บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1599: ลูกนอกคอกอีกคนแล้ว
ตอนที่ 1599: ลูกนอกคอกอีกคนแล้ว
ซูอี้งุนงง “แล้วผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมที่ประมือกับเจ้าก่อนหน้านี้เล่า เป็นมาเช่นไร?”
นัยน์ตาพร่างพราวของอิ้งซิ่วเย็นเยียบ “ไอ้แก่นั่นมีนามว่า ‘ราชันเซียนจื่อเหอ’ เป็นผู้อาวุโสจาก ‘ลัทธิหมื่นวิญญาณ’ แห่งเขาปู้โจวเจ้าค่ะ”
“หลังข้าเข้ามาในทวีปกกพิสุทธิ์ได้ไม่นาน ข้าก็สังเกตว่าเขาแอบสะกดรอยข้ามาตลอด จนคืนนี้ ข้าจึงตั้งใจล่อเขาเข้ามาในป่าเขานี้เพื่อกำจัดให้สิ้นซาก มิให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหน้าเจ้าค่ะ”
“ที่แท้ก็เป็นคนจากลัทธิหมื่นวิญญาณ”
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
กาลก่อน เขาได้สังหารบุตรสวรรค์ฉงฉีของลัทธิหมื่นวิญญาณในโถงหลักเมฆมงคล ณ ตลาดมังกรดำ ส่วนตัวตนอื่น ๆ ในลัทธิหมื่นวิญญาณขณะนั้นต่างก็ตายตกด้วยมือราชันวิถีมังกรแดง
ซูอี้ยังจำได้ว่าขณะนั้น หัวหน้านักบวช ‘อวิ๋นเฉียง’ แห่งลัทธิหมื่นวิญญาณได้ใช้โองการเทพแผลงอำนาจร้ายกาจเกินหยุดยั้ง
และยามนั้นเองที่ซูอี้ได้รู้ว่าเบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ มีเทพผู้หนึ่งนาม ‘องค์เทพเทียนอู้’ หนุนหลัง
“ลัทธิหมื่นวิญญาณมีความแค้นกับแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเจ้าอยู่หรือ?”
ซูอี้อดถามมิได้
เท่าที่รู้ ลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นขุมกำลังวิถีปีศาจซึ่งเรืองอำนาจหลังยุคอวสานเซียน และยามนี้ ลัทธิดังกล่าวก็เรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสูงสุดแห่งหนึ่งในโลกเซียน
อิ้งซิ่วพยักหน้ากล่าว “ก่อนหน้านี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณทะเยอทะยาน แพร่ขยายอาณาเขตตนอย่างต่อเนื่อง ยามนี้มันปกคลุมพื้นที่ในเขาปู้โจวไปหนึ่งในสาม อ้างว่ามีเซียนปีศาจใต้อาณัติแปดหมื่นคน!”
“และผู้อาวุโสก็ทราบว่าแดนบรรพชนแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าก็อยู่ในเขาปู้โจวเช่นกัน และตลอดมาลัทธิหมื่นวิญญาณก็ไม่กล้ายุ่มย่ามกับเรา”
“ทว่าช่วงไม่นานนี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นยั่วยุรุกล้ำแดนดินอันอยู่ในควบคุมของฝ่ายเราครั้งแล้วครั้งเล่า ผลคือสองขุมกำลังใหญ่กระทบกระทั่งกัน”
“ทว่ามันก็ไม่ใช่การทะเลาะกันใหญ่โตดุเดือดใด ๆ และไร้สงครามเต็มรูปแบบเจ้าค่ะ”
“ไม่นานมานี้ ผู้นำลัทธิหมื่นวิญญาณแถลงว่าเขาจะจัด ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด ปีหน้า!”
“ยามนั้น เขาจะเชิญสามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจวและตัวตนระดับมหาเซียนบางผู้ทั่วโลกหล้าเข้าร่วมเจ้าค่ะ”
“แม้ว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะไม่เคยเผยจุดประสงค์การจัด ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ขึ้น แต่คนทุกผู้ก็ล้วนเดาได้ว่านี่คือการสับเปลี่ยนแบ่งถิ่นฐานขุมกำลังหลักทั้งหมดทั่วเขาปู้โจวใหม่!”
“กระทั่ง… ไม่อาจปิดความเป็นไปได้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณตั้งใจใช้ชื่อ ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ มาบังหน้าเพื่อปราบขุมกำลังหลักทั่วเขาปู้โจวให้ยอมสยบด้วยเจ้าค่ะ!”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของอิ้งซิ่วก็เผยความหม่นหมอง ถอนใจรำพึง “กาลก่อน แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าย่อมมิกลัวคำขู่เช่นนี้ ทว่าสำนักเราเสียหายหนักหน่วงในหายนะยุคอวสานเซียน อ่อนกำลังโรยแรงอย่างมาก”
“สำนักของข้าทุกวันนี้มีเพียงมหาเซียนสามท่านเท่านั้น”
“มหาเซียนท่านหนึ่งออกจากสำนักไปท่องหล้าช้านาน จนบัดนี้ก็ยังมิหวนคืนไร้ข่าวคราว”
“ท่านอาจารย์ของข้า มหาเซียนข่งเย่กับผู้อาวุโสมหาเซียนอีกท่านล้วนประสบหายนะเทพประหลาดเมื่อเนิ่นนานมา ที่มาชีวิตของพวกท่านถูกกัดกินด้วยอำนาจหายนะ สถานการณ์แย่ลงทุกวันคืน จึงต้องเลือกเก็บตัวเพื่อเอาตัวรอด”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็อดนึกถึง ‘มหาเซียนหลิวอวิ๋น’ ผู้เป็นอาจารย์ของชิงเวยซึ่งก็ประสบหายนะเทพประหลาดนี้อยู่จนต้องเลือกเก็บตัวสลายหายนะในร่างขึ้นมิได้
และในโถงหลักเมฆมงคลแห่งตลาดมังกรดำ บุตรสวรรค์ฉงฉีจากลัทธิหมื่นวิญญาณเคยนำเรื่องนี้ขึ้นขู่ อ้างว่าขอเพียงราชันเซียนชิงเวยและฉงฉีแต่งงานเป็นคู่วิถี พวกเขาจะช่วยสลายหายนะบนร่างมหาเซียนหลิวอวิ๋นให้!
‘หรือเรื่องทั้งหมดนี้จะเกี่ยวข้องกับลัทธิหมื่นวิญญาณ? เพราะถึงอย่างไรก็มีเทพอยู่เบื้องหลังกลุ่มเต๋านี้จริง ๆ’
ซูอี้ครุ่นคิด
เขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ไม่ว่าจะเป็นมหาเซียนหลิวอวิ๋นหรือมหาเซียนข่งเย่แห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ดูเหมือน… พวกเขาจะถูกลัทธิหมื่นวิญญาณหมายหัวอยู่เนิ่นนาน!
ซูอี้พลันกล่าวว่า “อาจารย์เจ้าส่งเจ้ามาหาข้า หรือเพราะอยากให้ข้าช่วยเขาปลดหายนะบนร่าง?”
ทันใดนั้นอิ้งซิ่วก็รู้สึกละอาย ก้มหน้าลงกล่าว “ครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ข้ากล่าวไว้ ว่าในโลกเซียนทุกวันนี้ ยอดฝีมือค้ำนภาผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนต่างต้องดูแลตนเองมิให้ประสบหายนะเทพ ไม่มีทางช่วยเราได้ แต่หากหาผู้อาวุโสพบ ปัญหาทั้งหลายจะคลี่คลายเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ”
ซูอี้อดขำมิได้ “แล้วก็หาข้าเจอเสียด้วย”
ใบหน้าน้อยแสนงามของอิ้งซิ่วเปี่ยมความเคร่งขรึม “ผู้น้อยเองก็เชื่ออย่างหนักแน่นเช่นกัน ว่าหากผู้อาวุโสช่วยเรา เขาจะช่วยท่านอาจารย์ข้าสลายหายนะได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
ซูอี้นิ่งไป ดวงตาของเขาอ่อนลง “เจ้ามีความสัมพันธ์เช่นไรกับอิ้งซานเสวี่ย?”
อิ้งซิ่วกล่าวโดยมิกล้าปิดบัง “นั่นคือหนึ่งในบรรพชนตระกูลข้า เป็นท่านป้าของปู่ทวดข้าเจ้าค่ะ”
ซูอี้ “…”
ความต่างชั้นอาวุโสนี้ช่างมากมายนัก
ทว่าเมื่อคิดดู ยามหวังเย่และอิ้งซานเสวี่ยพานพบกันนั้นมันเนิ่นนานกว่าการเกิดยุคอวสานเซียนเสียอีก และเป็นกาลแสนนานเกินคณานับ
“คนตระกูลของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
ซูอี้ถามอีกครั้ง
อิ้งซิ่วกล่าว “นับแต่ยุคอวสานเซียน เพื่อหนีหายนะ ตระกูลข้าอันนำโดยผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งเสี่ยงชีวิตข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยไปยัง ‘ยุคแห่งบัณฑิต’ และจวบยามนี้ก็ยังไร้ข่าวคราวเจ้าค่ะ”
“ยามนั้น มีเพียงสมาชิกตระกูลฝ่ายบิดาข้าหลงเหลือในโลกเซียน ทว่าเราก็ล้มตายกันมากมายในยุคอวสารเซียน กว่าจะถึงรุ่นข้า สมาชิกตระกูลร่วมสายเลือดก็กระจัดกระจายบางตาแล้วเจ้าค่ะ”
“ไปหลบหายนะที่ยุคแห่งบัณฑิต…”
ซูอี้ครุ่นคิด “ดูเหมือนอิ้งซานเสวี่ยจะหาทางรอดให้ตระกูลในยุคแห่งบัณฑิตได้ยามสำรวจธารสายยาวแห่งยุคสมัย”
เรื่องนี้ไม่น่าประหลาดใจเลย
ตัวตนทั้งหมดซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนต่างเคยไปดิ้นรนข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยกันมิมากก็น้อยเพื่อพยายามเคลื่อนสู่วิถีอันสูงกว่า
ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่ล้มเหลว
กระทั่งหวังเย่เมื่อกาลก่อนยังถูกเทพปองร้าย ณ ธารสายยาวแห่งยุคสมัยจนเกือบตายตก
“ผู้อาวุโส ท่าน… ท่านจะช่วยอาจารย์ของข้าหรือไม่เจ้าคะ?”
อิ้งซิ่วถามเสียงเบา
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “เพื่อเจ้า ข้าก็ต้องช่วย”
อิ้งซิ่วผงะไป ใบหน้างดงามไร้มลทินของนางเผยรอยยิ้มจากหัวใจ “หน้าผู้น้อยไร้ราคามากนัก ผู้อาวุโสน่าจะตกลงเพราะเห็นแก่หน้าบรรพชนอิ้งซานเสวี่ยเป็นแน่แท้”
รอยยิ้มของเซียนดาบสตรีผู้เป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตาผู้นี้ทำให้ซูอี้อดชื่นชมในใจมิได้ว่าเป็นเช่นบุปผางามกลางธารใส เลิศล้ำธรรมชาติสรรสร้าง
หลังครุ่นคิดซูอี้ก็กล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าที่มาของหายนะเทพนั้นมาจากหนใด แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะช่วยอย่างเต็มสามารถ”
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
อิ้งซิ่วคำนับขอบคุณ
ซูอี้โบกมือกล่าว “ไม่ต้องเกรงใจนัก ยามเจ้ากลับไป บอกอาจารย์เจ้าให้รอก่อน เมื่อข้าหาทางแก้ได้ ข้าจะส่งสาส์นไปหาเขา”
ไม่นานมานี้ ชิงเวยไปหามหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้เป็นอาจารย์ และซูอี้ก็ตั้งใจปลดหายนะเทพให้กับมหาเซียนหลิวอวิ๋นก่อน หากสำเร็จ เขาก็จะปลดหายนะเทพแก่มหาเซียนข่งเย่ต่อได้โดยไม่น่ามีปัญหาใด
อิ้งซิ่วพยักหน้าอย่างปรีดา “ท่านอาจารย์เก็บตัวอยู่หลายปี เขามิรีบหรอกเจ้าค่ะ”
ต่อจากนั้น ซูอี้ก็เสวนากับอิ้งซิ่วอีกหลายต่อหลายเรื่อง
บรรยากาศนั้นผ่อนคลายกลมเกลียว และอิ้งซิ่วก็ยังเป็นนักดาบอันมากสามารถ รูปลักษณ์งดงาม จิตวิญญาณสูงส่งไร้มลทินอย่างแสนหายาก ทำให้ซูอี้อดชื่นชมในความสามารถมิได้
เขาเป็นฝ่ายริเริ่มพูดถึงการฝึกดาบ และให้คำแนะนำแก่อิ้งซิ่วมากมาย
อิ้งซิ่วนั้นแสนปรีดา นางย่อมรู้ว่าโอกาสเช่นนี้หายากล้ำค่าเพียงไร และฉวยโอกาสพูดคุยยามซูอี้สนใจ ไถ่ถามความฉงนเคลือบแคลงและปัญหาที่นางประสบยามฝึกฝน
ซูอี้ตอบโดยไร้ปิดบัง
ขณะเดียวกัน อิ้งซิ่วก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาล รู้สึกรู้แจ้งขึ้นในใจ
ก่อนจะรู้ตัว รัตติกาลก็จางหายไป ท้องนภาสว่างไสว ทั่วแดนดินเผยทิวทัศน์ตระการตา
ซูอี้ยืดเส้นยืดสายอยู่นาน ก่อนจะนำม้วนหยกออกมาส่งให้อิ้งซิ่ว กล่าวเบา ๆ ว่า “ในนี้มีประสบการณ์การฝึกดาบของข้าอยู่บ้าง เจ้ารับไว้เถอะ”
“นอกจากนั้น หากเจ้าพบเรื่องที่มิอาจแก้ไข ก็ใช้ตราประทับพิเศษเฉพาะในม้วนหยกนี้ติดต่อกับข้าได้เช่นกัน”
อิ้งซิ่วรับมาด้วยสองมือ กล่าวเสียงใส “ผู้น้อยขอมิเกรงใจ และจะมิให้ผู้อาวุโสผิดหวังเจ้าค่ะ!”
ใบหน้างดงาม รูปลักษณ์เลิศล้ำ ยืนอยู่ท่ามกลางแสงจากนภา เปรียบเช่นทิวทัศน์ตรึงตาทั่วฟ้าดิน
งดงามสลักจิต
ซูอี้โบกมือกล่าวยิ้ม ๆ “รีบไปเถอะ”
“ผู้อาวุโส หากภายหน้ามีโอกาส ผู้น้อยจะถามท่านถึงการฝึกฝนดาบอีกนะเจ้าคะ”
อิ้งซิ่วยิ้มน้อย ๆ แล้วหันหลังจากไป
ร่างของนางลับตาไปอย่างรวดเร็ว
“ลูกพี่ซู พี่คุยกับท่านเซียนอิ้งซิ่วทั้งคืนเลยหรือ?”
เสวี่ยหงเฟิงเดินมาหา ดวงตามิอาจปกปิดความริษยา
ซูอี้ส่งเสียงตอบรับอย่างใจลอย
มุมปากเสวี่ยหงเฟิงกระตุก กล่าวด้วยรอยยิ้มมิเต็มใจนัก “ลูกพี่ซูอย่าห่วงเลย ภายหน้าข้าจะมิคิดอื่นใดกับท่านเซียนอิ้งซิ่วอีกแล้ว…”
กล่าวเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็ยากปิดบังความอาวรณ์
ซูอี้ “…”
เจ้าเด็กนี่ คิดว่าเขามีสัมพันธ์บางอย่างกับอิ้งซิ่วหรือไร?
ซูอี้คร้านเกินกว่าจะอธิบาย “มีเรื่องอื่นหรือไม่?”
เสวี่ยหงเฟิงรีบร้อนกล่าว “ลูกพี่ซู เดือนหน้าจากนี้ ตระกูลข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองที่บิดาข้าเลื่อนสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย และนั่นยังเป็นวันเกิดบิดาข้า ข้าเลยอยากเชิญเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลด้วย”
ซูอี้นิ่งไป “ไฉนเจ้าจึงมาเชิญข้าเล่า?”
เขารู้ว่าสำหรับขุมกำลังราชันเซียนอย่างตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ ทุกการเคลื่อนขอบเขตฝึกฝนของราชันเซียนนั้นเป็นเรื่องดียิ่ง ควรค่าแก่การฉลอง
และบิดาของเสวี่ยหงเฟิงก็คือเจ้าตระกูลเสวี่ย ทั้งยังตรงกับวันเกิด เขาย่อมอยากจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
ทว่าซูอี้หาสนใจเรื่องเช่นนี้ไม่
เสวี่ยหงเฟิงดูอึดอัดใจเล็กน้อย เขาลังเลอยู่นาน ก่อนจะกัดฟันโพล่งขึ้น “ข้าคิดว่า… หากชวนลูกพี่ซูมา เจ้าก็จะได้ช่วยหนุนหลังข้า! ให้พวกผู้ใหญ่ทั่วตระกูลเห็นข้าในสายตาบ้าง และที่สำคัญกว่านั้นคือให้บิดาข้าเปลี่ยนการปฏิบัติต่อข้า!”
แววตาของซูอี้พิกล กล่าวอย่างขบขัน “คือให้ข้าไปเพิ่มศักดิ์ศรีให้เจ้ากระนั้นหรือ?”
เสวี่ยหงเฟิงรีบร้อนอธิบาย “ลูกพี่ซูเข้าใจผิดแล้ว ตอบตามตรง ข้าเองก็เป็นบุตรนอกคอกมิต่างจากเหลียงเหวินอวี่ผู้นั้นเลย”
ซูอี้ “…”
เอาอีกแล้ว การมีป้ายลูกนอกคอกแขวนคอนั้นไม่มีทางเป็นเรื่องดี!
และเป็นดังว่า เสวี่ยหงเฟิงถอนใจรำพึง “แม้ชะตาของข้าจะมิรันทดเยี่ยงเหลียงเหวินอวี่ แต่ยามเยาว์ก็ถูกละเลย พี่สาวพี่ชายล้วนทรงพลังเจิดจรัสมิด้อยกว่ากัน ทำให้ข้าดูแสนธรรมดานัก…”
เขาพูดน้ำไหลไฟดับราวกับได้พบผู้ฟังให้ระบาย เปิดใจนำความอัดอั้นขมขื่นมาบ่นให้ซูอี้ฟัง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดไม่หยุด ซูอี้ก็ขัดขึ้นอย่างเหลือรับ “หยุดเลย ข้าเข้าใจว่าเจ้าหมายความเช่นไร ทำเช่นนั้นก็ได้ ต่อให้ยามนั้นข้าไปไม่ได้ ข้าก็จะเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าอยู่ดี รับประกันว่าจะมิแย่ไปกว่าของขวัญที่ให้เหลียงเหวินอวี่ เจ้าว่าเช่นไร?”
เสวี่ยหงเฟิงสุดปรีดา ตบตักอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นก็ดีเกินพอแล้ว!”