นางคือเซียนแท้อันดับหนึ่ง อิ้งซิ่วแห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว เซียนไร้เทียมทานซึ่งติดลำดับแรกในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตา!”
เสวี่ยหงเฟิงร้องอย่างตื่นเต้น
อิ้งซิ่ว!
เซียนไร้เทียมทานผู้ลือนามทั่วสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียน ฝีมือของนางล้ำเลิศสะท้านทั่วทุกยุคสมัย เป็น ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ ผู้ลือนามแห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว!
“ที่แท้ก็เป็นนาง”
เหลียงเหวินอวี่ตระหนักรู้ฉับพลัน
มิต้องสงสัยเลยว่าเขาเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเซียนไร้เทียมทานผู้นี้
ซูอี้นำไหสุราออกมายกจิบ ดวงตาดูตะลึงเล็กน้อย
อิ้งซิ่วผู้ซึ่งใช้หนึ่งดาบสังหารศัตรูท่ามกลางนภายามราตรีนี้ย้ำเตือนเขาถึงสหายผู้หนึ่ง
อิ้งซานเสวี่ย!
‘เคล็ดแสงไหวสะท้อนนภา ร่างศึกเก้ากระจ่าง ดาบโบราณสนเมฆา… กะแล้วเชียว อิ้งซิ่วผู้นี้คือทายาทร่วมตระกูลของอิ้งซานเสวี่ยจริง ๆ ด้วย’
ซูอี้กล่าวในใจ
คราก่อน ยามเขากำลังอ่านรายนามยอดฝีมือร้อยอันดับแรกในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตา เขาก็อนุมานจากชื่อไว้แล้วว่าที่มาของอิ้งซิ่ว สตรีผู้นี้ต้องมาจากตระกูลเดียวกับอิ้งซานเสวี่ยแน่ ๆ
และยามนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริง
ทว่าซูอี้รู้ดีมากว่า การที่เขามาพบอิ้งซิ่วกับราชันเซียนฝ่ายอธรรมในคืนนี้หาใช่เรื่องบังเอิญไม่
วูบ!
ทันใดนั้น ชายในอาภรณ์สีเลือดซึ่งถูกอิ้งซิ่วโจมตีอยู่ก็ถอยพุ่งมาทางพวกซูอี้
“หากเจ้ากล้าตามมา ข้าจะฆ่าคนเหล่านั้นเสีย!”
ชายในอาภรณ์สีเลือดตวาดลั่น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายสิ้นไร้หนทางตอบโต้ เมื่อสัมผัสได้ว่าพวกซูอี้กำลังมองมาจากไกล ๆ เขาก็คิดใช้พวกซูอี้เป็นตัวประกันข่มขู่อิ้งซิ่ว
อิ้งซิ่วไล่ตามเขามาทันที และขณะเดียวกันก็กล่าวเตือน “รีบหลบไปเร็วเข้า!”
ซูอี้หาหลบเลี่ยงไม่
เสวี่ยหงเฟิง ฟางหานและคนอื่น ๆ เองก็แสนสุขุมเยือกเย็น
สายตาที่พวกเขามองมายังชายในชุดสีเลือดเผยเค้าความเวทนา
วูบ!
ชายในอาภรณ์สีเลือดทะยานเวหา พุ่งเข้าใส่ซูอี้ซึ่งยืนอยู่ท้ายเรือทันควัน
“ระวัง!”
ในที่สุด อิ้งซิ่วก็หน้าเปลี่ยนสี
ทว่ายามนี้เอง นางก็ต้องตะลึงจังงัง
“นี่…”
ดวงตาของอิ้งซิ่วเบิกกว้าง
ส่วนชายในอาภรณ์สีเลือดนั้นขวัญหนีดีฝ่อไปเรียบร้อย คิดให้หัวแตกก็ไม่อาจคาดว่าชายหนุ่มผู้ดูอายุเพียงยี่สิบเศษนี้ แท้จริงจะเป็นยอดฝีมือเร้นกาย!
กร๊อบ!
อึดใจต่อมา ศีรษะของชายชุดสีเลือดก็ถูกบิดออก ร่างของเขาแหลกสลายเป็นธุลีล่องลอย
จากนั้น ซูอี้ก็เบนสายตามากล่าวกับอิ้งซิ่ว “ยามต่อสู้เข่นฆ่า เจ้าควรทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อหมายชีวิตศัตรู ทว่าเจ้ากลับเน้นไปทางตั้งรับมากกว่า การโจมตียังดุดันมิเพียงพอ แม้จะปัดป้องจนคนผู้นี้ใกล้ตายได้ แต่เจ้าก็ยังให้โอกาสเขาหลบหนีโดยสิ้นหวังได้ ซึ่งมิควรอย่างจริงแท้”
อิ้งซิ่วผงะไป แล้วจึงตระหนักว่าชายหนุ่มชุดเขียวกำลังสอนนางอยู่ ใบหน้างดงามไร้มลทินจึงอดรู้สึกอึดอัดน้อย ๆ มิได้
นางสงบใจเก็บดาบวิถีในมือ กุมกำปั้นคำนับ “ไม่ว่าอย่างไร ก็ขอบคุณสหายเต๋าที่ลงมือสังหารคนชั่วผู้นี้”
น้ำเสียงของนางกระจ่างรื่นหูเยี่ยงธารใสไหลริน งดงามจับใจ
อิ้งซิ่วนั้นเป็นหญิงงามผู้ตรึงตาโดยแท้จริง คิ้วงามได้รูป ให้ความรู้สึกสูงส่ง แม้อาภรณ์ที่สวมจะเป็นอาภรณ์ง่าย ๆ สีแสงจันทร์ ทว่าด้วยรูปลักษณ์งามสง่า กิริยาเลิศล้ำ เพียงยืนเฉย ๆ ก็งดงามสะท้านจิต!
เสวี่ยหงเฟิงกล่าวโดยมิอาจเก็บงำความตื่นเต้นในใจ “เซียนอิ้งซิ่ว ข้าเป็นผู้ติดตามตัวยงของท่าน! นับถือมาเนิ่นนานทว่าเจ็บใจที่ไม่อาจพานพบตลอดมา ยามนี้ข้าแสนยินดีนักที่ได้อภิสิทธิ์พบพานท่านเซียนที่นี่”
คนทุกผู้ “…”
อิ้งซิ่วผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับเสวี่ยหงเฟิงว่า “เป็นเพียงชื่อเสียงเล็กน้อย อย่ายกยอกันนักเลย”
เสวี่ยหงเฟิงส่ายหัวกล่าว “ท่านเซียนช่างถ่อมตัว ใครเล่าในแดนเซียนจะไม่รู้ว่าท่านเซียนคือบุคคลอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตา? ใครเล่าจะไม่ทราบว่าท่านเซียนเลิศล้ำสูงส่ง เป็นผู้สำเร็จวิถีดาบอันเป็นที่ยอมรับทั่วหล้า?”
สีหน้าของเขาเปี่ยมความชื่นชมคลั่งไคล้ ชื่นชมอิ้งซิ่วโดยไร้ลังเล
อิ้งซิ่วทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย คนผู้นี้เป็นใครกัน เพิ่งพบพานแท้ ๆ แต่กลับดูระริกระรี้เกินไปหน่อยหรือไม่?
ทันใดนั้น นางก็อึ้งไป
เพราะเกิดเสียงกระดิ่งดังมาจากข้อมือของนาง
มันเป็นเสียงจากกระดิ่งโดยแท้ พื้นผิวเป็นสีดำ ขนาดเท่าเมล็ดท้อ ร้อยเชือกแดงผูกไว้บนข้อมือขาวกระจ่างเยี่ยงหิมะของอิ้งซิ่ว
ยามนี้กระดิ่งดำลูกนั้นกำลังสั่นสะท้าน ส่งคลื่นกระเพื่อมเป็นวง
ทันใดนั้น อิ้งซิ่วก็เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองคนทุกผู้ จนกระทั่งมาหยุดลงที่ซูอี้ แล้วใบหน้าน้อยขาวกระจ่างงดงามดุจภาพวาดของนางก็เปี่ยมความตะลึงอึ้ง
“เจ้า…”
ขณะที่นางกำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
ซูอี้ก็ปริปากสั่งให้เสวี่ยหงเฟิงและคนอื่น ๆ หลบไปก่อน
ผู้คนแยกย้ายกันไป
“ขึ้นเรือมาคุยกันเถอะ”
ซูอี้นำเก้าอี้หวายออกมาวางแล้วทอดกายลงไป
ใบหน้าหยกงามของอิ้งซิ่วแปรเปลี่ยนชั่วขณะ ดูตะลึงตกใจและมิอาจเชื่อลง อารมณ์ความรู้สึกปั่นป่วนเกินปกติ
ครู่ต่อมา นางก็สูดหายใจลึก ๆ ทิ้งความคิดกวนใจแล้วเดินเข้ามาสู่เรือสมบัติ
ต้องกล่าวว่าอิ้งซิ่วนั้นรูปงาม
ผิวกายนุ่มนวลเนียนละเอียด ใบหน้างดงามเยี่ยงภาพวาด ผมดำขลับรวบมวยหลวม ๆ ทำให้ใบหน้าน้อยของนางยิ่งทวีความงามสะกดใจ
สิ่งที่หาได้ยากคือ นางสูงส่งสง่างาม ร่างเพรียวสูงโปร่ง ทุกการกระทำดูราวกับออกมาจากภาพวาด
ทว่าเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันไร้ผู้เทียบนี้ ซูอี้ก็อดนึกถึงคนอีกผู้ซึ่งงดงามไร้ผู้เทียบ ดุจนางหงส์เหนือวิถึเซียนขึ้นมามิได้…
อิ้งซานเสวี่ย!
ใบหน้าของอิ้วซิ่วนั้นคล้ายคลึงกับอิ้งซานเสวี่ย ทว่าก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง
อิ้งซานเสวี่ยมีอุปนิสัยเย็นชา เดียวดายเยี่ยงน้ำแข็ง และทรงพลังร้ายกาจเยี่ยงคมดาบในมือ
ส่วนอิ้งซิ่วตรงหน้าเขานั้นสูงส่งสง่างาม เจิดจรัสเยี่ยงจันทราฉายกลางราตรี
“ใครให้เจ้ามาหาข้า?”
ซูอี้ใช้หนึ่งมือเท้าคาง ท่าทีเรื่อยเฉื่อย
“คือ…”
ขณะที่อิ้งซิ่วกำลังจะตอบนั้นเอง นางก็ผงะไปแล้วกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้า… หรือจะใช่เขาจริง ๆ…”
ซูอี้ยิ้มทื่อ ๆ และกล่าวว่า “ทายาทของอิ้งซานเสวี่ย พบข้าแต่ไม่กล้าจำตัวตนได้หรือ?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวเบา ๆ ขณะมองไปยังกระดิ่งสีดำที่ข้อมือของอิ้งซิ่ว “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหลังนางบรรลุขอบเขตมหาศาล นางก็ใช้ ‘กระดิ่งรู้แจ้ง’ ซึ่งสร้างจากเมล็ดต้นโพธิ์สัมผัสปราณของข้าแล้ว”
กระดิ่งรู้แจ้ง
หนึ่งในสมบัติประหลาดที่อิ้งซานเสวี่ยสร้างขึ้น มันสามารถตรวจสอบการกระจายของจิตวิญญาณ ขัดเกลาความฟุ้งซ่านของจิตใจ และยังใช้สงบและสังหารมารผจญใจ ความชั่วร้ายใด ๆ ได้
เมื่อใช้กระดิ่งรู้แจ้งฝึกฝน มันจะสามารถทำให้ผู้ฝึกตนบรรลุฌานกระจ่างแจ้งได้โดยง่าย ช่างอัศจรรย์ยิ่ง
และเมล็ดต้นโพธิ์ที่อิ้งซานเสวี่ยนำไปทำกระดิ่งรู้แจ้ง หวังเย่ก็เป็นผู้ให้นาง!
อิ้งซิ่วประหลาดใจ “ท่านคือใต้เท้าจอมราชันอนันตรัตติกาลจริง ๆ หรือ!?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เจ้าสวมกระดิ่งรู้แจ้งมาปรากฏในทวีปกกพิสุทธิ์ มิใช่เพื่อมาหาข้าหรือ? ไฉนพอเจอแล้วโวยวายใหญ่โตเช่นนี้เล่า?”
อิ้งซิ่วก้มหัวลงกล่าว “ผู้อาวุโสโปรดอย่าถือสา ผู้น้อยกล้าประกันว่าหากเป็นผู้อื่นในโลกหล้ามารู้ตัวตนของผู้อาวุโสเช่นนี้ พวกเขาจะต้องเสียอาการมิต่างจากผู้น้อยเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ”
จอมราชันอนันตรัตติกาล!
นั่นคือบุคคลอันดับหนึ่งผู้ครองทั่วสวรรค์แดนเซียนเหนือวิถีดาบ! หนึ่งในยักษ์ใหญ่ค้ำฟ้า แข็งแกร่งสูงสุดเหนือวิถีเซียน!
ตำนานเกี่ยวกับเขามีมากมายมหาศาล
แม้ยุคอวสานเซียนอันยาวนานจะแปรเปลี่ยนแดนเซียนสิ้นเค้า ทุกวันนี้ก็ยังหลงเหลือตำนานของจอมราชันอนันตรัตติกาลแพร่กระจายอยู่!
เมื่อมาเผชิญตัวตนในตำนานเช่นนี้ ใครเล่าจะสงบเสงี่ยมสำรวมได้อย่างแท้จริง?
ครู่ต่อมา อิ้งซิ่วก็สงบอารมณ์จากความตะลึงอึ้งได้
ทว่า ยามหันมองซูอี้อีกครั้ง ใบหน้างดงามของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตาก็มิอาจสะกดความสำรวมและครั่นคร้ามไว้ได้
“ผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ผู้น้อยได้รับคำสั่งให้มาตามหาร่องรอยของผู้อาวุโสจริง ๆ เจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของอิ้งซิ่วเสนาะโสตฟังชัด
ไม่นานนัก ซูอี้ก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ยามเขาอยู่ในแดนบรรลุสรวงเมื่อกาลก่อน ซูอี้กล่าวกับชีฝูเฟิงว่าแม้จะฆ่ายอดฝีมือรับใช้ลัทธิไร้มลทินเหล่านั้นไป อีกฝ่ายก็ไม่อาจปิดข่าวได้อยู่ดี
เหตุผลนั้นง่ายมาก แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วแห่งเขาปู้โจวมีเคล็ดวิชานาม ‘ขานวิญญาณ’ อยู่ ซึ่งสามารถฟื้นคืนเหตุศึกจากร่องรอยการต่อสู้ ณ แดนบรรลุสรวงเขากวางขาวได้
และเรื่องเช่นนี้ก็เกิดขึ้นจริง ๆ
หลังข่าว ณ แดนบรรลุสรวงเขากวางขาวแพร่ออกไป แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็ส่งอิ้งซิ่วมาตรวจสอบ ใช้เคล็ดวิชาขานวิญญาณหยั่งเหตุอันเกิดในขณะนั้น
ทว่าภาพที่เห็นช่างแสนเลือนราง
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังทำให้ ‘มหาเซียนข่งเย่’ อาจารย์ของอิ้งซิ่วอนุมานได้อยู่ดีว่า ‘ผู้จุติสรวง’ ที่ลัทธิไร้มลทินตามหาอยู่เมื่อกาลก่อนน่าจะเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่!
มหาเซียนข่งเย่ไม่ได้แพร่งพรายเรื่องราว เหตุนั้นเป็นเพราะนี่เป็นเพียงการอนุมานของเขา และยังมิเป็นที่แน่ใจ
นอกจากนั้น เรื่องราวอันเกี่ยวพันกับ ‘จอมราชันอนันตรัตติกาล’ นั้นร้ายแรงเกินไป มหาเซียนข่งเย่จึงมิกล้าเผยความลับเช่นนี้ออกมาง่าย ๆ
ดังนั้น มหาเซียนข่งเย่จึงส่งอิ้งซิ่วผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิดให้สวม ‘กระดิ่งรู้แจ้ง’ อันตกทอดในตระกูลแล้วเริ่มตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง
ก่อนหน้านี้ อิ้งซิ่วเคยไปยังนครเซียนเทียนติ่งในแคว้นจิ่ง และได้รู้เรื่องราวของ ‘ชุมนุมเซียนเจ็ดดารา’ รวมถึงเคยไปทะเลสาบแว่นฟ้าและทราบว่าซูอี้เคยสังหารยอดฝีมือเผ่ามารไร้ลักษณ์ลงที่นี่
นางสืบเบาะแสทั้งหมดจนทะลุปรุโปร่งแล้วไล่ตามมาด้วยประการฉะนี้
ก่อนที่จะเกิดเหตุให้พานพบซูอี้ในปัจจุบัน
และเหตุที่อิ้งซิ่วหาที่นี่พบก็เป็นเพราะ ‘กระดิ่งรู้แจ้ง’ ของนางสัมผัสเค้าลางกลิ่นอายของเขาได้และนำทางนางมา!
เรื่องนี้ ซูอี้หาประหลาดใจไม่
‘เมล็ดต้นโพธิ์’ ที่ใช้ทำกระดิ่งรู้แจ้งนี้ เดิมทีเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์อันก่อเกิดจากฮุ่นตุ้น บรรจุอำนาจผลกรรมและโชคลางลึกลับ
และหลังหวังเย่ได้รับวัตถุนี้มาในกาลก่อน เขาก็แปดเปื้อนด้วยปราณผลกรรมและโชคลางของสิ่งนี้ แม้ท้ายที่สุดมันจะถูกอิ้งซานเสวี่ยนำไปทำ ‘กระดิ่งรู้แจ้ง’ แต่เมื่อมีมันอยู่ ผู้ถือครองก็จะสามารถสัมผัสปราณของหวังเย่ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกหล้า!