บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1600: นักดาบคนนั้น
ช่วงพลบค่ำ
ยามเดินออกมาจากหอน้อยสมปรารถนาในนครเซียนเพลิงนภา ซูอี้ก็เหลือตัวคนเดียว
เสวี่ยหงเฟิงกล่าวลา เขาบอกว่าจะกลับตระกูลยามถึงนครเซียนเพลิงนภา ด้วยอยากจะเตรียมของขวัญให้แก่บิดา
ฟางหาน ฟางโหย่วหรง และเหลียงเหวินอวี่ต่างพักอยู่ในห้องพักภายในนครเซียนเพลิงนภาแห่งนี้ตามที่ชายหนุ่มได้จัดเตรียมไว้ให้
เจ้าของหอน้อยสมปรารถนาเป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตา ซึ่งมีนามว่า ‘เซี่ยเหิงชิว’
ยามพบกับอีกฝ่าย เขาไม่ได้เปิดเผยตัว แต่แสดงป้ายสัญลักษณ์ที่ชิงเวยให้ไว้ออกมา แล้วอีกฝ่ายก็ตอบรับคำว่าจะดูแลพวกฟางหานให้แทบจะทันที
ในขณะเดียวกัน ซูอี้ก็บอกเซี่ยเหิงชิวว่าหากชิงเวยมาสู่ทวีปกกพิสุทธิ์ ให้มารอในนครเซียนเพลิงนภาก่อน
ตอนที่เดินทางออกมาจากตลาดมังกรดำ เขาได้ตกลงกับชิงเวยไว้ว่าหากมหาเซียนหลิวอวิ๋นต้องการความช่วยเหลือ ให้นางมาหาเขาที่ทวีปกกพิสุทธิ์
และเขายังให้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งกับนางด้วย
และยันต์ลับชิ้นนั้น ขอเพียงหญิงสาวมาถึงทวีปกกพิสุทธิ์ก็จะหาตัวเขาได้
……
พรึ่บ!
ซูอี้นั่งอยู่บนเรือสมบัติที่กำลังทะยานสู่ท้องนภาแสนไกล
ระหว่างทาง เขากำลังร่ำสุราเพียงลำพัง ขณะระลึกถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แล้วก็อดลูบนวดคิ้วของตัวเองไม่ได้
เรื่องราวในช่วงนี้ยุ่งเหยิงขึ้นทุกขณะ ผู้รักอิสระเช่นเขาจึงต้องไหลไปตามกระแสอย่างช่วยมิได้
เขารับปากจะช่วยมหาเซียนหลิวอวิ๋นปลดพลังคำสาปบนร่าง
เนื่องจากข่าวที่ได้รับจากลี่เฟิงหานผู้เป็นยอดฝีมือจากเผ่ามารไร้ลักษณ์ เขาจึงตระหนักว่าเก้าด่านสวรรค์แห่งโลกเซียนเกิดปัญหา จากนั้นก็ส่งชีฝูเฟิงไปตรวจสอบด้วยตนเอง
นอกจากนั้น เขายังต้องตรวจสอบปัจจัยหลักในการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้น และรับปากอิ้งซิ่วไว้ว่าจะช่วยอาจารย์ของนางปลดพลังคำสาปจากร่าง
กระทั่งเรื่องทั่วไปอย่างความเป็นอยู่ของคู่พี่น้อง ฟางโหย่วหรงกับฟางหาน เขาก็ยังต้องลงมือเอง
ไม่ต้องพูดถึงว่าเสวี่ยหงเฟิงยังเชิญเขาเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆเพื่อช่วยคุ้มกันในอีกเดือนต่อมา…
ในยามนี้ เขาก็กำลังไปยังเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วเพื่อสำรวจซากปรักหักพังของตำหนักอนันตรัตติกาล
นอกจากเรื่องยิบย่อยเหล่านี้ เขายังอยากจะเข้าพบวานรเฒ่า ณ หุบเหวหมอกดำยามบรรลุสู่ขอบเขตสุญตาด้วย
และยังอยากไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเซียนเพื่อเติมเต็มสิ่งที่หวังเย่มิอาจบรรลุเมื่อกาลก่อน…
“โลกหล้าเป็นเช่นตรวนจองจำ ผู้ใดเล่าจะปล่อยวางได้?”
ชายหนุ่มพึมพำด้วยเสียงอันแผ่วเบา
บนอากาศที่อยู่ไกลออกไป รัตติกาลโรยตัวลงมา ดวงดารากะพริบระยิบระยับ ขุนเขาลำธารกว้างทั่วโลกหล้าปกคลุมด้วยชั้นแสงสลัวมัว
ซูอี้กำลังนอนทอดกายอยู่บนเก้าอี้หวายอย่างเงียบงัน ขณะปล่อยใจให้ลอยไปไกล
จากนั้นเขาพลันแย้มยิ้มออกมา แววตาลึกล้ำคู่นั้นดูสุขุมขึ้นมา
บางครั้ง วายุเกลียวคลื่นก็ปรากฏเหนือนภา แล่นเรือสู่ทะเล!
บนเส้นทางแสวงวิถีย่อมมีอุปสรรคเกินคณานับ
หากเช่นนั้น…ก็ใช้หนึ่งดาบสะบั้นสิ้น!
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ความคิดของซูอี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ เลิศล้ำสูงส่ง หายึดติดไม่
ดั้งเดิมไร้ปรุงแต่ง มุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียว!
กล่าวคือ… ไร้ความคิดยึดติด จึงไร้อุปสรรคเรื้อรัง!
นี่คือความคิดที่ถูกขัดเกลาจนบริสุทธิ์
……
แม่น้ำลั่ว
แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในทวีปกกพิสุทธิ์ ทอดตัวยาวเก้าหมื่นลี้จากประจิมสู่บูรพา แบ่งแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ
ฝั่งแม่น้ำที่มีความยาวเก้าหมื่นลี้แห่งนี้มีเขตอันตรายและขุนเขาสูงชันซึ่งเทียบได้กับเสาค้ำสวรรค์ กล่าวกันว่าเพียงฝั่งแม่น้ำลั่วก็มีขุมกำลังผู้ฝึกตนน้อยใหญ่กระจายกันอยู่เป็นพัน ๆ แห่ง!
จากคำร่ำลือ เชื้อสายมังกรทั้งหลายถือแม่น้ำลั่วเป็น ‘ประตูมังกร’ และหากข้ามเขตอันตรายทั่วทั้งแม่น้ำลั่วไปได้ พวกเขาก็จะทะยานสู่ประตูมังกร เปลี่ยนเป็นมังกรแท้ แล้วจึงจะถือได้ว่าตนเป็น ‘ราชันมังกร’ ผู้สูงส่งเหนือโลกหล้าได้
เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วตั้งอยู่ ณ ใจกลางแม่น้ำลั่ว ซึ่งติดอยู่กับ ‘มหาบรรพตสุดสวรรค์’
ก่อนยุคอวสานเซียนก่อเกิด ‘ตำหนักอนันตรัตติกาล’ อันลือลั่นในโลกเซียนนั้นถูกสร้างขึ้นบนมหาบรรพตสุดสวรรค์ที่ฝั่งแม่น้ำลั่ว
มันคือ ‘สถานศึกษาวิถีเซียนอันดับหนึ่ง’ ซึ่งได้รับการยอมรับจากตัวตนวิถีเซียนในโลกหล้า!
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ตำหนักอนันตรัตติกาลได้สลายหายไปในธารยาวแห่งประวัติศาสตร์ท่ามกลางยุคอวสานเซียนอันยาวนาน
สิ่งที่มันทิ้งไว้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในหกเขตหวงห้ามในสายตาของผู้ฝึกตนทั่วทวีปกกพิสุทธิ์ในทุกวันนี้
ตะวันคล้อยต่ำสาดแสงระเรื่อ
กระแสแม่น้ำลั่วไหลเชี่ยวกราก รัศมีอาทิตย์อัสดงเหนือวารีวูบไหวเป็นสีแดงสลับทอง
ณ ริมธารฝั่งนี้มีเมืองงอกเงยจากปฐพี คลาคล่ำราวดวงดารา
ขณะที่ริมธารอีกฝั่งมีมหาบรรพตสุดสวรรค์ตั้งตระหง่านไกลสุดลูกหูลูกตา
“ก่อนยุคอวสานเซียนจะมาถึง มหาบรรพตสุดสวรรค์มีขุมกำลังมารกระจัดกระจายอยู่ข้างนอกแดนมากมาย และยังเป็นถ้ำมารชั้นหนึ่งแห่งทวีปกกพิสุทธิ์อันเป็นที่ลือชา”
“หนึ่งในมารผู้ร้ายกาจที่สุด มีนามวิถีว่า ‘จอมราชันสุดสวรรค์’ เป็นมารร้ายผู้ไร้เทียมทานที่บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน อำนาจของเขาร้ายกาจยิ่ง”
“ตลอดเวลานั้น แดนดินในรัศมีสามหมื่นลี้จากมหาบรรพตสุดสวรรค์เป็นเช่นสระอัสนี ไร้ผู้ใดกล้าเหยียบย่างแม้เพียงก้าว!”
ภายใต้แสงตะวันอัสดง ชายชรากับสาวน้อยคู่หนึ่งเดินเลียบไปตามฝั่งแม่น้ำลั่ว
ชายชราแต่งกายดูดีมีสง่า ใบหน้าผอมซูบ ดวงตาที่มีสัมผัสของการผ่านโลกมานานมองไปเบื้องหน้า
ส่วนสาวน้อยก็สวมกระโปรงสีชมพูรากบัว เสื้อสีเหลืองส้ม คิ้วโก่งได้รูป ดวงตากลมโต งดงามจับจิต เรือนผมรวบเป็นมวย ให้ความรู้สึกซุกซนน่ารัก
ผู้พูดคือชายชรา
“ทว่าท้องนภาบังเกิดมรสุมอันมิอาจทำนาย กล่าวกันว่าเย็นวันหนึ่ง มีตะวันอัสดงแดงฉานเช่นวันนี้ นักดาบคนหนึ่งล่องเรือมายังแม่น้ำลั่วนี้ตามลำพัง”
สาวน้อยอดกล่าวมิได้ “ท่านอา อาทิตย์อัสดงยามนั้นงดงามเช่นวันนี้ไหมเจ้าคะ?”
ชายชราผงะไป
เขามองท้องนภาอันแดงฉานเยี่ยงเปลวเพลิงแล้วกระซิบ “น่าจะเป็นเช่นนั้น”
“แล้วนักดาบบนเรือคนนั้น ก็เหมือนคนผู้นั้นด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
ริมฝีปากน้อยสีชมพูของนางกล่าวเจื้อยแจ้ว แววตาเปล่งประกายขณะมองออกไปไกล
บนผิวธารอันสะท้อนแสงตะวัน เรือลำหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยมายังมหาบรรพตสุดสวรรค์ ณ ฝั่งตรงข้าม
บนเรือลำนั้นมีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่ สวมอาภรณ์สีเขียว ในมือถือไหสุรา ท่าทางดูสง่างาม
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เป่าเอ๋อร์ นี่จะเหมือนกันได้อย่างไร”
สาวน้อยกล่าวพร้อมกับยิ้ม “ท่านอา ข้าแค่บอกว่าเหมือนกันเองน่า เล่าต่อเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะฟังอย่างเดียว รับปากว่ามิกวนแล้ว”
ชายชราว่า “ทันทีที่นักดาบคนนั้นข้ามฝั่งมา เขาก็ถูกมังกรร้ายกลุ่มหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้ธารหมายหัว จอมราชันสุดสวรรค์คือผู้เลี้ยงมังกรร้ายเหล่านั้นเอาไว้ พวกมันได้กินยอดฝีมือในวิถีเซียนเข้าไปตลอดทั้งปี พวกมันมีอุปนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต แม้จะเป็นตัวตนระดับราชันเซียนก็ยังมิพ้นเป็นอาหารในท้องพวกมัน”
สาวน้อยปิดปากด้วยความตกใจ “แปลว่านักดาบคนนั้นก็ถูกกินเหมือนกัน!”
ชายชราเสสรวลกล่าว “ผิดแล้ว นักดาบคนนั้นไม่แม้แต่จะชักดาบ เพียงร่างอันทรงพลังของเขาก็บดขยี้มังกรร้ายทั้งสิบเก้าลงได้ สัตว์ร้ายเหล่านี้ล้มตาย ย้อมแม่น้ำลั่วให้กลายเป็นแดงฉาน!”
ว่าแล้ว สีหน้าของชายชราก็ปรากฏความโหยหา “จากนั้นนักดาบคนนั้นก็เดินเข้าไปยังมหาบรรพตสุดสวรรค์เพียงลำพัง”
“คืนนั้น ปราณดาบกวาดคลั่งทั่วมหาบรรพต ทะลวงสรวงสะบั้นแดนดิน วจีดาบก้องจักรวาลเนิ่นนาน!”
“เรื่องน่าตกใจที่สุดคือ จากวันนั้นมา มหาบรรพตสุดสวรรค์ก็บังเกิดนิมิตทั่วฟ้าดิน อัสนีร่ำร้อง พิรุณโลหิตหลั่งไหลเจ็ดวันเจ็ดคืน จนมหาบรรพตถูกย้อมด้วยโลหิตแดงฉาน”
“จากนั้น ผู้คนก็พบว่ามารร้ายนับไม่ถ้วนในขุนเขานั้นล้วนถูกสังหารสิ้น”
“และจอมราชันสุดสวรรค์ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นเองก็ตกตายในคืนนั้น!”
“พิรุณโลหิตอันกระหน่ำเจ็ดวันเจ็ดคืนนั้น กล่าวกันว่าเป็นนิมิตแห่งฟ้าดินที่เกิดจากการตายของจอมราชันสุดสวรรค์”
กล่าวจบ ชายชราก็ถอนหายใจ
หนึ่งคนหนึ่งดาบกวาดทั่วมหาบรรพตสุดสวรรค์ ปราบมารนับหมื่น ละเลงเลือดเป็นธาร ซากศพกลาดเกลื่อนเยี่ยงพฤกษาในพงไพร!
กระทั่งมารร้ายไร้เทียมทาน ‘จอมราชันสุดสวรรค์’ ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนยังเหลือเพียงซากด้วยดาบของนักดาบคนนั้น!
ศึกนั้นถูกระบุไว้ในจดหมายเหตุโบราณแห่งทวีปกกพิสุทธิ์ไว้ว่าเป็น ‘มรณะแห่งสุดสวรรค์’!
สาวน้อยเบิกคู่เนตรกลมโตของนางขึ้นพร้อมอุทาน “นักดาบคนนั้นแข็งแกร่งจังเลยเจ้าค่ะ!”
ชายชราเสสรวลพลางกล่าว “คำว่าแข็งแกร่งนี้มิอาจบรรยายความแข็งแกร่งของนักดาบคนนั้นได้หรอก”
“เจ้าผิดแล้ว”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็กล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ
ชายหนุ่มชุดเขียวบนเรือซึ่งลอยอยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้งกล่าวขึ้น “ยามนั้นในแม่น้ำลั่วมีมังกรร้ายซุ่มอยู่สามสิบหกตน และตนที่ทรงพลังที่สุดนั้นงอกเกล็ดเพิ่มเล็บ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมังกรแท้แล้ว”
“นอกจากนั้น เหล่ามารในมหาบรรพตสุดสวรรค์ก็ไม่ได้ถูกสังหารทั้งหมด ผู้มิเคยกระทำชั่วตลอดชีวิตล้วนได้รับการอภัย”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็คิดสักพักและกล่าวเสริมว่า “จะว่าไป จอมราชันสุดสวรรค์ตายแล้วจริง ๆ ทว่าเขาฆ่าตัวตายเอง เขา… แม้จะชั่วช้าสามานย์ แต่ก็นิสัยใจคอหยิ่งทะนงยิ่ง เขามิอยากตายด้วยมือนักดาบคนนั้น ท้ายที่สุดจึงเลือกฆ่าตัวตาย”
ชายชรานิ่งไป ก่อนจะอดเสสรวลมิได้ “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านทราบคงมิพ้นข่าวลืออันมิอาจตรวจสอบ!”
ในตระกูลของเขามีจารึกที่สืบทอดมาจากบรรพชนฉบับหนึ่ง ซึ่งบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับศึก ‘มรณะแห่งสุดสวรรค์’ เอาไว้
ทุกรายละเอียด บรรพชนผู้นั้นเห็นมากับตา ย่อมห่างไกลเกินเทียบกับข่าวลือต่าง ๆ ในโลกหล้า
สาวน้อยถามอย่างฉงนใจ “พี่ชายน้อย ดูเจ้าจะรู้กระจ่างนัก ยังรู้ความลับอื่นด้วยหรือไม่?”
ชายหนุ่มชุดเขียวยกไหสุราขึ้นจิบ พลางกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มว่า “รู้เยอะเลยล่ะ พูดสามวันสามคืนก็มิจบหรอก”
ขณะสนทนานั้น เขาก็มาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำลั่วแล้ว
ชายหนุ่มชุดเขียวเก็บเรือ หนึ่งมือถือไหสุรา อีกหนึ่งมือไพล่หลัง เดินไปยังมหาบรรพตสุดสวรรค์
เบื้องหลังเขามีเสียงเจื้อยแจ้วของสาวน้อยตามมา “นี่พี่ชายน้อย เข้ามหาบรรพตสุดสวรรค์คนเดียวอันตรายเกินไปนะ มากับเราดีกว่าหรือไม่?”
คิ้วของชายชราขมวดน้อย ๆ
ก่อนเขาจะทันได้พูด สาวน้อยก็เสสรวลออกมาก่อน “ท่านอา พี่ชายน้อยผู้นั้นดูประหลาดและยังหล่อเหลา ยามเขาคุยโอ่ก็ยังดูเฉยชา น่าสนใจ หากให้เขามากับเรา ระหว่างทางคงไม่น่าเบื่อแน่เจ้าค่ะ”
ชายชราเคาะหน้าผากอันเกลี้ยงเกลาของสาวน้อยอย่างขุ่นเคือง “เจ้าคิดว่าข้าพามาเพื่อชมนกชมไม้หรือไร?”
ไกลออกไป ชายหนุ่มโบกมือโดยมิหันกลับมา “ข้าชินกับการอยู่ลำพังแล้ว ขอรับไว้เพียงน้ำใจก็พอ”
วจียังมิทันสร่าง เขาก็เดินจากไปแล้ว
“ปฏิเสธกันหรือ?”
สาวน้อยประหลาดใจ “เขาไม่เห็นหรือไรว่าท่านอาเป็นราชันเซียน?”
………………..