บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1605: สมบัติม้วนภาพแห่งจอมราชันอนันตรัตติกาล
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- ตอนที่ 1605: สมบัติม้วนภาพแห่งจอมราชันอนันตรัตติกาล
ตอนที่ 1605: สมบัติม้วนภาพแห่งจอมราชันอนันตรัตติกาล
หลี่อู้เจินถูกสังหาร!
กระทั่งหัวของเขายังถูกคนถือมาโผล่ตรงหน้าคนทุกผู้!
บรรยากาศในโถงพลันหดหู่จมดิ่ง อึดอัดใจจนไร้ผู้ใดหายใจคล่อง
แทบจะด้วยสัญชาตญาณ เหล่าราชันเซียนล้วนลุกขึ้นปกป้องผู้เยาว์ข้างกายพวกตน ขณะที่ดวงตาจ้องไปยังชายในชุดสีเงินซึ่งเข้ามาใหม่
คนผู้นี้มีร่างผอมเพรียว ใบหน้าหล่อเหลา รอบกายคุกรุ่นด้วยกระแสเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีม่วง ให้ความรู้สึกเย็นชาน่าสะพรึงกลัว
เมื่อเขามาถึง ปราณสีเลือดก็ทะลักท่วมโถงเยี่ยงทะเลโลหิตบรรพตซากศพ ทำให้หัวใจทุกผู้สั่นสะท้าน
ซูอี้นั่งนิ่งที่เดิม รินสุราลงจอกอย่างไร้สุ้มเสียง
กิริยาเฉยชาสุขุมเช่นนั้นทำให้ทังเป่าเอ๋อร์อดมองเขาใหม่ไม่ได้ คนผู้นี้เรื่อยเฉื่อยโดยแท้ มิปั่นป่วนเรรวนราวอยู่คนเดียว
เมื่อคิดเช่นนี้ ทังเป่าเอ๋อร์ผู้เดิมคิดจะลุกจากที่ก็นั่งต่อที่เดิม
ทว่ายามนี้ ไม่มีผู้ใดมามัวสนใจผู้น้อยอย่างซูอี้กับทังเป่าเอ๋อร์
สายตาทุกคู่รวมถึงทังหลิงฉีต่างจับจ้องที่ชายในชุดสีเงิน สีหน้าปรากฏความขึ้งเคียด
“ท่านคือใคร ไฉนจึงฆ่าสหายเต๋าหลี่อู้เจิน?”
บุคคลร่างสูงสวมอาภรณ์สีม่วงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
ชายในชุดสีเงินแย้มยิ้ม โยนศีรษะชุ่มเลือดในมือลงพื้น จากนั้นกวาดสายตามองคนทุกผู้ในโถง
เมื่อเขาเห็นซูอี้และทังเป่าเอ๋อร์ยังนั่งอยู่ เขาก็ตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเมินไปเสียสิ้น
แล้วเขาก็ชูสามนิ้ว ยิ้มบางและกล่าวช้า ๆ “อย่ากลัวไป ข้ามาที่นี่เพื่อกระทำการเพียงสามสิ่ง”
“ประการแรก ส่งหัวนี้มาเตือนพวกเจ้าว่าอย่ายุ่มย่ามที่นี่จะดีกว่า หาไม่ จุดจบจะไม่ต่างกับหลี่อู้เจินผู้นี้”
คนทุกผู้ใบหน้ามืดทะมึนโกรธเคือง
คำข่มขู่นี้หามีการอำพรางไม่ เห็นได้เช่นว่าชายชุดสีเงินผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด!
ชายร่างสูงในอาภรณ์สีม่วงหัวเราะอย่างเดือดดาล “นี่ท่านจะปล้นกันหรือ?”
คิ้วของชายในชุดสีเงินขมวดหากัน โบกแขนเสื้อ
ม้วนภาพม้วนหนึ่งทะยานสู่เวหา
ตู้ม!
ปราณดาบสายหนึ่งพุ่งออกจากม้วนภาพ ฟาดฟันร่างชายร่างสูงในอาภรณ์สีม่วงกระเด็นไปกระแทกผนังโถงทันใด
ทั้งโถงสั่นสะท้านรุนแรง
ชายในชุดสีม่วงเส้นผมสยาย โลหิตหยาดหยดจากปาก เกราะคุ้มกายที่อกของเขาแหลกสลาย เผยแผลดาบชุ่มเลือดรอยหนึ่ง
คนทุกผู้ล้วนพรั่นพรึง สีหน้าแปรเปลี่ยนทันใด
เป็นปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวนัก!
หากไม่ใช่มีเกราะคุ้มอกช่วยปกป้อง ชายในชุดสีม่วงคงถูกดาบนี้ฆ่าตายในพริบตา!
แต่ถึงเช่นนั้น ชายชุดม่วงซึ่งเป็นราชันเซียนก็ยังบาดเจ็บสาหัส!
สายตาของซูอี้มองไปยังม้วนภาพซึ่งลอยตรงหน้าชายในชุดสีเงินด้วยแววตาลึกล้ำละเอียดอ่อน
“ข้าไม่ชอบให้ขัดระหว่างกำลังพูด”
ชายในชุดสีเงินยิ้มบาง และกล่าวต่อช้า ๆ “เอาล่ะ พวกเจ้าส่งสมบัติทั้งหมดที่มีออกมาก่อน แล้วข้าจะพูดเรื่องที่สาม”
คนทุกผู้ล้วนสีหน้ายากมอง
ชายวัยกลางคนผมขาวผู้หนึ่งกล่าวอย่างมิอาจสะกดโทสะ “ทุกท่าน ข้าว่าเรามิต้องพูดจาเรื่อยเปื่อนกันแล้ว ร่วมมือกันฆ่าคนบ้าผู้นี้เถอะ!”
ชายในชุดสีเงินดีดนิ้ว
ปราณดาบสายหนึ่งทะยานออกมาจากในม้วนภาพอีกครั้ง
เรืองรองเยี่ยงเส้นแสงแรกอรุณ
“เปิด!”
ชายวัยกลางคนผมขาวตวาด
เขาเร่งโคจรวิถีเต๋าสุดกำลังรอไว้แล้ว ใช้สารพัดสมบัติเซียนคุ้มกายในตัวเลือกปะทะตรง ๆ
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังถี่ยิบ
ภาพอันน่าหวาดผวาอุบัติขึ้น ภายใต้ปราณดาบอันเจิดจรัส สมบัติเซียนคุ้มกายของชายวัยกลางคนผมขาวต่างพากันระเบิดเยี่ยงทำจากกระดาษ
ชายวัยกลางคนผมขาวเสียหายอย่างหนักหน่วงด้วยดาบนี้ ร่างของเขากระแทกเข้ามุมผนัง ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ชั่วขณะนั้น เหล่าราชันเซียนล้วนตกตะลึง หนังศีรษะชายิบ
คนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุไฉนม้วนภาพในปกครองของเขาจึงทรงพลังร้ายกาจนัก?
“กระทำการใดมิซ้ำสาม หากยังมีผู้คิดใช้เลห์เหลี่ยม อย่าโทษข้าที่ไร้ปรานี”
ชายในชุดสีเงินดูสุขุมยิ่ง เขายืนขวางทางเข้าโถงหลัก มองทุกผู้ที่นี่เป็นเหยื่อในกำมือด้วยท่าทียโสท้าทาย
หัวใจทุกผู้ร่วงลงสู่ก้นเหว ตระหนักแล้วว่าหนนี้พวกตนวิกฤติหนัก
กระทั่งทังเป่าเอ๋อร์ยังยากสงบใจ อดยืนขึ้นอย่างเงียบงันมิได้ ใบหน้าน้อยอันงดงามเปี่ยมความเคร่งเครียด
แม้สาวน้อยจะซุกซนบอบบาง นางก็มิได้โง่ ในทางกลับกัน นางฉลาดมากฝีมือยิ่ง มีหรือจะมิทราบว่าสถานการณ์ปัจจุบันร้ายแรงเพียงใด?
สายตาทุกผู้ล้วนมองไปยังทังหลิงฉีเป็นตาเดียว
ในหมู่ทุกผู้ที่นี่ ทังหลิงฉีแข็งแกร่งและมีฐานะสูงส่งที่สุด และเป็นที่พึ่งของทุกผู้
แม้แต่การสำรวจตำหนักหมื่นเร้นครั้งนี้ ทังหลิงฉีก็เป็นผู้ริเริ่ม
ทังหลิงฉีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หากตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้เข้าใจไม่ผิด ท่านน่าจะเป็นยอดฝีมือจาก ‘ลัทธิอัคคีเทพ’ ถูกหรือไม่?”
ลัทธิอัคคีเทพ!
คนทุกผู้ล้วนตะลึงงัน สะท้านสั่นทั้งใจกาย นึกถึงขุมกำลังมารโบราณและลึกลับแห่งหนึ่งขึ้นได้
ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง ลัทธิอัคคีเทพคือหนึ่งในสามขุมกำลังมารหลักในแดนเซียน
บรรพชนผู้ก่อตั้งนั้นคือบรรพชนมารไร้เทียมทานผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ครองนามวิถี ‘จอมราชันเสมอสวรรค์’ อันเลื่องลือในแดนเซียน
และศิษย์ลัทธิอัคคีเทพก็แพร่กระจายไปแทบทั่วแดนเซียน!
ทว่าด้วยยุคอวสานเซียนปรากฏขึ้น ลัทธิอัคคีเทพเองก็เสียหายหนักหน่วงจากหายนะ ข่าวลือมากมายอ้างว่าขุมกำลังวิถีมารโบราณนี้ได้สาบสูญไปเนิ่นนานท่ามกลางธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์
ทว่าใครจะคิดว่าคืนนี้ ราชันเซียนอันต้องสงสัยว่าจะมาจากลัทธิอัคคีเทพจะปรากฏขึ้น ณ ซากตำหนักอนันตรัตติกาล!
ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
ชายในชุดสีเงินดูประหลาดใจเล็กน้อย “มิคาดเลยว่าในโลกหล้าทุกวันนี้จะยังมีผู้มองที่มาของข้าออก เจ้าเป็นใครกัน?”
ทังหลิงฉีกล่าวเสียงลึกล้ำ “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้มาจากตระกูลทังแห่งเขาบรรพกำบัง”
ชายในชุดสีเงินหรี่ตาลง “มิน่าเล่า”
เมื่อเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน ตระกูลทังก็เป็นยอดตระกูลตระกูลหนึ่งในแดนเซียนเช่นกัน!
ทังหลิงฉีกุมกำปั้นกล่าว “ในเมื่อท่านรู้จักตระกูลเรา โปรดไว้หน้ารามือเพื่อตระกูลเราบ้าง หยุดเรื่องราวลงที่นี่เถิด แล้วภายหน้าเราก็ยังญาติดีกันได้อยู่”
วาจานั้นสุภาพและอดทนถึงขีดสุด
ทว่าชายในชุดสีเงินกลับเสสรวลกล่าว “ตระกูลทังทรงพลังมาก แต่ยังทำให้ลัทธิอัคคีเทพของข้ากลัวมิได้หรอก”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวต่อด้วยแววตาเวทนา “หยุดดิ้นรนเสียดีกว่า ว่ากันตามตรง ซากตำหนักอนันตรัตติกาลแห่งมหาบรรพตสุดสวรรค์นี้ถูกลัทธิอัคคีเทพของข้าปกครองอยู่นานแล้ว!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว เหล่าผู้ฟังก็ฮือฮาเซ็งแซ่ สีหน้าแปรเปลี่ยน ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งมิถูกต้อง
ชายในชุดสีเงินกล่าวต่อ “พวกเจ้าน่าจะเดาได้แล้ว อันที่จริงในอดีตกาลผ่านมา ผู้ที่เข้ามาสำรวจหาโอกาสที่นี่เหมือนพวกเจ้าบ้างก็ตายลงที่นี่”
“บ้างก็เลือกยอมสยบแก่ลัทธิอัคคีเทพของข้า”
“ไม่ว่าผู้ใดก็ออกจากซากตำหนักอนันตรัตติกาลไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์มิได้!”
หนึ่งในผู้คนกล่าวด้วยสีหน้ายากมอง “นี่… นี่เป็นกับดักหรือ?”
ชายในชุดสีเงินกล่าวยิ้ม ๆ “จะเข้าใจเช่นนั้นก็ย่อมได้”
“อย่างนี้เอง มรดกและสมบัติในตำหนักหมื่นเร้นที่ว่านั่น ที่แท้ก็เป็นเหยื่อล่อพวกเรามา!”
หานจิ่งซงกล่าวเสียงสั่น
หัวใจทุกผู้หนักอึ้ง มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด
ใครเล่าจะคาดว่าทั้งหมดนี้ ที่แท้แล้วเป็นกับดักของลัทธิอัคคีเทพ!?
และชายในชุดสีเงินก็แข็งแกร่งอย่างยิ่ง โดยเฉพาะม้วนภาพในมือเขาซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอาวุธสังหารชั้นยอด ร้ายกาจไร้ขอบเขต!
ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้สักคน
ยิ่งกว่านั้น ชายในชุดสีเงินยังมิกลัวล่วงเกินตระกูลทังเลยแม้แต่น้อย!
“พวกเจ้าอย่ากระทำบุ่มบ่ามจะดีกว่า”
บนพื้น สายตาของชายในชุดสีเงินจ้องทังหลิงฉี “แม้พวกเจ้าจะมีสารพัดไพ่ตาย แต่ตรงหน้าข้า พวกมันล้วนไร้ประโยชน์”
หัวใจของทังหลิงฉีดิ่งวูบ “ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
ชายในชุดสีเงินเสสรวล ดวงตาเย้าหยอก “ในเมื่อเจ้ามาจากตระกูลทัง เห็นที่มาของสมบัติม้วนภาพนี้หรือไม่?”
ทังหลิงฉีขมวดคิ้ว “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ไร้ปัญญา โปรดแถลงไขด้วย”
ชายในชุดสีเงินถอนใจกล่าว “เล่นฉินให้วัวฟังช่างน่าเบื่อ แต่วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าเปิดหูเปิดตาสักหน่อย!”
กล่าวจบ เขาก็ยกมือคลี่ม้วนภาพออก สะบัดแผ่ไปบนอากาศ
ม้วนภาพนั้นยาวสามฉื่อ บนนั้นมีอักษรเขียนไว้เพียงสี่คำ
‘รั้งนภาสามฉื่อ!’
ทุกคำนั้นดุดันเยี่ยงคมดาบทะลวงนภา ส่งอำนาจทิ่มแทงกลับสู่กระดาษ
ตู้ม!
เมื่อสายตาทุกคู่อ่านเห็นข้อความตัวใหญ่ทั้งสี่ วิญญาณของพวกเขาก็เจ็บแปลบ สัมผัสแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนสวรรค์สะท้าน ทั่วร่างอาบด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
เหล่าผู้น้อยยิ่งตะลึงไปใหญ่ พวกเขาเข่าอ่อนแทบทรุดร่วงตาม ๆ กัน
“นี่… นี่มันสมบัติม้วนภาพแห่งจอมราชันอนันตรัตติกาล!”
ทังหลิงฉีอุทาน ตะลึงงันเกินรักษาความสุขุม
ราชันเซียนอื่น ๆ ทั้งหลายล้วนสูดหายใจเฮือก หนาวเยือกทั้งกายใจ ในที่สุดก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าไฉนชายในชุดสีเงินจึงมั่นใจไร้ความกลัวนัก
และไฉนปราณดาบจากสมบัติม้วนภาพนี้จึงแสนน่าสะพรึงกลัว!
เหตุผลนั้นเป็นเพราะม้วนภาพนี้เป็นของจอมราชันอนันตรัตติกาล!!
“จอมราชันอนันตรัตติกาล…”
ใบหน้าน้อยของทังเป่าเอ๋อร์แข็งค้าง
แม้ยุคอวสานเซียนอันยาวนานจะเปลี่ยนแดนเซียนไปเสียสิ้น แต่ทุกวันนี้ใครเล่าจะไม่เคยได้ยินตำนานแห่งจอมราชันอนันตรัตติกาล?
พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์ เซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบ!
เขาเป็นนักดาบซึ่งแข็งแกร่งสูงสุด ณ จุดยอดแห่งวิถีเซียนตลอดชั่วกาลนาน ไร้ผู้ใดเสมอเหมือน!
สารพัดวีรกรรมเกี่ยวกับเขาได้กลายมาเป็นเรื่องเล่าตำนานสืบทอดในแดนเซียนช้านาน ที่ใดในแดนเซียนมีผู้ฝึกตน ตำนานของจอมราชันอนันตรัตติกาลก็จะแพร่หลายที่นั่น!
ในฐานะทายาทตระกูลทัง ทังเป่าเอ๋อร์ก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวจอมราชันอนันตรัตติกาลจากคัมภีร์โบราณมากมาย รู้ดีกว่าเซียนมากมายในโลกหล้าว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลนั้นคือผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ควรค่าให้ยกย่องเป็น ‘ท่าน’!
ดังนั้น ยอดฝีมือวิถีเซียนบางผู้จึงกระทั่งยกย่องเขาเป็น ‘ท่านจอมราชัน’!
ชายในชุดสีเงินมองสีหน้าตกตะลึงของคนทุกผู้ในโถง แล้วมุมปากก็อดยกขึ้นอย่างลำพองมิได้
เขาแสร้งทำใจเย็น กล่าวอย่างเฉื่อยชา “ถูกต้อง นี่คือสมบัติม้วนภาพของทรราชหวังเย่ผู้นั้น!”
“เขาเคยกล่าวว่า วิถีสูงเยี่ยงนภา หัวใจข้าดุจดาบ รั้งนภาลงสามฉื่อ สมบัติม้วนภาพนี้คือการเผยแพร่ความคิดของเขายามบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน”
“แม้มันจะเป็นเพียงสมบัติม้วนภาพง่าย ๆ มิใช่เคล็ดวิชาใด ๆ แต่มันก็สลักความคิดและปราณดาบของทรราชเอาไว้ และอยู่ทนการกัดกร่อนจากหายนะอวสานเซียน อยู่รอดจนวันนี้ กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติเลิศล้ำหนึ่งเดียวในโลกหล้า!”
กล่าวจบ สีหน้าของชายในชุดสีเงินก็ปรากฏเค้าคลั่งไคล้และดูถูก “ยามนี้เมื่อสมบัติชิ้นนี้อยู่กับข้า ในสายตา พวกเจ้าจึงไม่ต่างจากไก่จากหมา ไร้สิ่งใดที่ข้าต้องห่วง!”
เหล่าผู้ชมเงียบสงัด
มีเพียงเสียงอันดูหมิ่นจองหองของชายในชุดสีเงินสะท้อนก้องเนิ่นนานทั่วชายคา
คนทุกผู้หน้าซีดขาว
ขณะที่ซูอี้นั่งโคลงไหสุราในมือลำพัง
สุราในไหถูกดื่มเกลี้ยง ให้ความรู้สึกเคว้งคว้างเดียวดาย
………………..