บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1607: เก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์
ตอนที่ 1607: เก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์
ทังเป่าเอ๋อร์ก้าวเข้ามาส่งไหสุราหนึ่งแก่ซูอี้ และกล่าวว่า “พี่ชายน้อย ให้เจ้า!”
ซูอี้รับไว้ด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงกล่าวว่า “ยามนี้ พวกเจ้าออกจากที่นี่ก่อนจะดีกว่า”
หัวใจของทุกผู้หนาวเยือก ความปรีดาเลือนหาย
ก่อนหน้านี้ ชายในชุดสีเงินกล่าวไว้ว่ากำลังคนของลัทธิอัคคีเทพเข้าควบคุมซากตำหนักอนันตรัตติกาลนี้ไว้นานแล้ว!
กล่าวคือ นอกจากชายในชุดสีเงินแล้ว ต้องมียอดฝีมือคนอื่น ๆ จากลัทธิอัคคีเทพอยู่อีก!
“สหายเต๋าไม่มากับเราด้วยหรือ?”
ทังหลังฉีอดกล่าวไม่ได้
คำเรียกซูอี้ของเขาแปรเปลี่ยนจาก ‘สหายน้อย’ เป็น ‘สหายเต๋า’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการวางตัวของผู้เฒ่าผู้นี้
บนวิถีฝึกฝน ผู้แข็งแกร่งได้รับเกียรติ ความสำเร็จมาก่อนสิ่งอื่นใด
ในศึกเมื่อครู่ ชายหนุ่มได้พิสูจน์แล้วว่าเขาแข็งแกร่งเพียงไร
และยังทำให้ทังหลิงฉีกับราชันเซียนคนอื่น ๆ มิกล้าถือตัวเป็นผู้อาวุโสอีกต่อไป
ซูอี้ส่ายหัวกล่าว “ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องทำ ไปเถอะ ข้าจะไปส่งพวกเจ้า”
กล่าวจบ เขาก็ถือไหสุราเดินออกนอกโถงหลักไป
คนอื่น ๆ ไล่ตามไปอย่างรีบร้อน
ฟ้าดินมืดมัว เมฆสายฟ้าแลบวูบวาบ ภายในแดนดินอันแห้งแล้งว่างเปล่านี้มีความมืดอันลี้ลับน่าสะพรึงปกคลุมทั่วทุกแห่งหน
พวกเขาเพิ่งก้าวออกจากโถง เสียงหนึ่งอันเย็นชาลึกล้ำก็ดังมาจากท้องนภาไกลออกไป
“อยากจะไป? ฝันไปเถอะ!”
เสียงนั้นสนั่นก้องเสียจนกลบเสียงอสนีบาตเหนือนภา
พร้อมกันนั้น สามบุคคลก็ปรากฏกายขึ้น
ส่วนอีกสองคน หนึ่งเป็นชายร่างผอมสูงผู้มีปราณดุร้าย และอีกหนึ่งคนเป็นหญิงงามในอาภรณ์กรุยกราย
ทั้งสามต่างแผ่ปราณราชันเซียน!
ทังหลิงฉีและคณะล้วนหัวใจดิ่งวูบ
“ใครกันที่ฆ่านักบวช ‘อินเฮ่อ’ จากลัทธิอัคคีเทพของข้า ไสหัวออกมาซิ!”
ชายชราในอาภรณ์สีหมึกคำรามลั่นอย่างมาดร้าย
ซูอี้คร้านเกินกว่าจะพูดมากความ จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ม้วนภาพม้วนนั้นปรากฏขึ้น
และเมื่อชายหนุ่มยกมือขึ้นเล็กน้อย
ฉัวะ!
อักขระ ‘รั้ง’ พลันทะยานผ่านนภา ลายเส้นนั้นเป็นเช่นคมดาบสะบั้นฟ้า เปล่งรัศมีดาบเฉิดฉายเรืองรอง ส่องสว่างทั่วทั้งด้าวแดน
สีหน้าของชายชราในอาภรณ์สีหมึกพลันแปรเปลี่ยน “บ้าเอ๊ย สมบัตินั่น หลบเร็ว!”
ว่าพลาง เขาก็เคลื่อนกายหลบทันควัน
ทว่าก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
อักขระ ‘รั้ง’ ตัวนั้นเป็นเช่นบรรพตศักดิ์สิทธิ์ถล่มเวหา แผ่อำนาจพันธนาการร้ายกาจกดดัน สุญญะทั่วแดนพลันหยุดนิ่ง
เมฆสายฟ้าอันดังก้องเหนือเวหาเองก็นิ่งเงียบอย่างน่าประหลาด
ชายชราในชุดสีหมึกและพรรคพวกเป็นราชันเซียนสามคนจากลัทธิอัคคีเทพ แต่ละผู้ล้วนแข็งแกร่งมิยิ่งหย่อนกว่ากัน
ทว่าพลังปราณทั่วทั้งกายของพวกเขากลับถูกผนึกสิ้นเชิง แน่นิ่งเยี่ยงแมลงติดใยแมงมุม มิอาจขยับเขยื้อนใด ๆ
ทำได้เพียงมองอักษรอันเรืองรองที่เขียนว่า ‘รั้ง’ นั้นกดทับลงมาใส่
สีหน้าของทุกผู้ดูสิ้นหวัง
ตู้ม!
ร่างของชายชราในอาภรณ์สีหมึกและพรรคพวกทั้งสามระเบิดแหลกอย่างพร้อมเพรียง จิตวิญญาณสูญสิ้น
ง่ายดายเยี่ยงบี้มดสามตัว!
ทุกผู้ล้วนตกตะลึง
ราวกับเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นตรงหน้า
“มันก็แค่ม้วนภาพอักษรที่เขียนขึ้นเท่านั้น แต่กลับมีอำนาจร้ายกาจสยบทั่วแดนเช่นนี้ ยากจะคาดเดายิ่งว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้บรรลุจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ณ ยามนั้นจะมีความแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเพียงไร…”
บางผู้พึมพำ
ผู้คนเองก็หัวใจระทึก
อักขระ ‘รั้ง’ นั้นแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พุ่งหวนคืนสู่สมบัติชิ้นนั้น
ซูอี้สังเกตเห็นว่าสมบัติม้วนภาพนี้มีรัศมีที่จางลงกว่าเก่ามาก
‘ว่าแล้วเชียว สมบัติชิ้นนี้ไม่ใช่สมบัติเซียน และค่อนข้างไร้ประโยชน์’
ซูอี้กล่าวในใจ
หายากนักที่ม้วนภาพม้วนนี้จะผ่านพ้นกาลเวลาแสนนานมาจนถึงทุกวันนี้ได้
และเห็นได้ชัดว่าชายในชุดสีเงินก็ใช้สมบัติชิ้นนี้มาแล้วหลายหน จนปัจจุบันอำนาจวิถีดาบและจิตวิญญาณในม้วนภาพนี้แทบเหือดหายสิ้น
จากการคาดเดาของซูอี้ อย่างมากมันก็ใช้ได้อีกเพียงสามครั้ง ก่อนที่สมบัติม้วนภาพนี้จะสิ้นจิตวิญญาณ กลายเป็นเพียงกระดาษเขียนเล่นม้วนหนึ่ง
“ข้าจำได้แล้ว ชายชราคนเมื่อครู่คือราชันเซียนจ้าวฉางคง เมื่อสามพันปีก่อน เขามาสำรวจหาโอกาสในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว ทว่าก็ไม่ได้กลับออกไป ลือกันว่าเขาตกตาย ใครเล่าจะคิดว่าเขาจะเข้าร่วมกับลัทธิอัคคีเทพ!”
มีผู้อุทาน
“มิใช่เพียงจ้าวฉางคง สองคนที่อยู่ข้างเขาก็คือ ‘ราชันปีศาจตู๋หมอ’ กับ ‘ราชันปีศาจเลี่ยอวิ๋น’ จากเขาตระการเมฆาแห่งทวีปกกพิสุทธิ์! พวกเขาสองคนมายังเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วเมื่อสามร้อยปีก่อน และจวบยามนี้ก็ยังไร้ข่าวคราว แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาก็ร่วมมือกับลัทธิอัคคีเทพเช่นกัน!”
บางผู้กล่าวเสียงต่ำ
ผู้คนฮือฮากันเสียงก้องออกมา
ไม่ว่าจะเป็นจ้าวฉางคง ราชันปีศาจตู๋หมอหรือราชันปีศาจเลี่ยอวิ๋น ก็ล้วนแต่เป็นตัวตนระดับราชันเซียนผู้ลือนามในโลกหล้า!
ทว่าหลังเข้ามาในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว พวกเขาก็ล้วนสูญสลายจากโลกา ไม่มีข่าวคราวใดออกมา
ทุกผู้คิดว่าพวกเขาตกตายลงในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วกันหมดแล้ว!
ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าพิสูจน์ว่าพวกเขามิได้ตกตาย แต่เข้าร่วมกับลัทธิอัคคีเทพต่างหาก!
ทังหลิงฉีกล่าวว่า “ดูเหมือนชายในชุดสีเงินที่ชื่ออินเฮ่อนั่นจะมิได้มาฆ่าเรา แต่มาปราบพวกเราเพื่อให้ยอมสยบเป็นลิ่วล้อรับใช้ลัทธิอัคคีเทพมากกว่า!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา หัวใจคนทุกผู้ก็สั่นสะท้าน
บางผู้อดกล่าวมิได้ว่า “นานมาแล้ว ไม่อาจรู้ได้ว่ามียอดฝีมือสิ้นข่าวหลังเข้าสู่เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วมากมายเพียงไร หรือจะบอกว่า… พวกเขายอมสยบแก่ลัทธิอัคคีเทพกันหมดแล้ว?”
เป็นไปได้สูงมาก!
ซูอี้มิได้กล่าวอันใดในเรื่องนี้ แต่เขาก็รู้ว่าทุกผู้ล้วนอนุมานเช่นไร
ขุมกำลังวิถีมารอย่างลัทธิอัคคีเทพทำตัวอหังการมาตลอด ผู้คล้อยตามรุ่งโรจน์ ผู้แข็งขืนต้องตาย เป็นหนึ่งในสามขุมกำลังมารหลักในแดนเซียนนับแต่ก่อนยุคอวสานเซียนจะปรากฏขึ้น
บรรพชนผู้ก่อตั้ง ‘จอมราชันเสมอสวรรค์’ นั้นเคยเป็นหนึ่งในศัตรูร้ายอันไร้เทียมทานของหวังเย่!
“ไปกันเถอะ”
มิอยู่เฉยนาน ชายหนุ่มก็ชิงนำทางไปก่อน ตั้งใจจะส่งคนเหล่านี้สู่อีกฝั่งของหนองน้ำกระดูกขาว
ตำหนักอนันตรัตติกาลเดิมทีเขาเป็นคนสร้าง แต่ในยามนี้กลับถูกลัทธิอัคคีเทพยึดครอง วางกับดักหลอกล่อยอดฝีมือผู้มาแสวงหาโอกาส เรื่องนี้ซูอี้ย่อมมิอาจรับได้
และในฐานะเจ้าของที่นี่ ชายหนุ่มก็ไม่ถือสาหากจะไปส่งพวกทังหลิงฉีสักหน่อย
ทว่าไม่นานหลังจากออกเดินทาง ตรงหน้าก็ปรากฏเรื่องชวนประหลาดใจ
รูปสลักสำริดหัก ๆ เก้ารูปพลันพุ่งออกมาจากในซากปรักหักพัง
รูปสลักสำริดแต่ละชิ้นล้วนถูกฝังมาเกินนับปี ฝุ่นผงเกรอะกรัง ทว่ายามปรากฏขึ้น รูปสลักสำริดเหล่านี้กลับเรืองรองเจิดจ้าด้วยแสงวิถีไม่แพ้กัน!
จากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงมากมาย รูปสลักสำริดเหล่านั้นพลันฟื้นชีวิตจากการหลับใหล แปรเปลี่ยนเป็นตัวตนทรงพลังร้ายกาจพร้อมกัน
มีทั้งบัณฑิตขงจื่อผู้ถือพัดขนนก ปราณอันร้ายกาจและทรงพลังแผ่ออกมานอกร่างกาย
ทั้งผู้ถือหอกศึก สวมชุดเกราะ ปกคลุมด้วยเพลิงมารดุดัน
ทั้งนักพรตเต๋าผู้เยาว์วัยที่กำลังนั่งอยู่บนหลังกระทิงขาว
หลวงจีนเฒ่าถือประคำในมือ ยืนบนแท่นปทุมด้วยสีหน้าเมตตา
…พวกเขาแต่ละผู้ล้วนมีอำนาจแตกต่าง ทว่าล้วนแข็งแกร่งเยี่ยงเทพในตำนาน รัศมีจากร่างเรืองรองทะยานฟ้า ขับไล่ความมืดมิด เรืองรองทั่วด้าวแดน!
พวกทังหลิงฉีล้วนตกตะลึง หนาวยะเยือกทั้งใจกาย
สายตาของซูอี้กวาดมองร่างทั้งเก้า ทว่าดวงตาของเขากลับดูซับซ้อนยิ่ง
พวกเขาคือรูปสลักของเก้าผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาแห่งตำหนักอนันตรัตติกาล!
มีทั้งบรรพชน ตัวตนสูงส่งจากสายลัทธิขงจื่อ ผู้เรืองอำนาจจากวิถีมาร บรรพชนผู้มีความสำเร็จวิถีเต๋ารุ่งเรืองสูงส่ง พหูสูตพุทธธรรมอันเลิศล้ำเรืองรอง… พวกเขาล้วนแต่เป็นมหาเซียนผู้นำวิถีของตน!
ยามตำหนักอนันตรัตติกาลรุ่งเรือง ผู้อาวุโสเช่นนี้มีเป็นร้อยคน และแม้จะแข่งขันกัน แต่พวกเขาก็นับเป็นตัวตน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีของแต่ละผู้
ยามนั้น สถาบันต่าง ๆ ในตำหนักอนันตรัตติกาลล้วนประชันรัศมี เป็นที่เลื่องลือในนาม ‘ร้อยสำนักประชันคำนึง’!
และผู้อาวุโสซึ่งแข็งแกร่งที่สุดก็คือเก้าคนตรงหน้าพวกเขา
แต่ละคนล้วนเป็นเสาหลักค้ำจุนตำหนักอนันตรัตติกาลซึ่งหวังเย่เชื้อเชิญมาจากทั่วทั้งแดนเซียนให้มาสอนสั่งเผยแพร่วิชาในตำหนักอนันตรัตติกาล!
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเฉยชาจากบนพื้น
“หากพวกเจ้ารอดจาก ‘ค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์’ นี้ไปได้ ก็มาเด็ดหัวข้าอิงเจวี๋ยผู้นี้ได้เลย!”
พร้อมกันนั้น ชายในอาภรณ์หยกผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นหลังร่างอันทรงพลังทั้งเก้าอันแปรเปลี่ยนจากรูปสลักสำริด
เรือนผมยาวปล่อยสยาย ดวงตาอันทรงเสน่ห์พราวระยับ ในมือถือยันต์กลไกโบราณ ยืนบนอากาศ แผ่ปราณราชันเซียนน่าสะพรึงกลัวจากทั่วร่าง
ทังหลิงฉีและคณะในยามนี้จึงรู้ว่าตัวตนร้ายกาจทั้งเก้านี้แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจค่ายกล!
และผู้บงการเบื้องหลังก็คือชายในอาภรณ์หยกผู้เรียกตนว่า ‘อิงเจวี๋ย’!
มิต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายก็เป็นยอดฝีมือจากลัทธิอัคคีเทพเช่นกัน
ทังหลิงฉีและคณะล้วนหันมองซูอี้โดยไม่รู้ตัว ราวกับถือเขาเป็นที่พึ่งและผู้ค้ำจุน
ชายหนุ่มมิกล่าววาจาอื่นใด จากนั้นเขาถอดจี้หยกดำข้างเอวออกมา และจิ้มปลายนิ้วลงบนจี้หยก
พรึ่บ!
ลวดลายบัญญัติลึกลับผุดขึ้นจากจี้หยก
“ไป”
ซูอี้ก้าวไปเบื้องหน้า
ตรงหน้าพวกเขามีร่างอันร้ายกาจทั้งเก้าขวางอยู่ เพียงปราณที่เผยออกมาก็ทรงพลังเสียจนใจสะท้าน
ทว่าซูอี้หาถือจริงจังไม่!
แม้จะงุนงง แต่พวกเขาก็ยังฝืนก้าวตาม
“ฮึ!”
ไกลออกไป อิงเจวี๋ยแสยะยิ้ม เร่งใช้ยันต์กลไกโบราณในมือโจมตีอย่างรุนแรง
ตู้ม!
ฟ้าดินปั่นป่วน แสงสว่างสาดประกาย
เก้าตัวตนร้ายกาจล้วนเผยอิทธิฤทธิ์
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็สะบัดแขนเสื้อ
วูบ!
ลวดลายบัญญัติสะท้อนจากหยกดำพลันเปล่งแสงเรืองรอง เผยอำนาจมหาวิถีประหลาดปกคลุมนภา
เห็นได้เลือนรางว่าในลวดลายบัญญัตินั้นมีอักขระวิถีห้าตัวอันเก่าแก่โบราณที่สุด ดูคล้ายกับถูกดาบจารึกเอาไว้
พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!
“ไปเด็ดหัวเขาเสีย”
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ
ขณะที่ทุกผู้กำลังตะลึง ภาพอันเหลือเชื่อก็บังเกิด
เก้าตัวตนผู้มีปราณแข็งแกร่งทรงอำนาจพร้อมใจกันกลับหลังหัน พุ่งเข้าใส่อิงเจวี๋ยโดยทันควัน!
อิงเจวี๋ย “!!!?”
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อ ความตกตะลึงพรึงเพริดปรากฏขึ้นบนใบหน้า เหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้น่าตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดลอย เขาหันหลังเผ่นหนีโดยมิต้องหยุดคิด
ขณะเดียวกัน อิงเจวี๋ยก็เร่งใช้ยันต์กลไกในมืออย่างบ้าคลั่ง
ทว่าไม่นานนัก เขาก็ต้องเสียสติเมื่อพบว่ายันต์กลไกซึ่งควบคุมบงการค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์ไร้การตอบสนองใด ๆ!
“ไฉนเป็นเช่นนี้!?”
อิงเจวี๋ยร้องอย่างสิ้นหวัง
ยามนี้ คอของเขาเจ็บแปลบ สายตาพลันมืดบอด
แล้วศีรษะของเขาก็ถูกหลวงจีนเฒ่าผู้เมตตาสะบั้นทันใด!
………………..