บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1602: ยืมมีดฆ่าคน
ตอนที่ 1602: ยืมมีดฆ่าคน
หนองน้ำกระดูกขาว เป็นสถานที่อันตรายแห่งหนึ่งในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว แม้กระทั่งในหมู่ราชันเซียนทั้งหลายยังร่ำลือถึง
หนองน้ำแห่งนี้กว้างใหญ่ยิ่ง มันปกคลุมด้วยหมอกสีเทาตลอดปี ทั่วทั้งหนองน้ำเต็มไปด้วยซากกระดูกสีขาวโพลน
ในหนองน้ำมีวิญญาณผู้วายชนม์อันประหลาดน่าสะพรึงกลัวซุกซ่อนอยู่มากมาย!
“เขาเดินทางตัวคนเดียว ผ่านเขตอันตรายมากมายจนมาถึงหนองน้ำกระดูกขาวโดยสวัสดิภาพได้ แข็งแกร่งจริง ๆ!”
สาวน้อยประหลาดใจ
ขนาดนางยังต้องเดินตามท่านอาตลอดทางกว่าจะมาพื้นที่ภายในมหาบรรพตสุดสวรรค์นี้ได้
ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าซูอี้มาถึงที่นี่ได้อย่างไร
“เห็นได้ว่าเขาเตรียมตัวมาก่อน ไม่มีทางเป็นคนธรรมดาได้เลย”
ชายชราเองก็ประหลาดใจเช่นกัน “ทว่าเขาย่อมไร้โอกาสผ่านหนองน้ำกระดูกขาวไปได้”
สาวน้อยอดถามมิได้ “เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?”
“ภายในหนองน้ำกระดูกขาวมีวิญญาณผู้วายชนม์ประหลาดมากมายที่ฆ่าได้กระทั่งราชันเซียน อย่าว่าแต่เซียนขอบเขตจักรวาลหรือเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเลย ขอเพียงพวกเขากล้าก้าวเข้ามาในสระอัสนีนี้ พวกเขาได้ตายแน่”
ชายชราอธิบายอย่างใจเย็น “นอกจากนั้น หมอกที่ปกคลุมเหนือหนองน้ำกระดูกขาวนี้มีนามว่า ‘หมอกมารสกัดวิญญาณ’ มันสามารถปิดกั้นสมบัติทุกชนิดได้ไม่ต่างจากค่ายกล ซึ่งหมายความว่าแม้ชายหนุ่มผู้นี้จะมีไพ่ตายมากมาย มันก็จะใช้มิได้ในหนองน้ำกระดูกขาวนี้”
นางพลันโพล่งขึ้นมาว่า “ท่านอา เราไปช่วยเขากันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่งและกล่าวว่า “ก็ได้”
เขาเห็นแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา เป็นผู้เลิศล้ำอันไร้เทียมทานอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งกว่านั้น เขายังสามารถผ่านแดนดินป่าเถื่อนมากมายจนมาถึงหนองน้ำกระดูกขาวได้ เท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้น่าเหลือเชื่อเพียงใด
ในเมื่อเส้นทางของพวกเขาบรรจบกันหลายหน ชายชราจึงมิคิดมากหากจะเป็นฝ่ายริเริ่มผูกมิตร สร้างสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้
“เฮ้ พี่ชายน้อย เราพบกันอีกแล้ว”
“แม่หนูนี่ใจร้อนเกินไปจริง ๆ”
ชายชราไร้วจีไปชั่วขณะ ก่อนจะตามไปอย่างรีบร้อน
ข้างซากต้นไม้ริมหนองน้ำกระดูกขาว ซูอี้หันกลับมาแล้วกล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้ม “บังเอิญจริง”
นางยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “มากับเราเถอะ หนองน้ำกระดูกขาวนี่อันตรายจริง ๆ นะ”
ชายชราเองก็กล่าวอย่างเป็นมิตรเช่นกันว่า “หากพบกันหนแรกคือบังเอิญ การพบกันหลายหนก็เรียกเป็นชะตา หากสหายน้อยมิรังเกียจ เราก็ไปด้วยกันได้นะ”
ซูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตกลง
เขารู้แล้วว่าชายชรากับสาวน้อยคู่นี้มาจากตระกูลทังโบราณ ขุมกำลังใหญ่อันกล่าวได้ว่าเป็นยักษ์ในโลกเซียนปัจจุบัน
มรดกอันมากมีของตระกูลนี้สามารถประชันกับกลุ่มเต๋าอย่างลัทธิไร้มลทิน อารามบงกช และลัทธิกำเนิดเอกภพได้
“ไปกันเถอะ”
ชายชรานำแผนที่ค่ายกลแผ่นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ จากนั้นก็โยนมันขึ้นไป แล้วแผนที่ค่ายกลก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเมฆทองมงคลลอยเหนือศีรษะทั้งสาม
“แผนที่จตุรทิศยุคทอง”
ซูอี้เห็นว่ารายละเอียดของแผนที่ค่ายกลนี้เทียบได้กับสมบัติระดับราชันเซียน ลึกล้ำเกินคาดหยั่ง สามารถปัดเป่าอำนาจหายนะทั้งหลายไปได้
ชายชราทะยานนำขึ้นไปสู่นภาเหนือหนองน้ำกระดูกขาวทันที
ตู้ม~!
หมอกสีเทาเหนือหนองน้ำหมุนวน แผ่อำนาจกำราบอันพิสดารออกมา พยายามผนึกเมฆทองมงคลเหนือศีรษะของชายชรา
ทว่าเมื่อมันเข้ามาใกล้ เมฆทองมงคลก็ปรากฏนิมิตสี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หงส์ชาด เสวียนอู่ พยัคฆ์ขาวและมังกรฟ้าขึ้นทันควัน รัศมีเซียนอันยิ่งใหญ่ทะลวงหมอกสีเทาขาวเหล่านั้นในชั่วพริบตา!
“ท่านอา ข้าเข้าใจแล้วว่าที่ท่านพก ‘แผนที่จตุรทิศยุคทอง’ มาด้วย ก็เพื่อข้ามหนองน้ำกระดูกขาวนี่เอง”
สาวน้อยโพล่งขึ้น
ชายชรากล่าวอย่างราบเรียบ “มหาบรรพตสุดสวรรค์นี้อันตราย หากไม่เตรียมตัวให้พร้อม ข้าก็มิกล้าเอาตัวมาเสี่ยงอันตรายง่าย ๆ หรอก”
คนฟังส่งเสียงรับในลำคอ แล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มข้างกาย “พี่ชายน้อย เจ้ามาเขตหวงห้ามนี้เพียงลำพัง คิดจะทำอันใดหรือ?”
ชายชราเองก็เงี่ยหูฟังเช่นกัน
ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบ “ไปซากตำหนักอนันตรัตติกาลน่ะ”
สาวน้อยกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มราวกับรู้ทัน “ฮ่า ข้าว่าแล้วเชียว เจ้าเองก็เล็งมรดกของตำหนักอนันตรัตติกาลไว้”
เมื่อนางส่ายหน้า มวยผมบนศีรษะพลันส่ายไหวไปด้วย ดูซุกซนและน่ารักยิ่ง
ซูอี้แย้มยิ้ม “สำรวจโอกาสนั้นเป็นเรื่องรอง สิ่งที่ข้าสงสัยคือเหตุใดตำหนักอนันตรัตติกาลจึงถูกทำลายในยุคอวสานเซียนต่างหาก และยอดฝีมือในตำหนักอนันตรัตติกาลหายไปหนใดกันหมด”
สาวน้อยกล่าวอย่างเฉยชา “มันเป็นเรื่องตั้งนมนาน จมหายสู่ธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์หมดแล้ว ต่อให้มีเบาะแสเหลืออยู่บ้าง ข้าก็เกรงว่าคงไม่อาจเผยความจริงอะไรออกมาได้หรอก”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวขึ้นอีกว่า “จะว่าไป เจ้าจะอยากรู้เรื่องพวกนี้เพื่อการใดกัน?”
ชายหนุ่มว่า “เพราะข้าไม่เชื่อว่าหายนะในยุคอวสานเซียนจะทำลายตำหนักอนันตรัตติกาลลงได้ และเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายชราก็อดประหลาดใจ อดมองซูอี้ใหม่อีกหนมิได้
เหตุใดชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษจึงสนใจเรื่องโบราณเช่นนี้ได้?
สาวน้อยเองก็งุนงงเช่นกัน “ถึงจะมีเงื่อนงำ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเจ้าเล่า?”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบพลางกล่าวขึ้นว่า “พูดไปเจ้าก็คงไม่เชื่อ ดังนั้นไม่พูดดีกว่า”
สาวน้อย “…”
นางเม้มริมฝีปากชมพูเรื่อ ก่อนจะพึมพำออกมาว่า “หากเจ้าไม่พูด ข้าก็มิสนใจแล้ว”
ชายหนุ่มเงียบไป
สตรีน้อยแห่งตระกูลทังผู้นี้มีอุปนิสัยร่าเริง ให้ความรู้สึกซุกซนขี้อ้อนเหมือนน้องสาวข้างบ้าน ทำให้ผู้คนนึกชอบได้ไม่ยาก
ชายชราพลันขมวดคิ้วกล่าว “แปลกจริง เราข้ามหนองน้ำกระดูกขาวมาแล้ว แต่ก็ยังไม่พบอันตรายใดนอกจากถูก ‘หมอกมารสกัดวิญญาณ’ สกัดขวางเลยนะ”
สาวน้อยกลอกตาก่อนจะกล่าวว่า “ท่านอา ไร้อันตรายนั้นดีแล้วมิใช่หรือ ต้องให้วิญญาณผู้วายชนม์พิลึกซึ่งซ่อนใต้หนองน้ำพวกนั้นลุกมาโจมตีก่อนจึงรู้สึกว่าปกติหรือไร?”
สีหน้าของชายชรานิ่งค้าง ก่อนจะกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าแค่รู้สึกว่าสถานการณ์ที่นี่ผิดปกติมากก็เท่านั้น ไม่ใช่งุ่นง่านอยากถูกโจมตีอย่างที่เจ้าว่าสักหน่อย”
ซูอี้รับชมเรื่องทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม นี่มิธรรมดาหรือ?
มีเขาอยู่ที่นี่ ผีร้ายที่ไหนจะกล้าโผล่มา?
ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยวจีใด เพราะไร้ความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
จนเมื่อพวกเขามาถึงหนองน้ำ ทันใดนั้นเสียงหวีดแหลมก็ดังมาจากเบื้องหลังพวกเขา
อากาศแหวกแยก ก่อนจะปริแตก
หอกศึกสำริดเล่มหนึ่งทะยานผ่านเวหา
ร่างของชายชราชะงักงัน ก่อนจะพาสาวน้อยกับชายหนุ่มหลบทันที
ตู้ม!
พื้นผิวหนองน้ำระเบิดออก โครงกระดูกมากมายเบื้องใต้ผุดขึ้นมา แดนดินรอบข้างหลายพันจั้งสะท้านสะเทือนเลือนลั่น
ชายชราถึงกับหน้าเสีย ก่อนกล่าวขึ้นว่า “สารเลวที่ไหนกันคิดยืมมีดฆ่าคน!?”
เขาหันกลับมา ดวงตาคมกริบเยี่ยงอัสนีทอดมองไปไกล
แต่ก็มิอาจพบผู้ใด
สาวน้อยครุ่นคิด “ท่านอา ท่านจะบอกว่าหอกสำริดเมื่อครู่ไม่ใช่เพื่อลอบโจมตีเรา แต่เพื่อทำลายความสงบของหนองน้ำกระดูกขาวนี้แล้วล่อวิญญาณร้ายในหนองน้ำออกมาจัดการกับเราหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ชายชราพยักหน้าอย่างโกรธเคือง
“เช่นนั้น คนผู้นี้ก็น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!”
สาวน้อยกล่าวอย่างโมโห
ซูอี้มองเข้าไปยังก้นหนองน้ำ และในดวงตาลึกล้ำคู่นั้นก็ปรากฏลวดลายลึกลับอันประหลาดพิสดารขึ้นมา
และจี้หยกดำข้างเอวของเขาก็ขยับไหวเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน เงามืดในก้นหนองน้ำไพศาลต่างสั่นสะท้านราวกับกำลังลนลาน
เงามืดเหล่านั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง บ้างดูเหมือนมารปีศาจ บ้างดูเหมือนมนุษย์ และบ้างก็ดูเหมือนสายธาร ต้นหญ้า พฤกษาสารพัด เต็มไปด้วยปราณมรณะ
ทว่าวิญญาณร้ายที่แปลกประหลาดเหล่านี้กลับกลัวเกินกว่าจะกล้าปรากฏตัว
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้จึงละสายตากลับมา
“เอ่อ ท่านอา พวกเขาเคลื่อนไหวใหญ่โตเพียงนี้ แต่กลับไร้สิ่งประหลาดใจโผล่มาเลย แปลกจริง พวกเขาหลับอยู่ หรือเราโชคดีเกินไปกันหนอ?”
ไม่นานนัก นางก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
ชายชราเองก็ประหลาดใจ
เขานั้นเตรียมพร้อมทั้งกายใจ และเตรียมการรออย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าจะถูกเหล่าวิญญาณร้ายลอบโจมตีได้ทุกเมื่อ
แต่ใครเล่าจะคิดว่าไร้เรื่องใด ๆ เกิดขึ้นเลย!
ตู้ม!
ทันใดนั้น หอกศึกสำริดอีกเล่มก็แล่นฉิวมาไกล ๆ เยี่ยงดาวหางอันเจิดจรัส กระแทกลงสู่หนองน้ำกระดูกขาวอย่างแรง ตีคลื่นสูงเสียดนภา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคู่ต่อสู้ซึ่งเร้นกายซ่อนอยู่ก็สัมผัสได้แล้วเช่นกันว่าบางอย่างผิดปกติ และโจมตีออกมาอีกหน
น่าเสียดายที่ทั้งชายชราและสาวน้อยล้วนไม่เห็นว่าคู่ต่อสู้คือใคร
“ไป เราออกจากที่นี่กันก่อน”
สีหน้าของชายชราดำคล้ำ รีบทะยานสู่หนองน้ำกระดูกขาวพร้อมกับหลานสาวและซูอี้
ระหว่างทาง ชายชราตื่นตระหนกระแวดระวัง
ทว่า จนกระทั่งผ่านพ้นหนองน้ำกระดูกขาวนี้ไป เขาก็ไม่ได้ประสบอันตรายใดอีก
สิ่งนี้ทำให้ชายชราอดประหลาดใจมิได้
วิญญาณร้ายประหลาด ณ ก้นหนองน้ำตายกันหมดแล้วหรือไร?
สาวน้อยกล่าวขึ้นมา “ท่านอา เรารอที่นี่เพื่อดูว่าคนน่ารังเกียจที่ลอบโจมตีเราเป็นใครเถอะเจ้าค่ะ!”
ชายชราตอบโดยมิหยุดคิด “ได้!”
เขาเองก็โกรธจนสุมทรวง ก่อนหน้านี้เขาถูกลอบโจมตีในหนองน้ำกระดูกขาวติดต่อกันสองหน หากมิใช่เพราะวิญญาณร้ายประหลาดเหล่านั้นไม่ได้ปรากฏตัว ผลกระทบคงเกินจินตนาการ!
เมื่อพ้นจากหนองน้ำกระดูกขาวมาได้ในยามนี้ พวกเขาย่อมมิต้องกังวลเรื่องนั้นอีก
ซูอี้มิได้กล่าวอันใด
เขามองไปไกล ขณะกวาดสายตาทั่วทั้งบริเวณนั้น
ขณะเดียวกัน…
สามร่างปรากฏขึ้นบนฝั่งอีกด้านของหนองน้ำกระดูกขาว
ผู้นำเป็นชายชราร่างผอมสวมชุดดำ เบ้าตาลึกโหล ดวงตาดูแปลกพิกล ทั่วทั้งร่างแผ่ปราณราชันเซียนอันน่าสะพรึงกลัว
ข้างกายเขามีชายหนุ่มสองคน
“วิญญาณร้ายประหลาดพวกนั้นตายไปแล้วหรือไร ไฉนมิมาหยุดพวกไอ้แก่ทังหลิงฉีนั่น”
ชายชราชุดดำขมวดคิ้ว
ชายหนุ่มผู้หนึ่งอดกล่าวมิได้ “ผู้อาวุโส ในเมื่อหนองน้ำกระดูกขาวนี้สิ้นอันตราย เราก็รีบข้ามกันเถอะ หากสายไป มรดกและโอกาสในตำหนักอนันตรัตติกาลจะถูกผู้อื่นชิงไปนะขอรับ”
“เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าอีกฝั่งหนึ่ง ทังหลิงฉีกำลังรอเราอยู่?”
ชายชราชุดดำเสสรวล “เพราะหากเมื่อครู่เกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง พวกเขาคงตายไปแล้ว เกรงว่าไอ้แก่นั่นน่าจะเดือดดาลอยู่!”
ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันแล้วอดหัวเราะมิได้
“ที่สำคัญในตอนนี้คือเราต้องข้ามหนองน้ำกระดูกขาวนี้ให้ไวที่สุด”
ชายชราชุดดำตัดสินใจ และพาชายหนุ่มทั้งสองล่องนภาเหนือหนองน้ำกระดูกขาวทันที
ระหว่างทางไร้อันตราย
ทว่ายามถึงกลางหนองน้ำ เหตุพลิกผันก็พลันอุบัติ
………………..