บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1606: คืนสู่มือเจ้าของเดิม
ตอนที่ 1606: คืนสู่มือเจ้าของเดิม
บรรยากาศอึมครึมจนทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
แสงวูบไหวในโถงสะท้อนใบหน้าของคนทุกผู้เป็นครั้งคราว
คลื่นความสิ้นหวังแผ่ขยายในหัวใจทุกผู้ราวกับกอหญ้างอกเงย
ชายในชุดสีเงินหัวเราะร่า
เขาช่างสำราญที่ทำให้คู่ต่อสู้เสียขวัญได้
“มาสิ เริ่มที่เจ้าได้เลย ส่งสมบัติทั้งหมดมา”
ชายในชุดสีเงินเคลื่อนสายตาไปยังมุมซ้ายของโถงซึ่งมีชายร่างใหญ่สีหน้าเย็นชาในชุดขุนนางผู้หนึ่งยืนอยู่
สีหน้าของชายผู้นั้นดูมืดทะมึน
“พอแล้ว!”
ทันใดนั้น ทังหลิงฉีก็ตวาดลั่นอย่างเดือดดาล “ลัทธิอัคคีเทพอันใด? ในแดนเซียนทุกวันนี้ หนึ่งมือมิอาจปิดนภาได้!”
เสียงนั้นกังวานไปทั่วทั้งโถง
ทุกผู้ล้วนผงะนิ่ง
คิ้วของชายในชุดสีเงินขมวดหากัน จิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นในแววตา “ไอ้แก่ เจ้าอยากตายนักหรือไร?”
“อยู่ไปก็ไร้สุข ตายไปก็ไร้ความกลัว แม้ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้จะไม่อาจสู้ แต่ก็มิเคยกลัวความตาย”
ทังหลิงฉีสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวอย่างเฉียบขาด “ยามนี้ข้าอยากลองนักว่าจะสามารถฆ่าเปิดทางทุกผู้ในโถงโดยแลกชีวิตตนได้หรือไม่!”
ทุกผู้ล้วนหัวใจสะท้าน
ทังเป่าเอ๋อร์กัดฟันกล่าว “ข้าจะไปกับท่านอาด้วย!”
“นับข้าด้วย!”
ทันใดนั้น ราชันเซียนผู้หนึ่งก็กล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก สะท้านสะเทือนและทรงพลัง
และจากนั้น ราชันเซียนบางผู้ก็ตอบสนองทันที
ทุกผู้ล้วนมีสีหน้าดุร้ายหมายชีวิต
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของชายในชุดสีเงินมืดดำ เขาหัวเราะอย่างโกรธเคือง “ดูเหมือนหากไม่เชือดไก่ให้ลิงดู คงมิเห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตากันจริง ๆ!”
วูบ!
ม้วนภาพตรงหน้าเขาทอประกาย วจีดาบกู่ก้อง
หัวใจทุกผู้หนาวเยือก
ทว่าทันใดนั้น ซูอี้ก็เขวี้ยงไหสุราเปล่าทิ้งไป พลันลุกขึ้นและกล่าวว่า “เรื่องวันนี้ก็เกี่ยวพันกับข้า ให้ข้าจัดการเถอะ”
ทุกผู้ตะลึง
“เจ้าคิดจะไปตายผู้เดียวหรือ?”
หานจิ่งซงโพล่งออกมาอย่างแทบมิอาจเชื่อหู
คนอื่น ๆ เองก็เช่นกัน
ป่านนี้แล้ว ไฉนพ่อหนุ่มนี่จึงยังกล้ากล่าวเพ้อเจ้อเช่นนี้อีก?
ชายในชุดสีเงินอดหัวเราะมิได้
ก่อนหน้านี้ เขาเมินผู้น้อยอย่างซูอี้ไปทันที
ใครเล่าจะคิดว่าผู้น้อยอันไร้ความโดดเด่นนี้จะกล้าลุกขึ้นมาสามหาวกับเขา!
“พี่ชายน้อย อย่าเลย…”
ทังเป่าเอ๋อร์คิดเกลี้ยกล่อม ทว่าชายหนุ่มกลับก้าวออกจากที่นั่งแล้ว “หากอยากช่วยกันจริง ๆ เตรียมสุราให้ข้าสักไหดีกว่า”
หญิงสาวตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น
หัวใจของทังหลิงฉีกระตุกวูบ ระหว่างทาง ชายหนุ่มผู้นี้ไร้ความกลัวเสมอ กระทั่งยามเผชิญกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สีหน้าก็ยังมิแปรเปลี่ยน
บางที… เขาอาจมีไพ่ตายบางอย่างไปสู้ได้
ชายในชุดสีเงินเหลืออดเต็มทน จากนั้นก็เก็บม้วนภาพม้วนนั้นไปและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฆ่ามดอย่างเจ้า มิต้องใช้สมบัติสูงสุดเช่นนี้หรอก!”
ตู้ม!
ชายในชุดสีเงินลงมือทันที เท้าเยื้องย่าง มือขวาขยับประทับตรา ฟาดลงบนอากาศ
เพลิงสีม่วงโหมกระหน่ำ สุญญะมอดไหม้แผดเผา ทั่วทั้งโถงพลันร้อนรุ่มเยี่ยงเตาหลอม อำนาจทำลายล้างอันร้ายกาจทำให้ใบหน้าของเหล่าราชันเซียนล้วนเปลี่ยนสี
ต้องกล่าวว่าแม้จะไม่ใช้สมบัติชิ้นนี้ เพียงความแข็งแกร่งของเขาเพียงลำพังก็กล่าวได้แล้วว่าน่าสะพรึงกลัวแล้ว
ทว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง เขาก้าวเข้ามาแล้วตบฝ่ามือลงไปเบา ๆ
ไร้ความโดดเด่นหรือออกแรง
ทว่าฝ่ามือบนอากาศนี้กลับแฝงอำนาจที่ไร้เทียมทาน!
เปรี้ยง!!!
เพลิงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงระเบิดกลางอากาศ
คลื่นอำนาจปั่นป่วน ร่างของชายในชุดสีเงินสะท้านรุนแรง ก่อนจะก้าวถอยไปหลายก้าว ใบหน้าหล่อเหลาเขียวคล้ำไปชั่วขณะ
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน เจ้าเด็กนี่มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาล… เหตุใดจึงท้าทายสวรรค์เพียงนี้?
ตู้ม!
โดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายได้ครุ่นคิด ชายหนุ่มก็โจมตีเข้ามาอีกครา
เขาใช้นิ้วปาดขวางเล็กน้อยเยี่ยงดาบ
สุญญะพลันปริแยก
ปราณดาบสายหนึ่งดูราวทะลวงข้ามกาลเวลา เผยอำนาจอหังการแม้ดูสามัญ เพียงหนึ่งการโจมตีนี้ดูพร้อมจะทะลวงสวรรค์เป็นรูโหว่
“ย้าก!”
ชายในชุดสีเงินตวาดลั่น อำนาจกฎเกณฑ์สีม่วงอันเจิดจรัสปรากฏขึ้นรอบกาย สร้างเป็นแดนอัคคีทิพย์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ซวนหนีกู่คำรามก้องเก้าชั้นสรวง เผยอำนาจแผดเผานภาทลายปฐพี
แม้จะเปลี่ยนแปลงมาจากอำนาจกฎเกณฑ์ ทว่ามันก็ยังดูสมจริงจนแทบสลายโถงแห่งนี้ให้กลายเป็นของเหลว ทุกผู้รู้สึกราวกำลังถูกหลอมอยู่ในเตา
แล้วเหตุการณ์อันชวนตื่นตะลึงก็บังเกิด…
ปราณดาบของซูอี้ฟาดฟันสังหารสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ซวนหนีตัวนั้นลงได้อย่างง่ายดาย แหวกนภาทำลายแดนอัคคีทิพย์ของอีกฝ่ายจนไม่เหลือซาก!
ปราณดาบสายนั้นฟาดฟันฉวัดเฉวียน ปะทะกับร่างของชายคนนั้นจนกระเด็นไปทันที
พรวด!
ชายในชุดสีเงินกระอักเลือด ใบหน้าเปี่ยมความตกตะลึง
เป็นไปได้เช่นไร!?
ยามนี้ ทุกผู้ในโถงล้วนตะลึงอึ้ง สับสนในหัวมิต่างกัน
“ที่แท้พี่ชายน้อยผู้นั้นก็แข็งแกร่งยิ่ง…”
ดวงตาของทังเป่าเอ๋อร์เลื่อนลอย
“เป็นไปได้เช่นไร!!!?”
ดวงตาของหานจิ่งซงแทบถลนจากเบ้าด้วยความตกใจ
ก่อนหน้านี้ เขาท้าให้ซูอี้มาสู้กันและกีดกันไม่ให้ชายหนุ่มเข้าร่วมปฏิบัติการ กระทั่งดูถูกเหยียดหยามเพราะอีกฝ่ายมิยอมตกลงประชัน
แม้กระทั่งยามที่อีกฝ่ายคิดจะลงมือเมื่อครู่ เขายังเผลอคิดไปว่าการกระทำของซูอี้มิต่างจากส่งตนเองไปตาย
ทว่ายามนี้ เขาตระหนักแล้วว่าที่แท้ ตัวตลกแท้จริงคือเขาเอง!
“นี่เป็นเซียนแท้ขอบเขตจักรวาลจริง ๆ หรือ?”
“ก่อนหน้านี้ข้าสายตาฝ้าฟาง มิอาจเห็นได้เลยว่าสหายน้อยผู้นี้เร้นกายแนบเนียนที่สุด!”
“เขา…เขาเป็นใครกันแน่?”
…เหล่าราชันเซียนล้วนตกตะลึงพรึงเพริดราวกับได้ประจักษ์ปาฏิหาริย์ตรงหน้า
“ปรากฏว่าข้ายังคงคิดผิดอยู่ดี…”
หัวใจของทังหลิงฉีปั่นป่วน
เดิมที เขาคิดว่าชายหนุ่มลึกลับในขอบเขตจักรวาลเช่นซูอี้นั้นต้องใช้ไพ่ตายบางอย่างเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นแน่
แต่ใครเล่าจะคิดว่าแค่พึ่งพาความสามารถของตน เขาจะเอาชนะคู่ต่อสู้ในระดับราชันเซียนได้!
เหลือเชื่อโดยมิต้องสงสัย!!
ตู้ม!
ขณะที่ทุกผู้ยังตกตะลึง ซูอี้ก็โจมตีอีกหน
ชายแขนเสื้อสะบัดไหว ภาวะดาบรายล้อมดุจท้องนภาครามแห่งโบราณกาลเคลื่อนคล้อย ให้ความรู้สึกเป็นเอกลักษณ์ในฟ้าดิน
ชายในชุดสีเงินมิกล้าเลินเล่อ ทุ่มกำลังสกัดสุดฝีมือ
ทว่าก็ไร้ความหมาย
เพียงชั่วพริบตา แขนซ้ายของเขาก็ถูกดาบสะบั้น โลหิตสาดกระเซ็น ใบหน้าหล่อเหลานั้นบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด
“วอนตาย!!”
ชายในชุดสีเงินคำราม
เปรี้ยง!
สมบัติชิ้นนั้นทะยานสู่เวหา อำนาจดาบร้ายกาจพอจะทำให้ท้องนภาสั่นสะท้าน
แย่แล้ว!
ทุกผู้ที่อยู่ภายในโถงล้วนหน้าเปลี่ยนสีอย่างพร้อมเพรียง วิญญาณหลุดลอย
ใครเล่าจะไม่รู้ว่าม้วนภาพที่เป็นฝีมือ ‘จอมราชันอนันตรัตติกาล’ นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงไร?
ราชันเซียนถูกสังหารได้ทุกเมื่อ!
และเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็หยุดมือแล้วหัวเราะ
ใช้ม้วนภาพอักษรที่ตนเขียนไว้ในอดีตชาติมาจัดการกับตัวเองเนี่ยนะ?
ช่างน่าขันนัก!
“ไอ้หนู ไม่กล้าลงมือแล้วหรือไร? มาเซ่!”
เส้นผมของเขาสยายรุงรัง แขนซ้ายถูกสะบั้น โลหิตแปดเปื้อนอาภรณ์สีเงิน สภาพดูสะบักสะบอมยิ่ง
เมื่อใช้สมบัติชิ้นนั้นออกมา เขาก็เหมือนได้ที่พึ่งหัวใจ ความทะนงตนเพิ่มสูงขึ้น
“หากทำชั่วมากเกินไป เจ้าก็เท่ากับฆ่าตนเอง เชื่อหรือไม่ว่าเจ้าจะตายด้วยม้วนภาพนี้?”
ดวงตาของชายหนุ่มเย้ยหยันขณะก้าวเข้ามา
ชายในชุดสีเงินแค่นยิ้ม “เชื่อก็บ้าแล้ว!”
ตู้ม!
เขาเร่งใช้ม้วนภาพ แล้วปราณดาบสายหนึ่งก็ทะยานออกมาพร้อมเสียงคำรามลั่น ฟาดฟันเข้าใส่ซูอี้
ปราณดาบสายนั้นเรืองรองเยี่ยงแสงสว่างแรกอรุณ คมกริบไร้เทียมทาน
ทุกผู้หน้าซีดขาว สัมผัสได้ถึงภัยร้ายแรงถึงชีวิต ต่างผู้ล้วนแผดเสียงร้อง
“หนีไป!”
“ระวัง!
ทังหลิงฉีกับทังเป่าเอ๋อร์ยิ่งตกใจกว่าใคร เหงื่อกาฬแตกพลั่ก แทบมิอาจหายใจ
ทักษะดาบนี้ร้ายกาจยิ่ง!!
ซูอี้จะรับมือได้เช่นไร?
ทว่าทุกผู้ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อชายหนุ่มหาขัดขืนไม่
เขาเพียงใช้สองมือไพล่หลัง ไม่ได้หยุดฝีเท้า สีหน้าสุขุมเยี่ยงกาลก่อน
และเมื่อปราณดาบสายนั้นฟาดฟันเข้ามา เขาก็ทำเพียงเงยหน้ามอง
หลังจากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงทุกคู่ ปราณดาบสายนี้พลันร่วงลงจากกลางอากาศ กู่คำราม ระเบิดอำนาจดาบที่ไร้ผู้เทียบ หันกลับแล้วฟาดฟันสวนคืน!
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายในชุดสีเงินแข็งทื่อ
นี่มันเรื่องใดกัน!?
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ดาบที่ฟาดกลับมาสะท้อนในม่านตา ดูตกตะลึงราวกับมิได้ตั้งตัว
เพราะมันกะทันหันเกินไป
เขาไร้จังหวะให้หลบด้วยซ้ำ
ฉัวะ!
ด้วยดาบเล่มนั้น ร่างของเขาถูกผ่าเป็นสองซีก
ผืนพิภพถูกแยกเป็นรอยยาว!
เมื่อร่างทั้งสองซีกของชายในชุดสีเงินร่วงลงกับพื้น พวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นธุลีปลิวกระจาย หายไปสิ้นร่องรอย
เมื่อเขาแบมือออกในยามนี้
วูบ!
ม้วนภาพม้วนนั้นปรากฏขึ้นในมือเขาประหนึ่งนางแอ่นคืนรัง
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบกริบ ยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง ความคิดในขณะนี้ว่างเปล่า
สมบัติชิ้นนี้ของจอมราชันอนันตรัตติกาลแสนร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัว แต่ใครเล่าจะคิดว่าท้ายที่สุด มันจะสังหารชายในชุดสีเงินผู้ครอบครองมัน?
กะทันหันยิ่งและยังสุดเหลือเชื่อ!
น่าอัศจรรย์เสียจนทุกผู้มิตั้งตัว เกินคาดฝันว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ขณะเดียวกัน ซูอี้มองลงมายังอักษรในม้วนภาพด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจ
‘รั้งนภาสามฉื่อ!’
นี่เป็นภาพอักษรที่เขาเขียนกับมือยามบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนในอดีตชาติ เป็นการระบายความคิด ณ ขณะนั้นออกมา
ทั้งกระดาษ พู่กัน และหมึกที่ใช้ล้วนธรรมดา
ทว่าอักขระทั้งสี่ตัวนี้มาจากฝีมือเขา ภาพอักษรที่ได้จึงแตกต่างเหนือธรรมดาโดยสิ้นเชิง!
หากตัวตนผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนฝึกฝนบนฟูกลูกหนึ่งหลายต่อหลายปี แม้ฟูกลูกนั้นจะธรรมดา หลังจากอาบปราณมหาวิถีมานานหลายปี มันก็เปลี่ยนเป็นไม่ธรรมดาได้
หากเซียนคนอื่นได้มันไป พวกเขาก็อาจกระทั่งสัมผัสจังหวะวิถีอันน่าเหลือเชื่อจากฟูกนั้นได้มากมาย!
ม้วนภาพม้วนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
‘ไม่น่าเล่า ยามข้ามาถึงเขาจรดเมฆานี้ จึงสัมผัสได้ถึงปราณอันคุ้นเคย ที่แท้ก็คืออักษรภาพที่ข้าทิ้งไว้ในตำหนักหมื่นเร้นซึ่งรอดมาจนปัจจุบันนี่เอง’ ซูอี้ลอบกล่าวในใจ
ยามนี้ ทุกผู้ในโถงต่างฟื้นจากความตะลึง ต่างคนล้วนเผยความตื่นเต้นปรีดา
ทังหลิงฉีเป็นผู้แรกที่ออกมาขอบคุณซูอี้ด้วยความตื้นตัน
ราชันเซียนคนอื่น ๆ ตามเขามาติด ๆ แต่ละผู้ล้วนเผยความตื้นตันซาบซึ้ง
ใครเล่าจะไม่รู้ว่า หากวันนี้ไร้ชายหนุ่มขอบเขตจักรวาลผู้นี้ ผลลัพธ์สำหรับทุกผู้คนที่นี่จะเกินคาดคิด?
หานจิ่งซงเองก็ออกมาขอบคุณอย่างละอาย ขณะเดียวกัน เขาก็หวังให้ใต้เท้าหนุ่มให้อภัย ไม่ถือสาการล่วงเกินก่อนหน้านี้ของตน
ซูอี้หรือจะใส่ใจผู้น้อยเช่นนี้ เขายิ้มรับแล้วรามือไปทันที
ไกลออกไป ทังเป่าเอ๋อร์มองเรื่องทั้งหมดด้วยคู่เนตรกลมโตงดงามอันเรืองประกายเจิดจรัส
………………..