บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1608: ผู้ขุดสุสาน
ตอนที่ 1608: ผู้ขุดสุสาน
ทังหลิงฉีกับคณะอดหลั่งเหงื่อแตกพลั่กมิได้
พวกเขาเห็นชัดเจนว่าทันทีที่ซูอี้กล่าวสิ้นคำ ตัวตนร้ายกาจทั้งเก้าก็พุ่งเข้าใส่อิงเจวี๋ยทันที
และผู้สะบั้นหัวของเขาก็คือหลวงจีนเฒ่าผู้เหยียบย่างเหนือแท่นบงกช
เรื่องนี้จะไม่น่าประหลาดใจได้เช่นไร?
ทว่านี่กลับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับซูอี้
ค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์นี้ เดิมทีเก้าผู้อาวุโสมหาเซียนเป็นผู้วางไว้ด้วยกัน รูปสลักสำริดแต่ละรูปประทับอำนาจที่มามหาวิถีของมหาเซียนผู้หนึ่งไว้
เพราะอย่างไรเสีย หวังเย่ก็เป็นผู้สร้างรากฐานค่ายกลนี้ขึ้นเอง ซึ่งก็ทำให้ค่ายกลนี้กลายเป็นหนึ่งในสามค่ายกลพิทักษ์แดนหลักในตำหนักอนันตรัตติกาล
ที่จริง หากค่ายกลไม่ได้ถูกกัดกร่อนไปตามกาลเวลาจนเสียหายหนัก ต่อให้อีกฝ่ายเป็นมหาเซียนก็มีแต่ต้องตาย!
“พวกเจ้าไปเถอะ”
ซูอี้รำพึงเบา ๆ
ไม่ว่าอย่างไร มันก็เป็นค่ายกลที่ใกล้พังรอมร่อ มิใช่เก้าสหายเมื่อกาลก่อน ทำให้ชายหนุ่มมิได้รู้สึกยินดีเท่าไรนัก
เก้าผู้นำวิถีอันร้ายกาจต่างหันกลับมาคำนับให้ซูอี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงหายลับไป
เขาเก็บจี้หยกทมิฬและพาทุกผู้เดินทางต่อ
ระหว่างทาง หัวใจทุกผู้ปั่นป่วน หลายคนถึงกับหยุดเสวนา
ฝีมือที่ซูอี้เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ล้วนน่าอัศจรรย์ ทำให้เหล่าราชันเซียนรู้สึกเกินจริง
ยามนี้ ใครเล่าจะยังไม่รู้อีกว่าที่มาของชายหนุ่มขอบเขตจักรวาลผู้นี้ สูงส่งลึกลับเกินกว่าคาดคิด?
มีเพียงทังเป่าเอ๋อร์ที่ถามอย่างไม่คิดสำรวม “พี่ชายน้อย เจ้าเป็นทายาทผู้ทรงอำนาจในตำหนักอนันตรัตติกาลหรือไม่?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกไป หัวใจของทุกผู้ก็กระตุกวูบ
นั่นสิ หากไม่ใช่ผู้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตำหนักอนันตรัตติกาล มีหรือจะควบคุม ‘ค่ายกลเก้ากษัตริย์ผนึกสวรรค์’ ที่ตำหนักอนันตรัตติกาลหลงเหลือไว้ได้?
ซูอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่”
เขามิได้อธิบายใด ๆ
ทังเป่าเอ๋อร์ยังอยากจะถามต่อ ทว่าทังหลิงฉีกลับหยุดนางเอาไว้
ทุกผู้ล้วนมีความลับของตน จะไปไถ่ถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้อย่างเฉยเมยได้เช่นไร?
จนกระทั่งเมื่อมาถึงหนองน้ำกระดูกขาว ซูอี้ก็หยุดลงแล้วกล่าวว่า “ทุกท่าน ข้าขอส่งที่นี่นะ”
“ขอบคุณสหายเต๋าซู!”
ทังหลิงฉีโค้งตัวคำนับ
“ขอบคุณสหายเต๋าซู!”
คนอื่น ๆ ต่างคำนับและแสดงความขอบคุณเช่นกัน
ทังเป่าเอ๋อร์อ้อยอิ่งเล็กน้อย “พี่ชายน้อย เราจะยังได้พบกันในภายหน้าหรือไม่?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ปล่อยให้ชะตานำพาเถิด”
หญิงสาวกะพริบคู่เนตรกลมโตงดงามของนาง และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่เชื่อในชะตา แต่เชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกแน่นอน!”
ไม่นานนัก พวกเขาก็จากไปอย่างรีบร้อนภายใต้การนำของทังหลิงฉี
ซูอี้มองพวกเขาจากไปจนลับตา ก่อนจะหันเดินกลับสู่ซากตำหนักอนันตรัตติกาล
เมื่อเหลือเพียงลำพัง ซูอี้ก็รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
แม้ท้องนภาจะมืดครึ้ม อัสนีดังก้องทั่วทุกแห่งหน เขาก็ยังดูราวเดินทอดน่องอย่างสำราญใจ
เขาจรดเมฆา
บนยอดเขาอันปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าดำทะมึน ตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่เดียวดาย
ผนังโถงหลักปริร้าวแหลกสลาย ป้ายตำหนักหายไปเนิ่นนาน รกร้างไร้ชีวิตชีวา
นี่คือตำหนักหมื่นเร้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตหวงห้ามของตำหนักอนันตรัตติกาล มันบรรจุสมบัติมหาวิถีเกือบเก้าหมื่นชิ้นซึ่งหวังเย่ได้รวบรวมจากทั่วฟ้าแดนเซียน ผู้ฝึกเซียนมากมายถือเป็นหนึ่งใน ‘สี่กรุสมบัติมหาวิถีแห่งโลกหล้า’!
ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าโถงนี้สักพัก ก่อนจะเดินเข้าไป
ภายในโถงหลักเงียบงันวังเวง
ชั้นหนังสือล้มลงมาจนเสียหาย โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจาย ฝุ่นเกาะหนาทุกแห่งหน
“กระทั่ง ‘แดนลับเก้าทวี’ ซึ่งเปิดขึ้นที่นี่ยังหายไปแล้ว…”
สายตาของซูอี้เลื่อนลอย
กาลก่อน หอหมื่นเร้นนี้มีพิมานแห่งหนึ่ง และหวังเย่ก็เบิกแดนลับขึ้นเก้าแห่ง แต่ละแดนลับล้วนบรรจุมรดกมหาวิถีและคัมภีร์โบราณที่แตกต่างกันออกไป
ทว่าในตำหนักหมื่นเร้นยามนี้ แดนลับเก้าทวีกลับเสื่อมสลายไปนานแล้ว มีเพียงซากปรักหักพังทุกแห่งหน ไร้ตำรามรดกใด ๆ
อันที่จริง ซูอี้ก็มิได้มาเพื่อตามหาคัมภีร์
เขาเบนสายตาสู่เพดานโถง
ที่แห่งนั้นมีคานโค้งสี่สิบเก้าแห่งเหลื่อมกันอยู่ ซึ่งทำจากเสาสำริดต้นหนาหนักดูคล้ายขนดมังกร
วูบ!
ร่างของชายหนุ่มทะยานผ่านเวหามายังคานมุมทางทิศอาคเนย์
นี่คือตำแหน่ง ‘ศีรษะมังกร’ ซูอี้กวาดตามองมันเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือออกไปกดลงยังหว่างคิ้วของมัน
วิ้ง!
คลื่นอำนาจประหลาดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากจุดที่เขากด
จากนั้นตำแหน่งของ ‘ศีรษะมังกร’ ก็เปลี่ยนไป หลุมเว้าที่มีขนาดประมาณหนึ่งฉื่อปรากฏขึ้น
ภายในหลุมเว้าแห่งนั้นมีหีบหยกสีดำอันเรียบง่ายวางอยู่หนึ่งใบ
ซูอี้ลอบถอนใจโล่งอก
ช่างโชคดีที่มันยังอยู่!
หีบหยกดำใบนี้สร้างขึ้นจาก ‘หยกเทพชะตาฟ้า’ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ขอบเขตมหาศาลอันหาได้ยากยิ่ง สลักประทับด้วยลวดลายลับตามธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์
หากไม่สามารถตรวจหาลวดลายลับบนหีบหยกใบนี้ได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนก็ไม่อาจเปิดหีบหยกใบนี้ได้สำเร็จ
หีบหยกตรงหน้านี้ หวังเย่ซ่อนมันไว้ยามสร้าง ‘ตำหนักหมื่นเร้น’ ขึ้นมา
และในหีบหยกนี้บรรจุกุญแจไว้ดอกหนึ่ง!
ปลายนิ้วของซูอี้เจือด้วยรัศมีเซียนเบาบาง ขณะเริ่มวาดลงบนหีบหยก
วูบ!
เมื่อรัศมีเซียนไหวผ่าน ลวดลายลึกลับปรากฏขึ้นบนหีบหยกดำ
กริ๊ก!
หนึ่งเสียงดังขึ้นเหมือนกลไกถูกปลด
ซูอี้ยกมือขึ้นคว้า แล้วหีบหยกดำซึ่งฝังอยู่ในหลุมเว้าก็ถูกนำออกมา
ขณะนี้ ปราณดาบสีขาวราวหิมะสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ส่องแสงพร่างพรายจนตาพร่า ทะลวงร่างของซูอี้จากเบื้องหลัง
ปราณดาบสายนี้อหังการนัก มันผนึกพื้นที่รอบกายชายหนุ่มเอาไว้ เขาจึงมิต่างกับมัจฉาในธารซึ่งถูกแช่แข็ง ทั่วทั้งร่างมิอาจขยับเขยื้อนได้
ทั้งหมดนี้วูบไหวในพริบตา เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก
ความแข็งแกร่งของผู้ลงมือร้ายกาจอย่างยิ่ง หนึ่งดาบนั้นผนึกสุญตา ทะลวงโจมตีซูอี้จากเบื้องหลัง มีทั้งความเสถียร แม่นยำและไร้ปรานี
ขณะที่ปราณดาบสายนั้นกำลังจะแทงซูอี้นั้นเอง
ตู้ม!
อากาศเปลี่ยนผันอย่างรุนแรง
อำนาจอันร้ายกาจสกัดกั้นปราณดาบที่ทะลวงเข้ามาเอาไว้ ส่วนชายหนุ่มหันกลับไปคีบปราณดาบไว้ระหว่างนิ้วโป้งและชี้
เปรี้ยง!
ปราณดาบสายนั้นหักกลาง แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงอันพร่างพรม
“เจอตัวแล้ว”
ดวงตาวาวโรจน์เยี่ยงประทีปของเขามองไปยังมุมหนึ่งของโถง
ร่างของเขาหายวับไป
ขณะเดียวกัน ณ มุมโถง แสงเงาพิสุทธิ์สายหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ก่อนจะทะยานสู่เวหาแล้วจางหาย
ทว่าอากาศที่อยู่ในบริเวณโดยรอบพลันเดือดพล่าน อำนาจมิติระเบิดขึ้นเยี่ยงหินหลอมเหลวปะทุ ทะลวงเข้าใส่แสงเงาพิสุทธิ์นั้น
“เปิด!”
พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำนั้น แสงเงาพิสุทธิ์พลันแปรเปลี่ยนเป็นชายชราชุดดำผู้หนึ่ง ยกมือขึ้นปาดไปเบื้องหน้า
อำนาจฝ่ามือนั้นเป็นเช่นดาบคม แยกบรรพตแหวกธารา เปี่ยมอำนาจร้ายกาจระดับราชันเซียน
เพียงชั่วพริบตา คลื่นอำนาจมิติก็ถูกกะเทาะจนแตกร้าว
ทว่าก่อนเขาจะทันได้ถอนใจโล่งอก หมัดข้างหนึ่งก็ทะลวงสุญญะมาปรากฏขึ้นตรงหน้า
นี่มันหมัดแบบใดกัน?
โบราณเป็นธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง ทว่ายามชกออกมากลับเป็นเช่นหัตถ์เทพสวรรค์แผลงโทสะ บดขยี้ทุกอุปสรรค ทำลายล้างสรรพสิ่งได้!
หมัดนั้นทำให้ความคิดของชายชราสั่นคลอนอย่างร้ายแรง ขนลุกขนพองแทบลืมหายใจ
แย่แล้ว!!
เขาหวาดกลัวเสียจนใบหน้าเปลี่ยนสี ขณะออกการโจมตีอย่างสุดกำลัง
มือของเขาดุจผลักตะวันข้ามเวหา ทุ่มเทการฝึกฝนโจมตีอย่างสุดชีวิต
เขาดูมิต่างจากเทพเถื่อนบันดาลโทสะ ยกตะวันอันแผดเผาเฉิดฉายผลักไปเบื้องหน้า
ทว่าภายใต้หมัดของซูอี้ ทุกการขัดขืนล้วนสิ้นความหมาย
เปรี้ยง!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นสะท้านแดนดิน
หมัดอันไร้คลื่นปราณของซูอี้สลายหมัดดุจมหาตะวันนั้นลงทันที
ท่ามกลางพิรุณแสงสาดซัด หมัดนี้ทะลวงอำนาจป้องกันบนร่างของชายชราอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ก่อนจะฝังเข้าไปในอกของอีกฝ่าย
ตู้ม!
ชายชราพลันกระเด็นไปเบื้องหลัง ชนเข้ากับกำแพง กระดูกแหลกร้าว โลหิตไหลออกจากร่าง
ร่างของเขานอนแน่นิ่งกับพื้น เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสจนใกล้สิ้นใจ!
หมัดนั้นทรงพลังเสียจนน่าสะพรึงกลัว มันทะลวงอกของเขาเป็นรูโหว่ พลังปราณทั่วร่างแหลกสลาย!
และร่างของชายหนุ่มก็เคลื่อนมาหาชายชราแล้ว
“เจ้า… พบข้าได้เช่นไร?”
มุมปากของชายชรามีโลหิตย้อยหยด มองชายหนุ่มชุดเขียวตรงหน้าอย่างหวาดผวา
ก่อนหน้านี้ เขาหลบอยู่ตรงมุมห้อง ใช้เคล็ดวิชาซ่อนลมหายใจพรางปราณที่สามารถตบตาได้กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาเซียน
แต่ใครเล่าจะคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะรู้ตัว หาเขาพบตั้งแต่แรก!
นอกจากนั้น ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายยังท้าทายสวรรค์มากเกินไป ชายหนุ่มทะลวงผ่านการโจมตีสังหารอันตระเตรียมไว้แสนนานของตนอย่างง่ายดาย และเพียงหนึ่งหมัดก็ปราบเสียราบคาบ ร่างแหลกสิ้นซึ่งวิญญาณ์
น่าสะพรึงกลัวอย่างไร้กังขา
“แม้ว่า ‘เคล็ดอสรพิษจำศีล’ ของลัทธิอัคคีเทพจะเป็นเคล็ดอำนาจที่สามารถซ่อนปราณได้ดีที่สุดในแดนเซียน แต่ต่อหน้าข้ามันก็ไร้ประโยชน์”
ซูอี้ว่าขณะกระทืบมือซ้ายของชายชราผู้กองอยู่กับพื้น
กร๊อบ!
กระดูกมือซ้ายแหลกละเอียด โลหิตและเศษเนื้อกระจัดกระจาย
ยามยกเท้าขึ้น เขาก็พบว่าในมือซ้ายข้างนั้นมียันต์ลับสีเลือดขนาดเท่าเหรียญทองแดงอยู่แผ่นหนึ่ง
ชายหนุ่มคว้ายันต์ลับแผ่นนี้เอาไว้ “ยันต์ธารโลหิตกลืนนภานี่อีกแล้ว ดูเหมือนแม้กาลจะผันผ่าน แต่ลัทธิอัคคีเทพของพวกเจ้าก็ยังคงดักดานมิเติบโต ยังคงใช้เคล็ดวิชาชั่วร้ายอันคร่ำคร่าพวกนี้อยู่”
ดวงตาของซูอี้ฉายแววเหยียดหยาม
ยันต์ธารโลหิตกลืนนภานี้เป็นยันต์ลับชั่วร้ายที่สร้างขึ้นโดยมหาเซียน ขอเพียงใช้มันก็จะสร้างหมอกสีเลือดอันเป็นพิษร้ายแรงได้
หากสัมผัสโดน ตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตมหาเซียนจะถูกกัดกร่อนและสลายไป!
ก่อนหน้านี้ หากมิใช่เพราะเขากระทืบมือซ้ายของชายชรา อีกฝ่ายก็คงเรียกใช้ยันต์ลับชั่วช้านี้แล้ว
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?”
ชายชราแทบสิ้นสติ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ชายหนุ่มผู้นี้ดูจะรู้ไม้ตายก้นหีบทั้งหมดของเขาดี และทุกครั้งที่ลงมือ อีกฝ่ายก็เป็นผู้ควบคุมรู้ทัน!
“ข้าน่ะหรือ”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าคือผู้ขุดสุสานสำหรับลัทธิอัคคีเทพของเจ้า และเมื่อถึงกาล ข้าจะจัดพิธีศพอย่างงดงามให้บรรพชนผู้ก่อตั้งของพวกเจ้า”