บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1609: คางคกเซียนกลืนนภา
ตอนที่ 1609: คางคกเซียนกลืนนภา
กล่าวเช่นนั้น ซูอี้ก็รำพึงเบา ๆ “น่าเสียดาย… เจ้าไร้โอกาสได้ประจักษ์แก่งานใหญ่เช่นนั้น”
แล้วเขาก็ยกมือขึ้นกดลง
เปรี้ยง!
วิญญาณของชายชราแหลกสลาย
กฎเกณฑ์ของลัทธิอัคคีเทพนั้นเข้มงวดมาก ยิ่งตำแหน่งสูง กฎเกณฑ์ยิ่งรัดกุม
หนึ่งในกฎสำคัญสูงสุดคือห้ามทรยศ!
ด้วยเหตุนี้ ตัวตนใต้ขอบเขตมหาเซียนต้องเคารพต่อสัตย์ปฏิญาณที่พวกตนทำไว้ หากทรยศไปร่วมพวกกับศัตรู พวกเขาจะถูกกำจัดสิ้นจากฟ้าดิน
มีเพียงตัวตนขอบเขตมหาเซียนเท่านั้นที่ไม่ต้องใส่ใจกฎเกณฑ์ปฏิญาณเช่นนี้
อันที่จริง เมื่อฝึกฝนมาถึงขอบเขตมหาเซียน การทรยศกันก็แทบมิเกิดแล้ว
ดังนั้น ซูอี้จึงไม่คิดจะได้รู้สิ่งใดจากปากของชายชรา จึงฆ่าคนผู้นี้ทันที
หลังสิ้นธุระ ซูอี้ก็หันหลังจากไป
……
ณ ซากโบราณอันหักพังแร้นแค้น ซูอี้สัญจรลำพัง เยี่ยงผู้ผ่านทางมาชมซากอนุสรณ์
ทว่าแท้จริงแล้วเขาหาใช่ผู้ผ่านทางไม่ แต่ในอดีตชาติ เขาคือผู้ก่อตั้งซากโบราณแห่งนี้!
เมื่อได้พบพาน ใจก็คะนึงหา ทิ้งไว้เพียงความผิดหวัง
ซากโบราณนั้นผุพังเสื่อมโทรมไร้ชีวิต ทุกภาพความทรงจำอันรุ่งโรจน์เรืองอำนาจแห่งอดีตกาลสลายสิ้นเยี่ยงเมฆาพวยควัน มิหลงเหลืออยู่อีกต่อไป…
ซูอี้ถือไหสุราในมือ ชะงักเท้าหวนนึกถึงความหลังเป็นครั้งคราว ก่อนจะยกสุราขึ้นจิบอย่างเงียบงัน
จนกระทั่งเขามายังส่วนลึกแห่งซากโบราณนี้
ฟ้าดินมืดสนิท เมฆอัสนีตะคุ่มรวมตัว และไกลออกไปในซากหักพังปรากฏหุบผาแห่งหนึ่ง เขาทั้งสองยอดขนาบซ้ายขวาถล่มลงราบเรียบ เป็นภาพอันเหี่ยวแห้งเย็นชา
ณ ทางเข้าหุบผามีแท่นศิลาเก่าแก่ร่วงลงกับพื้นแท่นหนึ่ง
มันมีรอยร้าวกระจัดกระจาย พื้นผิวปกคลุมด้วยตะไคร่
จารึกอักขระอันถูกกาลเวลากัดกร่อนเลือนลางยิ่งปรากฏให้อ่านได้จาง ๆ บนแท่นศิลา
‘ปุจฉาสวรรค์!’
หุบผาแห่งนี้ เดิมทีเป็นสถาน ‘ถกวาทีมหาวิถี’ ของตำหนักอนันตรัตติกาล และทุกชั่วกาลหนึ่งจะมีผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจในโลกเซียนออกมาชี้นำ อธิบายเคล็ดมหาวิถีและคลี่คลายข้อเคลือบแคลงแก่เหล่าศิษยานุศิษย์
ทุกวันเมื่อมีการเปิดการสอนสั่ง ทั่วทั้งตำหนักอนันตรัตติกาลก็จะมารับฟัง
นอกจากนั้น คณาจารย์ ผู้ดูแล และผู้เลิศล้ำในวิถีต่าง ๆ ก็จะมารับชม นานทีปีหนก็บังเกิด ‘ความขัดแย้ง’ อันเป็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดเนื่องด้วยความเข้าใจต่อวิถีอันแตกต่างเช่นกัน
สัจธรรมบางเรื่อง ยิ่งถกเถียงยิ่งชัดเจน
มหาวิถีก็เช่นเดียวกัน
การ ‘ถกวาทีมหาวิถี’ เช่นนี้เป็นเช่นการโต้วาทีอันทรงเกียรติในตำหนักอนันตรัตติกาลซึ่งได้รับการยกย่องจากเหล่าผู้แข็งแกร่งทั่วโลกเซียน และในใจคิดอยากเป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น
อันที่จริง ตำหนักอนันตรัตติกาลไม่เคยปิดบังความลับนี้ และทุกครั้งที่จัดการถกวาที พวกเขาก็จะเชิญยอดฝีมือจากโลกภายนอกเข้าร่วมหารือ ทั้งยังยืนยันวิถีเต๋าของกันและกันด้วย
กฎนี้ถูกสร้างขึ้นโดยหวังเย่
จากวาจาของหวังเย่ ‘หากตำหนักอนันตรัตติกาลอยากจะเป็นตำหนักศึกษาอันดับหนึ่งในโลกเซียน ก็สมควรจะมีความกล้าและความคิดเป็นหนึ่งในโลกหล้า รวมจรดธารทุกสาย หลอมรวมสรรพสิ่งในโลกา!’
เมื่อทำเช่นนี้ คนทุกผู้ก็จะได้เรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกัน หลอมรวมมหาวิถีเล็กใหญ่เป็นหนึ่งเดียว
กาลก่อน หวังเย่จะมาชี้แนะสอนสั่งในระยะเวลาอันสม่ำเสมอ ไม่เคยใส่ใจหากจะมีผู้แข็งแกร่งอันมิคาดคิดมารับชมรับฟัง
เพราะสถานที่ถกวาทีมหาวิถีนี้ตั้งอยู่ในหุบผาปุจฉาสวรรค์ งามชุมนุมใหญ่นี้จึงถูกเรียกว่า ‘ชุมนุมเซียนปุจฉาสวรรค์’ ในโลกเซียน!
ในโลกเซียนเมื่อกาลก่อน ชุมนุมเซียนปุจฉาสวรรค์นี้ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญชั้นหนึ่งในโลกเซียน ลือนามในอดีตกาลมิต่างจาก ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ และ ‘ชุมนุมเซียนหกวิถี’!
ทว่ายามนี้หุบผาปุจฉาสวรรค์นี้เหลือเพียงเศษซากเนิ่นนาน และ ‘ชุมนุมเซียนปุจฉาสวรรค์’ ก็เหลือเพียงตำนานอันสูงส่งห่างไกล
วูบ!
ทันใดนั้น แท่นศิลาหน้าทางเข้าหุบผาก็เรืองประกายเจิดจรัส ปราณอันโอ่โถงเยี่ยงท้องนภาทะลักไหล
“อ๊บ!”
ยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งปรากฏขึ้นในฟ้าดิน นั่งนิ่งดุจขุนเขาใหญ่
มันเป็นคางคกยักษ์ตัวหนึ่งเลือนรางพร่ามัว ร่างกายปกคลุมด้วยหมอกทมิฬ นัยน์ตาโอฬารดุจสายนที!
กาลก่อน เมื่อซูอี้ ทังหลิงฉี และทังเป่าเอ๋อร์มาถึงซากตำหนักอนันตรัตติกาล คางคกยักษ์นี้ก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน
และยามนี้ เมื่อมันเห็นซูอี้ชัดถนัดตา
ร่างของคางคกยักษ์พลันสั่นเทิ้มสะท้านไหว หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็เหลือเพียงคางคกขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะขนาดเท่าฝ่ามือกระโดดขึ้นนั่งบนมือซูอี้
นัยน์ตาสีแดงเพลิงเจิดจรัสเยี่ยงอัญมณีสีเลือด
“คางคกน้อย มิได้พบกันนานเลย”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูอี้ “มิคาดเลยจริง ๆ ว่าตราประทับวิญญาณแท้ของเจ้าจะยังอยู่”
คางคกสีขาวหิมะนี้เป็นจิตวิญญาณปฐมสวรรค์แห่งยุคสุดวิเวก มีนามว่า ‘คางคกเซียนกลืนนภา’ ก่อเกิดจากที่มาแห่งฮุ่นตุ้น หาได้ยากยิ่ง
ในคัมภีร์โบราณ ‘สารานุกรมภาพจิตวิญญาณปฐมสวรรค์แห่งยุคสุดวิเวก’ นั้นระบุไว้ว่า คางคกเซียนกลืนนภาคือหนึ่งในจิตวิญญาณปฐมสวรรค์ทั้งสามสิบเก้าเผ่าพันธุ์ มีความสามารถเกินธรรมดา อำนาจน่าอัศจรรย์ กลืนอำนาจดับตะวัน จันทราและดวงดาว ทั้งยังดูดซับปราณหายนะร้ายแรงทั่วสุญตาได้ด้วย
กาลก่อนยามเริ่มก่อตั้งตำหนักอนันตรัตติกาล คางคกเซียนกลืนนภานี้คือหนึ่งใน ‘สี่จิตวิญญาณแท้พิทักษ์แดน’ ผู้สามารถปลิดวิญญาณให้ละล่องได้ด้วยเพียงหนึ่งคำราม!
ทว่า คางคกเซียนกลืนนภาตรงหน้าเขาเป็นเพียงเสี้ยวตราประทับวิญญาณอันผนึกอยู่ในแท่นศิลา ‘ปุจฉาสวรรค์’ นี้เท่านั้น หาใช่ตัวจริงของมันไม่
“อ๊บ อ๊บ!”
คางคกขาวพิสุทธิ์บนมือของซูอี้กู่ร้องสนั่นลั่นเยี่ยงวายุอสนีบาต
น่าเสียดายที่มันไร้เชาว์ปัญญาด้วยความที่เป็นเสี้ยววิญญาณแท้ เหลือเพียงสติสัญชาตญาณและมิอาจเอ่ยวจีใด
แต่ถึงเช่นนั้น เมื่อซูอี้ตั้งใจฟัง เขาก็ยังพอเข้าใจว่าคางคกน้อยนี้จำเขาไม่ได้ แต่จำจี้หยกดำของเขาได้!
นอกจากนั้น มันยังเตือนเขาอยู่ด้วยว่าที่นี่อันตราย ให้รีบออกไปเสีย!
คิ้วของซูอี้ขมวดเล็กน้อย หรือทางลับสู่ ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’ ในหุบผาจะถูกลัทธิอัคคีเทพพบแล้ว?
เมื่อนานมาแล้ว หวังเย่ได้เบิกแดนลับใต้พิภพไว้ในหุบผาปุจฉาสวรรค์ ซึ่งก็คือเขตหวงห้ามแรกในตำหนักอนันตรัตติกาล มีนามว่า ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’!
และผู้ที่ทราบทางลับเข้าสู่ ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’ ก็มีเพียงหวังเย่และผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาทั้งเก้าเท่านั้น
นอกจากนั้น การจะไปถึงวังดินปุจฉาสวรรค์ได้โดยแท้จริงยังต้องใช้เคล็ดวิชาอันพิเศษอย่างยิ่งและวัตถุบางอย่าง หาไม่ ต่อให้เป็นยอดฝีมือผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนก็ยังมิอาจเข้าสู่แดนลับนั้นได้
“อ๊บ โอ๊บ!”
คางคกเซียนกลืนนภายังคงร้องลั่น ราวกับจะเร่งให้ซูอี้รีบไป
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะส่ายหน้ากล่าว “ข้าต้องไปดู เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ จะว่าไป ต่อจากนี้ หากมีผู้ใดเดินออกมาจากวังดินปุจฉาสวรรค์ ฆ่าได้เลย”
กล่าวจบ ซูอี้ก็วางคางคกเซียนกลืนนภาลงบน ‘แท่นศิลาปุจฉาสวรรค์’ แล้วเดินเข้าสู่หุบผา
“อ๊บ อ๊บ!”
เบื้องหลังเขา เสียงร้องของคางคกเซียนกลืนนภายังคงดังระงม
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่
เขามาที่นี่เพื่อสืบเหตุผลการล่มสลายของตำหนักอนันตรัตติกาล มีหรือจะยอมจากไปโดยมิทราบสัจธรรม
ต้องทราบว่าแม้หายนะอวสานเซียนจะร้ายกาจ ทว่ากลุ่มเต๋าโบราณก็เหลือรอดจากมันมากมาย
เช่นลัทธิกำเนิดจักรวาล ลัทธิไร้มลทิน ตระกูลทังโบราณเป็นต้น
ซูอี้ไม่เชื่อว่าตำหนักอนันตรัตติกาลอันลือเลื่องในฐานะตำหนักศึกษาสูงสุดแห่งโลกเซียนจะมิอาจทานทนหายนะและสูญหายไปในธุลีแห่งประวัติศาสตร์
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอื่น!
ลึกเข้าไปในหุบผา ซากปรักหักพังกลาดเกลื่อน สนามเต๋ายักษ์แหลกมลาย เหลือเพียงหลุมตะปุ่มตะป่ำ
ซูอี้เดินลำพัง ไม่นานนักก็มาถึงด้านหลังสนามเต๋า
เดิมทีที่นี่มีตำหนักหนึ่งตั้งอยู่ ทว่ามันได้กลายเป็นกองซากเกลื่อนพื้นไปแล้ว
ซูอี้โบกแขนเสื้อ
ตู้ม!
ซากกำแพงนับไม่ถ้วนเคลื่อนไปด้านข้าง
พื้นปรากฏลวดลายดุจบงกชคลี่บานขนาดยักษ์
ซูอี้หรี่ตามองลวดลายนี้อยู่ชั่วขณะ ก่อนจะขยับมือประทับตรา รุ้งทิพย์ดุจเส้นแสงนับไม่ถ้วนหลั่งทะลักลงสู่ลวดลายบงกชนี้
จากนั้น ซูอี้ก็เหยียบลงไป
ปรากฏเป็นเหตุอัศจรรย์ บงกชนั้นดูจะคืนชีวา คลี่ชั้นกลีบทีละชั้น สร้างเป็นทางเข้าอันดูประหนึ่งมายา ณ ศูนย์กลาง
นี่คือทางลับสู่ ‘วังดินปุจฉาสวรรค์’!
ซูอี้เดินเข้าไป
ภายในทางเข้าเป็นทางเดินมืด ๆ อันคดเคี้ยวลงไปเบื้องใต้
อำนาจมิติเคลื่อนคล้อยอ้อยอิ่งรอบทางเดิน สร้างเป็นชั้นกำแพงมิติอันแข็งแกร่งยิ่ง
การเดินภายในทางเดินนั้นเหมือนเดินเฉย ๆ ทว่าแท้จริงไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวท่ามกลางมิติอันไร้ขอบเขต
ทว่าไม่นานหลังเดินทาง ซูอี้ก็ชะงัก
ที่พื้นปรากฏโครงกระดูกแตกหักหนึ่งร่าง เขานั่งอยู่กับพื้น กะโหลกมีรูขนาดเท่าหัวแม่โป้ง
ซูอี้มองมันครู่หนึ่ง และพอตัดสินได้ว่ายามมีชีวิต อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนปีศาจซึ่งมีการฝึกฝนในระดับราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ และก่อนตาย คนผู้นี้ถูกนิ้วหนึ่งทะลวงหว่างคิ้ว ป่นทั้งร่างและวิญญาณเป็นผุยผง!
“คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้ฝึกตนปีศาจจากตำหนักอนันตรัตติกาล”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
จากการผุกร่อนของกระดูก เขาพอตัดสินได้ว่าคนผู้นี้ตายมาเนิ่นนาน น่าจะเป็นในยุคอวสานเซียน!
“วิธีเข้าทางลับสู่วังดินปุจฉาสวรรค์นี้ มีเพียงข้าและผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาทั้งเก้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ ทว่าไฉนตัวตนระดับผู้ดูแลของตำหนักอนันตรัตติกาลจึงมาตายลงอย่างน่าอนาถที่นี่ได้?”
ซูอี้สังเกตเห็นบางอย่างพิกล ความรู้สึกหนักอึ้งขึ้น
กะแล้วเชียว เหตุที่ตำหนักอนันตรัตติกาลล่มสลายเมื่อกาลก่อนมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะหายนะทั่วโลกหล้า!
บนเส้นทางต่อมา ซูอี้ก็เห็นซากศพมากมาย บ้างแหลกสลายเป็นเศษซากไปแล้วจนมิอาจตรวจสอบสิ่งใดได้เลย
นอกจากนั้น ทั้งสมบัติ สาส์นต่าง ๆ ป้ายสัญลักษณ์และสิ่งของบนร่างซากเหล่านี้ล้วนหายไปสิ้น ยากที่ซูอี้จะตัดสินตัวตนก่อนตายของพวกเขาได้
“เก้าราชันเซียน เซียนแท้ขอบเขตสุญตาสี่สิบแปดคน และเซียนขอบเขตจักรวาลมากกว่าสองร้อยยี่สิบคน นอกจากนั้นยังมีผู้คนมากมายซึ่งมิเคยก้าวย่างสู่วิถีเซียนอยู่ด้วย…”
หัวใจของซูอี้หนักอึ้งขึ้นทุกขณะระหว่างสัญจร
หัวใจของเขาร่างเรื่องราวขึ้นเป็นฉาก ๆ แล้ว
ยอดฝีมือทั้งหลายในตำหนักอนันตรัตติกาลต่างหลบภัยที่นี่ ทว่ากลับมีศัตรูภายนอกบุกเข้ามา และเพื่อสกัดศัตรู ศึกนองเลือดอันดุเดือดยิ่งจึงบังเกิด ณ ทางลับสู่วังดินปุจฉาสวรรค์!
และจากบาดแผลของซากศพเหล่านั้น ก็สรุปได้ไม่ยากเลยว่าศัตรูเหล่านั้นทรงพลังยิ่ง และน่าจะมีมหาเซียนรวมอยู่ด้วย!
“ตำหนักอนันตรัตติกาลเมื่อกาลก่อนมี ‘ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชา’ ระดับมหาเซียนเก้าคนคอยคุ้มครองดูแลตลอดกาลนาน และยังมีสี่จิตวิญญาณแท้พิทักษ์แดนอย่างคางคกเซียนกลืนนภาอยู่ พวกเขาจะอยู่เฉยให้ศัตรูเข้ามาในนี้ได้หรือ?”
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่?”
“ไฉนกระทั่งสิ่งของบนร่างศพเหล่านี้ยังหายไป?”
“หรือจะเป็นเพราะท้ายที่สุด ศัตรูเหล่านั้นคว้าชัยและรูดสมบัติสิ่งของทั้งหมดไปเป็นสินสงคราม?”
…ความคลางแคลงเรื่องแล้วเรื่องเล่าประดังเข้ามาในใจซูอี้
ทันใดนั้น เขาก็ชะงักเท้า มองไปที่ผนังมุมหนึ่งที่ข้างทางเดิน
………………..