บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1604: จุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตอนที่ 1604: จุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
ซูอี้จับจ้องไปยังตำหนักอันสว่างไสวบนไหล่เขา
หรือในตำหนักนั้นจะยังมีสิ่งที่อดีตชาติทิ้งไว้หลงเหลืออยู่?
ไม่นานนัก ทังหลิงฉีก็พาทังเป่าเอ๋อร์และซูอี้ไปยังตำหนัก
“คนส่วนใหญ่ในตำหนักนี้เป็นราชันเซียนจากทวีปกกพิสุทธิ์ ด้านตัวตนและที่มา พวกเขาอาจด้อยกว่าเราเล็กน้อย แต่ทุกผู้ล้วนมีจุดประสงค์ร่วมกัน ไม่อาจใช้ตัวตนข่ม มิเห็นผู้ใดในสายตาได้”
ระหว่างทาง ทังหลิงฉีกล่าวเตือน “เมื่อเจ้าไปถึง ฟังและมองให้มาก สงวนคำพูดและการกระทำเสีย”
ซูอี้แย้มยิ้ม แม้วาจานั้นจะกล่าวกับทังเป่าเอ๋อร์ ทว่าไฉนเลยจะนับเป็นการเตือนใจตนมิได้?
“ท่านอาอย่าห่วงเลย ข้าสัญญาจะมิก่อเรื่องเจ้าค่ะ”
ทังเป่าเอ๋อร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงไหล่เขา
ตำหนักบนไหล่เขาเก่าแก่คร่ำคร่า มีร่องรอยความเสื่อมโทรมเต็มไปหมด
ทว่าในโถงหลักนั้นสว่างไสวด้วยแสงไฟ ร่างบุคคลมากมายมารวมตัวกันนั่งบนพื้น เสวนาต่อกันสร้างบรรยากาศครึกครื้นเปี่ยมชีวิตชีวา
เพียงตัวตนระดับราชันเซียนก็มีสิบกว่าคน
ราชันเซียนแต่ละผู้ล้วนมีผู้น้อยวัยเยาว์ติดตามหนึ่งคน
เมื่อทังหลิงฉีมาถึงพร้อมทังเป่าเอ๋อร์กับซูอี้ หลายบุคคลก็ลุกขึ้นมาทักทายทังหลิงฉีตาม ๆ กัน
จากนั้น เหล่าราชันเซียนก็เชื้อเชิญทังหลิงฉีให้นั่งเป็นประธานกลางโถง
ซูอี้และทังเป่าเอ๋อร์นั่งลงด้านข้าง
จากนั้นก็เห็นได้ว่า ในฐานะราชันเซียนจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลทัง สถานะของทังหลิงฉีนั้นสูงส่งยิ่ง
ซูอี้มิรู้สึกถึงความแตกต่างใด ๆ
มันก็แค่ที่นั่งที่หนึ่ง
ทว่าเขาก็สัมผัสได้เช่นกันว่าราชันเซียนสิบกว่าคนที่นี่นั้นดูจะคล้อยตาม ‘ทังหลิงฉี’ แบบหน้ามืดตามัว
“ยามนี้เราก็แค่รอให้ผู้อาวุโสใหญ่ ‘หลี่อู้เจิน’ แห่งสำนักดาบจักรภพมาถึง แล้วเราก็จะร่วมมือกันบุก ‘ตำหนักหมื่นเร้น’ ที่ยอดเขาได้”
“มิทราบว่าพี่ชายร่วมวิถีทังมีแผนใดหรือไม่?”
ราชันเซียนทั้งหลายเสวนาถึงเรื่องเกี่ยวกับมรดกและสมบัติต่าง ๆ ในตำหนักหมื่นเร้น
ทังหลิงฉีแย้มยิ้มและร่วมเสวนา
ซูอี้รู้สึกเบื่อเอาการ
เขานั่งดื่มเงียบ ๆ คนเดียว คิดสงสัยในใจว่าปราณอันคุ้นเคยที่เขาเพิ่งสัมผัสได้เมื่อครู่นั้นคือสิ่งใด
“พี่ชายน้อย เจ้าก็เบื่อเหมือนกันหรือไม่?”
ทังเป่าเอ๋อร์ขยับแพขนตายาว เอนตัวมาตรงหน้าซูอี้แล้วกระซิบถาม
ก่อนซูอี้จะทันได้ตอบ สาวน้อยก็กล่าวอย่างแง่งอน “บทสนทนาตามมารยาท พิธีการทั้งหลายนี่มีแต่เรื่องผิวเผินทั้งนั้น ข้าไม่เคยชอบมันเลย”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “หากเป็นการพบพานระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย ย่อมเป็นการดีหากจะลดราพิธีรีตอง ทว่าโอกาสเช่นนี้มันก็แสนน่าเบื่อเช่นเจ้าว่า”
ทังเป่าเอ๋อร์พลันรู้สึกฮึกเหิม แย้มยิ้มสว่างไสว “ข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ ด้วย ถึงเจ้าจะพูดโอ่จนน่าหมั่นไส้ไปหน่อย แต่เรื่องอื่นถือว่ายอดเยี่ยมนัก”
ซูอี้ผงะ “ข้าไปคุยโอ่ยามใดกัน?”
ทังเป่าเอ๋อร์กะพริบนัยน์ตากลมโตงดงามของนางแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย “ยามแรกพบ เจ้าบอกว่ามังกรร้ายในแม่น้ำลั่วมีทั้งหมดสามสิบหกตน ทั้งยังบอกด้วยว่า ‘จอมราชันสุดสวรรค์’ ถูกบีบให้ฆ่าตัวตาย แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าในหอคัมภีร์ตระกูลข้ามีจดหมายเหตุของบรรพชนบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับศึกนี้อยู่ และคำแถลงของเจ้าเพ้อเจ้อหามีมูลไม่ จิ้มทีเดียวก็แหลกสลายหมดแล้ว”
ซูอี้ผงะไป ไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี
ทังเป่าเอ๋อร์แย้มยิ้ม “แต่อย่าห่วงเลย ข้ามิหัวเราะเยาะเจ้าหรอก คนหนุ่มสาวเช่นเราย่อมมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กันทั้งสิ้น แต่ก็เพราะเช่นนี้ เราเลยดูเป็นคนโดยแท้จริง”
นัยน์ตาของสาวน้อยเปล่งประกาย ใบหน้าจิ้มลิ้ม ท่าทางซุกซน ขณะกล่าวเช่นนั้น มวยก้อนน้อยบนศีรษะของนางก็ยังไหวระริก ซูอี้อดอยากเอื้อมมือไปดึงเล่นมิได้
“แล้วเจ้าบกพร่องเช่นไรกัน?”
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจ
ทังเป่าเอ๋อร์ขมวดคิ้ว กล่าวอย่างขื่นขม “จุดบกพร่องเล็กน้อยของข้ายิบย่อยเยอะไปหมด เช่นเกิดมางามเกินไป มิอาจเลี่ยงถูกฝูงภมรผีเสื้อบ้าคลั่งพวกนั้นรุมตอม เช่นศักยภาพฝึกตนสูงส่งเกินไป พวกผู้เฒ่าในตระกูลเอาแต่ชมข้า บอกว่าอนาคตของข้าจะก้าวข้ามบรรพชนบางท่านในตระกูล เฮ้อ ถึงข้าจะแน่ใจว่าตัวเองก้าวข้ามบรรพชนบางท่านได้แน่ก็ตาม แต่ชมเช่นนี้ทุกวันก็น่าเบื่อมาก…”
นางดูเหมือนบ่นระบายเรื่องหนักใจ เจื้อยแจ้วมิจบสิ้น
ทว่าซูอี้ฟังแล้วมิอาจรู้ว่าควรหัวเราะหรือร่ำไห้
นี่นับเป็นจุดบกพร่องเล็กน้อยด้วยหรือ?
จุดบกพร่องเล็กน้อยเช่นนั้น ข้าเองก็มี ทั้งยังเยอะกว่านี้มากด้วย!
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนผมขาวซึ่งนั่งอยู่มิห่างไปนักก็ถามยิ้ม ๆ “พี่ชายร่วมวิถีทัง พ่อหนุ่มข้างกายท่านก็เป็นบุตรตระกูลท่านด้วยหรือ?”
คุณหนูใหญ่ทังเป่าเอ๋อร์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่นี่ และรู้ดีว่าถูกทะนุถนอมดุจไข่มุกในมือตระกูลทังโบราณ เป็นบุตรีผู้ภาคภูมิแห่งสวรรค์
ทว่าสำหรับซูอี้ ผู้คนทั้งหลายล้วนไม่คุ้นหน้า
ทังหลิงฉีกล่าวยิ้ม ๆ “ผู้นี้คือซูอี้ สหายน้อยซู เราพบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางมายังเขาจรดเมฆา จึงร่วมทางมาด้วยกัน”
คนทุกผู้พลันประจักษ์ว่าชายหนุ่มผู้นี้หาใช่คนจากตระกูลทังไม่
และหลายคนก็สิ้นสนใจสืบสาวต่อในทันใด
บางผู้เสสรวลกล่าว “ได้รับความชื่นชมและยกย่องจากตัวตนสูงส่งอย่างพี่ทัง สหายน้อยซูผู้นี้โชควาสนาดีโดยแท้!”
ผู้ทรงอำนาจบางผู้เองก็กล่าวเสริม “ถูกต้อง ด้วยโชคเช่นนี้ อนาคตของสหายน้อยซูย่อมไร้จำกัด”
พวกเขาดูเหมือนจะยกยอซูอี้ ทว่าแท้จริงนั้นมันคือการสื่อว่าเขามิอาจเทียบรัศมีกับทังหลิงฉีได้
ซูอี้รู้ และมิได้สนใจเลย
ทังหลิงฉีแย้มยิ้มโบกมือ “อย่าเข้าใจผิด สหายน้อยซูไม่มีทางเป็นคนธรรมดาแน่ ไม่จำเป็นต้องให้ตาเฒ่าผู้นี้มาปกป้องเลย”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ ชายหนุ่มชุดเหลืองผู้หนึ่งพลันกล่าวว่า “ผู้อาวุโส จากกฎที่เราตกลงกัน ไม่ใช่ว่าแต่ละขุมกำลังจะได้รับอนุญาตให้มีผู้น้อยเข้าร่วมปฏิบัติการนี้เพียงผู้เดียวหรือ? สหายเต๋าซูผู้นั้น เขา…”
ความนัยถูกเผยออกมาตั้งแต่ก่อนกล่าวจบ
ซูอี้ดื่มสุราหมดจอกและกล่าวเสียงเรียบ “อย่าห่วงเลย ข้าไร้ความสนใจเข้าร่วมปฏิบัติการเช่นนี้ และจะมิมาแข่งกับพวกเจ้าหรอก”
หนึ่งวาจานั้นเผยความคิดของชายหนุ่มชุดเหลืองออกมาหมดจด ทำให้สีหน้าของเขาแข็งทื่อเล็กน้อย
เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ข้าแค่ถามเท่านั้น มิได้หมายความเช่นนั้น ต่อให้ท่านเข้าร่วม ข้าก็มิกลัวจะประชันกันแม้แต่น้อย!”
ซูอี้แย้มยิ้ม หาสนใจไม่
ชายหนุ่มชุดเหลืองรู้สึกเบื่อจึงหยุดพูด
ทว่าสายตายามมองมายังซูอี้นั้นบอกชัดเจนว่าเขามิชอบใจเล็กน้อย
ชายวัยกลางคนผมขาวกล่าวยิ้ม ๆ “แบบนี้ดีหรือไม่ ในเมื่อสหายน้อยซูมากับพี่ชายร่วมวิถีทัง เขาก็มิใช่คนนอก ข้าว่าให้เขาเข้าร่วมด้วยก็ได้นะ”
นี่ไม่ต่างจากการสร้างสัมพันธ์อันดีกับทังหลิงฉี ใครเล่าจะฟังไม่ออก?
ทันใดนั้น ราชันเซียนบางผู้ก็ตอบตกลง
ทว่าเรื่องนี้ทำให้ผู้เยาว์บางคนมิชอบใจ อยู่ดี ๆ ก็มีคู่แข่งเพิ่มมาอีกคน ผู้ใดเล่าจะยอม?
“ผู้อาวุโสทุกท่านล้วนเมตตา เรื่องนี้ข้าเข้าใจ ทว่าการที่จะยอมมอบโอกาสให้ง่าย ๆ เช่นนี้นั้น สาธารณะทำใจยอมรับมิได้หรอก”
เสียงของชายหนุ่มชุดเหลืองกังวานชัด “ข้ามีข้อเสนอ ขอเพียงสหายเต๋าซูผู้นั้นรับปากสู้กับข้าและรอดสามกระบวนได้โดยไม่แพ้ เราค่อยให้เขาเข้าร่วมปฏิบัติการ?”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว เหล่าผู้น้อยหลายคนก็ให้การสนับสนุนทันที
ราชันเซียนทั้งหลายหาหยุดยั้งไม่ พวกเขาล้วนมองอย่างสนอกสนใจ
ในหมู่คนหนุ่มสาว การประชันเจตจำนงเช่นนี้ย่อมเกิดได้!
หาไม่ จะถูกมองผู้เยาว์ได้เช่นไร?
นามของชายหนุ่มชุดเหลืองคือ ‘หานจิ่งซง’ กล่าวได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดหากเทียบกับผู้เยาว์คนอื่น ๆ ในโถงแห่งนี้
“สหายเต๋าซูคิดเช่นไร?”
หานจิ่งซงมองซูอี้อย่างเจือเค้าลางการยั่วยุ
ทุกสายตามองซูอี้เป็นตาเดียว
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “มิต้องเจรจากันหรอก ข้าบอกแล้วนี่ว่าไร้ความคิดเข้าร่วมปฏิบัติการนี้”
หลายผู้ผงะนิ่ง ดวงตาแปรเปลี่ยนซับซ้อน
มันเป็นเพียงการประลอง มิได้ตัดสินเป็นตาย ความกล้าสักนิดก็ไม่มีเลยหรือไร?
หานจิ่งซงเองก็เผยความผิดหวัง ส่ายหน้าหัวเราะกับตนเอง “ข้าก็คิดอยู่ว่าผู้อาวุโสทังพาผู้เลิศล้ำใดมา ดูเหมือน… ข้าจะคิดมากไปเอง”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับที่นั่งไป
เหล่าผู้เยาว์ทั้งหลายก็เฮฮาเสสรวล
คนผู้นี้น่าสนใจทีเดียว เลือกเลิกราด้วยตนเอง ที่แท้ก็เป็นคนตาขาว
ทังหลิงฉีเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ และแม้ในใจจะสงสัยว่าเหตุใดซูอี้จึงมิอยากเข้าร่วม ทว่าเขาก็ไม่ได้กล่าวอันใด
เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็พบกันโดยบังเอิญ สร้างสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้ก็ดีแล้ว
ทังเป่าเอ๋อร์ขุ่นเคืองเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด “หากเจ้าเสนอขอเจรจา จะถูกปฏิเสธบ้างผิดหรือไร? หากเป็นข้า ข้าก็ไร้ความสนใจรับปากทำตามคำขอเหมือนเด็กน้อยกระจองอแงเช่นนี้เหมือนกัน”
วาจาของสาวน้อยกังวานใสเฉียบขาด มิซุกซ่อนเจตนาใด ๆ และในพริบตานั้น ใบหน้าของหานจิ่งซงแดงก่ำ เจือความรู้สึกละอาย
เด็กน้อยกระจองอแง?
ฟังสิ!
ยังมีสิ่งใดหยามกันเกินกว่านี้อีกหรือไม่?
ทังหลิงฉีถลึงตากล่าวตำหนิ “เป่าเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท!”
ทังเป่าเอ๋อร์พองแก้มกล่าว “ข้าแค่พูดความจริงเจ้าค่ะ”
ทังหลิงฉีอดยิ้มขมขื่น มองไปรอบ ๆ และกล่าวอย่างขอโทษขอโพยมิได้ “ทุกท่านโปรดอย่าถือสา เป่าเอ๋อร์แม่หนูผู้นี้ถูกพวกผู้เฒ่าในตระกูลข้าตามใจจนนิสัยเสียไปแล้ว!”
คนทุกผู้ล้วนแย้มยิ้มเข้าใจ
มีเพียงหัวใจของหานจิ่งซงที่ยังคงขุ่นเคือง ทว่าก็มิกล้าระบายโทสะออกมา
ไม่มีทางเสียหรอก ฐานะของทังเป่าเอ๋อร์ห่างไกลเกินกว่าที่เขาจะประชันได้ และมิอาจล่วงเกินด้วย
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงนำโทสะในใจไปลงกับซูอี้
หนึ่งบุคคลกลัวสงคราม ไฉนจึงได้ทังเป่าเอ๋อร์มาช่วยสนับสนุน?
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
“ป่านนี้แล้ว ไฉนสหายเต๋า ‘หลี่อู้เจิน’ จากสำนักดาบจักรภพจึงยังไม่มาอีก? หรือจะเกิดเรื่องเกินคาดหมายใด ๆ ระหว่างทางกัน?”
ยามนี้ มีผู้กล่าวขึ้น
ชั่วพริบตานั้น ทุกคนพากันขมวดคิ้วน้อย ๆ
“หือ?”
ทันใดนั้น ซูอี้ก็สังเกตพบบางสิ่ง เบนสายตามองไปนอกโถง
และขณะเดียวกัน
เสียงบุรุษซึ่งจีบปากจีบคอดุจสตรีก็ดังออกมาจากนอกโถง
“หลี่อู้เจิน? พวกเจ้าพูดถึงคนผู้นี้อยู่หรือไม่ เขามากับข้าแล้ว”
พร้อมกันนั้น ร่างผอมเพรียวร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาในโถง
ผู้มาสวมอาภรณ์สีเงิน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ดวงตามืดมนเฉยชา รอบกายคุกรุ่นด้วยกระแสเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีม่วง ให้ความรู้สึกเย็นชาน่าสะพรึงกลัว
คนทุกผู้ถูกสายตาของเขากวาดมองต่างรู้สึกประหนึ่งถูกอสรพิษจับจ้อง ทำให้ผู้คนเหงื่อแตกกระสับกระส่าย
ในมือของชายชุดสีเงินถือศีรษะอาบเลือดของมนุษย์ผู้หนึ่ง
ศีรษะของคนผู้นั้นชุ่มเลือด ดวงตาถลนเหลือกสุดหวาดผวา
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ล้วนตกตะลึง
เพราะศีรษะมนุษย์นั้นคือหัวของผู้อาวุโสใหญ่ ‘หลี่อู้เจิน’ แห่งสำนักดาบจักรภพ!
………………..