บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1603: ยอดเขาจรดเมฆา ตำหนักหมื่นเร้น
ตอนที่ 1603: ยอดเขาจรดเมฆา ตำหนักหมื่นเร้น
หมอกสีเทาขาวปกคลุมทั่วเวหา
หนองน้ำกระดูกขาวเงียบสงัด
ทว่าในบริเวณใกล้เคียงกับชายชราชุดดำ วิญญาณร้ายประหลาดพลันปรากฏขึ้นตาม ๆ กันอย่างเงียบเชียบ แต่ละตนล้วนมีปราณมรณะร้ายกาจ
ดวงตาของวิญญาณร้ายประหลาดทั้งหลายล้วนแดงฉานเยี่ยงโลหิต มองมายังพวกชายชราชุดดำเป็นตาเดียว
“ไอ้#!”
ชายชราชุดดำเบิกตากว้าง หนังศีรษะชายิบ
ชายหนุ่มทั้งสองข้างกายเขาเองก็ขวัญผวาเช่นกัน
นี่มันเหตุใดกัน?
ก่อนหน้านี้ ยามพวกทังหลิงฉีข้ามหนองน้ำกระดูกขาว ก็เห็นกันจะจะว่าไร้อุบัติเหตุใดบังเกิด ไฉนยามนี้…จึงมีวิญญาณร้ายโผล่มามากมายนัก!?
ชายชราชุดดำเองตกตะลึง
เขาคือผู้โจมตีขว้างหอกศึกสำริดใส่หนองน้ำกระดูกขาวสองหนเมื่อคราก่อน พยายามล่อวิญญาณร้ายประหลาดให้โจมตีพวกทังหลิงฉี
ทว่ายามนั้นกลับไร้สิ่งใดปรากฏขึ้นอย่างเกินคาด
และยามนี้ ยามพวกเขาข้ามหนองน้ำกระดูกขาว อุบัติเหตุก็บังเกิด!
เมื่อเห็นว่าวิญญาณร้ายประหลาดอุบัติขึ้นในบริเวณใกล้เคียงมากขึ้นทุกขณะ ชายชราชุดดำพลันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจของเขาเต้นรัวรุนแรง
หายนะแล้วอย่างไร!
“ถอย!”
ชายชราชุดดำตวาดลั่น พาชายหนุ่มทั้งสองข้างกายหันหลังเผ่นหนี
แต่ก็ยังสายไป
กระทั่งเลือดเนื้อหรือเสี้ยวจิตวิญญาณยังถูกเขมือบสิ้น!
……
“สวรรค์!”
ไกลออกไป เมื่อสาวน้อยเห็นภาพประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว นัยน์ตางามกลมโตของนางก็เบิกกว้าง
ชายชรานามทังหลิงฉีอดสูดหายใจเฮือก สันหลังเย็นวาบมิได้
เดิมที เขามารอล้างแค้นศัตรูที่ลอบโจมตีเขา
แต่ไม่คาดเลยว่าจะได้เห็นวิญญาณร้ายนับร้อยโผล่มาสังหารชายชราชุดดำและพวกทั้งสาม!
ชั่วขณะนั้น ทังหลิงฉีอดงุนงงมิได้
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
“ท่านอา อย่าบอกข้านะว่าวิญญาณร้ายประหลาดพวกนั้นเลือกปฏิบัติ?”
สาวน้อยว่า
“สัตว์ประหลาดนี้ กล่าวได้ว่าเป็นมารปีศาจชั่วร้ายที่ตายตกด้วยน้ำมือจอมราชันอนันตรัตติกาลก่อนยุคอวสานเซียน หลังตายตก เศษซากจิตวิญญาณของพวกเขาถูกกัดกร่อนโดยอำนาจกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน เหลือเพียงวิญญาณผู้วายชนม์ซึ่งคนก็มิใช่ ผีก็มิเชิง มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้น ไร้สติปัญญาใด ๆ พวกมันจะเลือกปฏิบัติได้เช่นไร?”
สีหน้าของทังหลิงฉียากอ่าน เพราะเขาก็งุนงงเช่นกัน “ข้าบอกได้เพียงว่าต้องมีเงื่อนงำอื่นที่เราไม่รู้อยู่!”
ยามเรื่องราวผิดแผก ต้องมีเงื่อนงำอยู่เบื้องหลัง
ในฐานะราชันเซียนผู้มากประสบการณ์ ทังหลิงฉีแน่ใจยิ่งนักว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย!
“หรือมันจะเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้?”
ทังหลิงฉีลอบมองซูอี้
ชายหนุ่มชุดเขียวทอดสายตามองไปไกลราวหารู้สึกรู้สาไม่ ปล่อยใจลอยไกลลิบ
“มิน่าใช่เขา”
ทังหลิงฉีส่ายหัว ทิ้งการคาดเดานี้ไป
ชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาลหรือจะทำเช่นนี้ได้?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเดินทางด้วยกันมาตลอด และทังหลิงฉีก็ไม่ได้สังเกตเลยว่าชายหนุ่มขอบเขตจักรวาลผู้นี้จะกระทำการผิดธรรมดาใด ๆ
“ท่านอา นี่ต้องเป็นโชคของเราเป็นแน่แท้ คนดีผีคุ้ม กระทั่งวิญญาณร้ายประหลาดเหล่านั้นยังช่วยเราจัดการพวกคนน่ารังเกียจนั่นเลย!”
สาวน้อยโบกกำปั้นน้อยอันกระจ่างขาวของนาง
ทังหลิงฉีอดสงสัยมิได้ จะบอกว่า… เป็นโชคของพวกเขาจริง ๆ หรือ?
“พี่ชายน้อย คิดเช่นไรหรือ?”
สาวน้อยมองซูอี้
ซูอี้พยักหน้าอย่างใจลอย แล้วจึงกล่าวแก้ “เรียกข้าเป็นสหายเต๋าก็พอ เรียกพี่ชายน้อยดูยากฟังไปหน่อย”
สาวน้อยแย้มยิ้มกล่าว “สหายเต๋ามันดูโบราณคร่ำครึไป เรียกพี่ชายน้อยสิฟังดูดี”
ซูอี้ “…”
หลังข้ามหนองน้ำกระดูกขาวมาได้ พวกเขาก็มาถึงบริเวณหุบเขารกร้างที่ปกคลุมด้วยหมู่เมฆทะมึนเหนือนภา
อสนีบาตแยกเขี้ยวกางเล็บอยู่ในหมู่เมฆ เสียงกัมปนาทสนั่นก้องทั่วฟ้าดิน
อสนีบาตแปลบปลาบเหล่านั้นยังทิ่มแทงสาดแสง ทำให้ขุนเขาอันรกร้างวูบไหวผลุบโผล่ เพิ่มบรรยากาศประหลาดลึกลับ
ณ ส่วนลึกแห่งขุนเขารกร้างมีอารามโบราณเป็นเงาดำตะคุ่มอยู่มากมาย บ้างพังทลาย บ้างทรุดโทรม บ้างตระหง่านท่ามกลางป่าเขา
ดูไม่ต่างจากซากเมืองโบราณอันโอฬาร
แออัดหนาแน่น ไร้จุดจบในคลองจักษุ
ที่นั่นคือซากตำหนักอนันตรัตติกาล!
ในใจซูอี้ ภาพของตำหนักอนันตรัตติกาลยามรุ่งเรืองสมบูรณ์พร้อมปรากฏขึ้น
ยามนั้นเรืองรองสว่างไสวยิ่งนัก สารพัดอาคารโบราณเรียงรายเป็นทิวแถว มีทั้งสนามเต๋าซึ่งจุคนได้นับแสน สวนเพาะปลูกสารพัดโอสถเซียน ถ้ำพำนักแดนศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นเพื่อผู้ร่ำเรียนในตำหนักเรียงรายเต็มไปหมด…
ยามนั้น บรรยากาศรอบข้างสว่างไสวศักดิ์สิทธิ์ ทุกเช้า คนมากมายจะเดินเนืองแน่นเต็มถนน มีชีวิตชีวารุ่งเรือง ทุกแห่งคนคลาคล่ำเปี่ยมด้วยชีวิต
ยามนั้น ตำหนักอนันตรัตติกาลเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในสายตาผู้ฝึกเซียนในโลกหล้า และเป็นตำหนักศึกษาอันดับหนึ่งในโลกเซียน มีคัมภีร์และมรดกนับไม่ถ้วนให้แสวงหา
เพียงอาจารย์ราชันเซียนผู้อยู่สอนในตำหนักยังมีถึงร้อยคน!
และเก้าผู้อาวุโสในตำหนักยังเป็นตัวตนระดับมหาเซียนอีกด้วย!
กระทั่งหวังเย่ก็ยังมาสอนสั่งในตำหนักเป็นครั้งคราว บรรยายไขข้อข้องใจแก่ผู้คน และอธิบายเคล็ดมหาวิถีอันซับซ้อนละเอียดอ่อนด้วยเช่นกัน!
ทว่ายามนี้…
ความสว่างไสวรุ่งเรืองในอดีตได้กลายเป็นความรกร้างว่างเปล่า!
สมุทรแปรผันตามกาล ไร้เค้าเดิมหลงเหลือ
ชั่วขณะนั้น ซูอี้อดทอดถอนใจมิได้
“ข้างหน้านี้คือซากตำหนักอนันตรัตติกาลซึ่งดูจะเป็นซากโบราณอันไร้สลักสำคัญ ทว่าแท้จริงมันแฝงจิตสังหารเกินคณานับ เห็นได้จากเหล่าผู้เฒ่าระดับราชันเซียนซึ่งตายตกลงที่นี่มากมาย”
สีหน้าของทังหลิงฉีจริงจังเคร่งขรึมขึ้นอย่างมาก และกล่าวว่า “เราไป ‘ยอดเขาจรดเมฆา’ กันก่อนเถอะ สหายร่วมทางของเราตกลงจะพบกันที่นั่นแล้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็กล่าวกับซูอี้ “หากสหายน้อยเต็มใจ เจ้าจะตามมาด้วยก็ได้”
“ยอดเขาจรดเมฆา…”
ซูอี้เอ่ยเสียงเบาก่อนจะกล่าวราวกับตระหนักถึงบางสิ่ง “ที่แท้พวกเจ้าก็กำลังจะบุก ‘ตำหนักหมื่นเร้น’ กันหรือ?”
ทังหลิงฉีประหลาดใจ “สหายน้อยเองก็รู้เกี่ยวกับซากโบราณนั้นหรือ?”
ซูอี้พยักหน้า
ตำหนักหมื่นเร้นนั้นตั้งอยู่บนไหล่เขาจรดเมฆา เป็นสถานที่หวงห้ามในตำหนักอนันตรัตติกาล
ณ ที่แห่งนั้นมีมรดกคัมภีร์มหาวิถีที่หวังเย่สะสมไว้จากทั่วนภาโลกเซียนเกือบเก้าหมื่นเล่ม และมรดกกฎเกณฑ์ลับนับไม่ถ้วนอันกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ มีทั้งลัทธิขงจื๊อ ลัทธิเต๋า นิกายพุทธ วิถีมาร วิถีวิญญาณ วิถีดาบและอื่น ๆ อีกมาก
ในอดีตกาล ตำหนักหมื่นเร้นนั้นลือนามทั่วโลกเซียน ถูกผู้ฝึกเซียนนับไม่ถ้วนทั่วโลกหล้าถือเป็น ‘หนึ่งในสี่กรุสมบัติมหาวิถีแห่งโลกหล้า’!
ตัวตนในขอบเขตมหาเซียนบางผู้มาชื่นชม และยินดีจ่ายราคาอย่างใจป้ำเพื่อเข้าตำหนักหมื่นเร้นไปอ่านคัมภีร์โบราณในนั้น!
“พี่ชายน้อย เจ้ามากับเราสิ”
สาวน้อยกล่าวเสียงใส “ถึงอย่างไร คนทุกผู้ก็มาที่นี่เพื่อมรดกนั่นกันอยู่แล้ว”
ซูอี้ตกปากรับคำ
แล้วทังหลิงฉีก็นำทางสู่ซากโบราณไกลออกไปทันที
ทั่วฟ้าดินมืดครึ้ม ปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้า เสียงอสนีบาตคำรนเลื่อนลั่นทั่วจตุรทิศ
นาน ๆ ครั้ง อัสนีก็จะผ่าลงเป็นเส้นยาวจากสรวง ฟ้าดินสว่างไสวเยี่ยงกลางวัน ทว่าเพียงพริบตาก็จะหวนคืนสู่ความมืด ทำให้ซากโบราณรกร้างนี้วูบไหวผลุบโผล่มิจบสิ้น ให้บรรยากาศลึกลับเสียดแทง
ระหว่างทาง ทังหลิงฉีระแวดระวัง ใช้สารพัดสมบัติลับ มิกล้าเลินเล่อลอยชาย
สาวน้อยนามทังเป่าเอ๋อร์เองก็ประหม่ายิ่งกว่าคราใด
นางเคยได้ยินท่านอาของตนกล่าวไว้ว่าซากโบราณของตำหนักอนันตรัตติกาลนี้แฝงไว้ด้วยอันตราย กระทั่งราชันเซียนยังถูกฆ่าได้โดยง่าย!
“อ๊บ!”
ทันใดนั้น เสียงกบร้องก็ดังสนั่นลั่นเยี่ยงมารกู่วจี
ทังหลิงฉีผงะ สีหน้าแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
ยามนี้ อสนีบาตสายหนึ่งฟาดผ่านความมืด เห็นได้ชัดว่าห่างออกไปแสนไกลมีร่างใหญ่ยักษ์ร่างหนึ่งสะท้อนออกมาในแดนดินอันปกคลุมด้วยเมฆอสนีบาตดำทะมึน
มันเป็นคางคกดำขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
มันนั่งอยู่ราวกับเป็นขุนเขามหึมา นัยน์ตาเป็นสีทองประหลาด เทียบขนาดได้กับลำธาร
ยามนี้ สันหลังของทังหลิงฉีชาวาบ เส้นขนทั่วกายลุกซู่
ปราณบนร่างของคางคกดำประหลาดนี้ร้ายอาจอย่างยิ่ง แม้จะอยู่แสนห่างไกล แต่เพียงมองมัน ราชันเซียนอย่างทังหลิงฉีกลับรู้สึกสะพรึงกลัว สัมผัสได้ถึงอันตรายถึงตายเคลื่อนปะทะหน้า!
สาวน้อยทังเป่าเอ๋อร์ยิ่งผงะไปกว่ากัน
คางคงตัวนี้จะใหญ่ไปแล้ว สูงหมื่นจั้งได้กระมัง!
สิ่งที่ชายชราและสาวน้อยมิทันสังเกตก็คือ ปลายนิ้วในแขนเสื้อของซูอี้แตะจี้หยกทมิฬข้างเอวของเขาเบา ๆ
ทันใดนั้น คางคกยักษ์สีดำตัวเท่าบรรพตก็หายวับไป
ไร้ร่องรอยของมันปรากฏขึ้นอีก
“ท่านอา เมื่อครู่นี้ภาพหลอนหรือเจ้าคะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์อดถามมิได้
ทังหลิงฉีสูดหายใจเฮือก สงบหัวใจของเขาแล้วกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “มิใช่ เท่าที่ข้ารู้ ตลอดกาลนานมามีผู้เคยเห็นปีศาจคางคกยักษ์นั่นจากไกล ๆ มาก่อนเช่นกัน กล่าวกันว่าสัตว์ร้ายตัวนั้นเป็นศพมีชีวิตของปีศาจระดับราชันเซียนผู้หนึ่ง กบดานนิ่งในซากโบราณของตำหนักอนันตรัตติกาลตลอดมา และผู้ใดที่เข้าใกล้มันต้องตายโดยมิละเว้น!”
ศพมีชีวิตของปีศาจระดับราชันเซียน?
ทังเป่าเอ๋อร์อดหดคออย่างสะพรึงกลัวมิได้ ที่นี่จะร้ายกาจเกินไปแล้วจริง ๆ
และเมื่อได้ยินวาจาของทังหลิงฉี ซูอี้ก็ขบขัน
ปีศาจคางคกยักษ์อันใดกัน นั่นเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณแท้ของมหาเซียนซึ่งถูกผนึกในแท่นศิลาหนึ่งต่างหาก
‘โชคดีที่เจ้าคางคกน้อยยังอยู่ พิสูจน์ได้ว่าเส้นทางลับสู่ ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’ ยังอยู่ดี’
ซูอี้กล่าวในใจ
ขณะสนทนา ทังหลิงฉีก็เดินทางต่อ
บนหนทางต่อมาไร้อันตรายใด และไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเขาจรดเมฆา
ขุนเขานี้สูงใหญ่ โดดเดี่ยวสูงชัน ว่างเปล่าไร้ชีวิตแม้เพียงหญ้า มีเพียงโขดหินกรวดทราย
ที่ยอดเขาปกคลุมด้วยเมฆอัสนีดำทะมึน
ที่ไหล่เขามีตำหนักอันเสื่อมโทรมแห่งหนึ่ง
ยามนี้ ตำหนักสว่างไสวด้วยแสงไฟ เตะตาเป็นพิเศษในโลกหล้าอันมืดทะมึน
“ดูเหมือนสหายร่วมทางของเราจะมาถึงกันแล้ว”
ทังหลิงฉีถอนหายใจโล่งอก
ระหว่างทาง เขาคิดว่าอาจพบปัญหาอันยากรับมือ และกระทั่งนำไพ่ตายบางอย่างที่ติดตัวไว้ออกมาเตรียมต่อสู้
ใครเล่าจะคิดว่านับแต่หนองน้ำกระดูกขาวเป็นต้นมา เขาก็มิได้พบอันตรายอื่นใดอีก มันราบรื่นเสียจนทังหลิงฉีประหลาดใจเล็กน้อย
“หรือครานี้สวรรค์จะมอบโชคให้เราจริงแท้?”
ทังหลิงฉีพึมพำ
ยามนี้ ซูอี้พลันเลิกคิ้ว ในใจคิดสงสัย
เพราะเมื่อมาถึงเขาจรดเมฆานี้ เขาก็สังเกตได้ถึงปราณอันคุ้นเคยสายหนึ่ง!